หย่าแล้วไง? ในเมื่อความรวยมันค้ำคอ•ตอนที่ 12

ขึ้นค่าเช่าจนไม่มีที่ซุกหัวนอน

ผลงานโดย ต้นไม้ริมระเบียง
"ยินดีด้วยนะคะคุณธันวา... แต่ดูเหมือนว่า เกมกระดานนี้ คุณจะยังไม่ใช่คนเดียวที่ถือไพ่เหนือกว่าทั้งหมดหรอกนะคะ" ประโยคสุดท้ายจากริมฝีปากเคลือบลิปสติกสีแดงเพลิงของลินินยังคงก้องกังวานอยู่ในโสตประสาทของธันวา รอยยิ้มของหญิงสาวที่ยืนเคียงข้างเขาในฐานะคู่คิดผู้กุมชะตากรรมร่วมกัน ไม่ได้เป็นเพียงแค่ความงดงามทางสายตา หากแต่มันคืออาวุธที่คมกริบยิ่งกว่าใบมีดโกน ในเมื่อเกมธุรกิจบทนี้ถูกยกขึ้นมาอยู่บนมือของพวกเขาแล้ว ความปรานีจึงกลายเป็นสิ่งฟุ่มเฟือยที่ไร้ค่าที่สุดในโลกทุนนิยมใบนี้ เสียงเคาะประตูกระจกฝ้าบานใหญ่ในห้องทำงานเพนต์เฮาส์หรูใจกลางย่านธุรกิจดังขึ้นสามครั้งอย่างเป็นจังหวะ ก่อนที่เลขาฯ ส่วนตัวจะก้าวเข้ามาด้วยท่าทีนอบน้อมพร้อมกับแฟ้มเอกสารสีดำสนิทที่ประทับตราลับสุดยอด "เรียนคุณธันวาค่ะ ทุกอย่างดำเนินการเสร็จสิ้นตามคำสั่งเรียบร้อยแล้วค่ะ สัญญาเช่าช่วงของอาคารพาณิชย์และคฤหาสน์ย่านสุขุมวิททั้งสามหลัง ถูกโอนสิทธิ์มาเป็นของบริษัทเราโดยสมบูรณ์ผ่านการซื้อหนี้เสียจากธนาคารเมื่อสิบนาทีที่แล้วค่ะ" ธันวาเงยหน้าขึ้นจากจอแท็บเล็ตแสดงผลกราฟิกมูลค่าทรัพย์สิน ดวงตาคมกราบกกราดมองตัวเลขหลักร้อยล้านที่ไหลเวียนอยู่ในบัญชีราวกับสายน้ำ เขายกมุมปากขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มที่ปรากฏบนใบหน้าไม่ได้มีความอบอุ่นหลงเหลืออยู่เลยแม้แต่น้อย มันคือรอยยิ้มของนักล่าผู้ยืนอยู่บนจุดสูงสุดของห่วงโซ่อาหาร "ดีมาก... แจ้งทีมกฎหมายและเจ้าหน้าที่พิทักษ์ทรัพย์ให้เตรียมตัวให้พร้อม เราจะไปเยี่ยม 'ครอบครัวอดีตแม่ยาย' กันหน่อยค่ะ" ธันวาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ทว่าทรงพลังจนเลขาฯ สาวต้องก้มศีรษะรับคำอย่างรวดเร็ว ในเวลาเดียวกัน ณ คฤหาสน์หลังงามตระการตาที่เคยเป็นสัญลักษณ์แห่งความโอ่อ่าและอำนาจของตระกูลอดีตภรรยา เสียงโวยวายด้วยความไม่พอใจดังลั่นห้องรับแขก คุณหญิงศิริพร ในชุดผ้าไหมราคาแพงกำลังนั่งเชิดหน้าชูตาอยู่บนโซฟาหลุยส์ โดยมีเสียงบ่นพึมพำถึงความไร้รำคาญใจที่ต้องมานั่งรอคอยเอกสารสำคัญจากธนาคาร—ชายหนุ่มผู้ที่นางเคยเหยียดหยามว่าเป็นแค่เศษสวะเกาะลูกสาวกิน "มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่! ทำไมจู่ๆ ธนาคารถึงส่งจดหมายแจ้งเตือนให้เราย้ายออกจากบ้านภายในสามวัน นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน!" เสียงแหลมสูงของคุณหญิงศิริพรตวัดถามทนายความประจำตระกูลที่ยืนเหงื่อตกอยู่เบื้องหน้า "คือ... คุณหญิงครับ ทางเราเพิ่งทราบข่าววงในว่า หนี้สินทั้งหมดที่ค้างชำระกับสถาบันการเงินถูกกว้านซื้อไปโดยกลุ่มทุนนิรนามกลุ่มหนึ่ง และ... และพวกเขามีอำนาจทางกฎหมายเบ็ดเสร็จในการขับไล่ผู้อยู่อาศัยออกจากพื้นที่ทันที เนื่องจากสัญญาเช่าซื้อเดิมถูกยกเลิกแล้วครับ!" ทนายความละล่ำละลักตอบด้วยความหวาดกลัว เพล้ง! แจกันแก้วเจียระไนราคาแพงถูกปัดร่วงลงพื้นแตกกระจายกระจัดกระจาย ใบหน้าของคุณหญิงศิริพรบิดเบี้ยวด้วยความโกรธเกรี้ยวจนแทบเสียสติ นางไม่เคยคิดเลยว่าชีวิตที่เคยสุขสบายบนกองเงินกองทองจะต้องมาสั่นคลอนด้วยฝีมือของไอ้เด็กกระจอกที่นางเคยตบหน้าไล่ส่งออกจากบ้านเมื่อหลายเดือนก่อน "เป็นไปไม่ได้! ไปจัดการเดี๋ยวนี้! โทรหาอธิบดีคนนั้น สั่งให้มันจัดการพวกที่บัง อาจมาแตะต้องบ้านของเราให้หมด!" คุณหญิงศิริพรกรีดร้องลั่นบ้าน ดวงตาเบิกโพงด้วยความคลุ้มคลั่ง แต่ทว่า... เสียงรถยนต์หรูนับสิบคันที่เคลื่อนตัวเข้ามาจอดเทียบท่าหน้าประตูคฤหาสน์กลับดับความหวังลมๆ แล้งๆ ของนางลงในพริบตา ประตูรถยนต์โรลส์-รอยซ์สีดำสนิทเปิดออก ธันวาก้าวลงมาจากรถด้วยท่าทีสง่างามในชุดสูทสั่งตัดพิเศษจากอิตาลี นาฬิกาข้อมือเรือนหรูสะท้อนแสงแดดระยิบระยับ เขากวาดสายตามองคฤหาสน์ที่ครั้งหนึ่งเขาเคยต้องก้มหัวเดินเข้าออกทางประตูด้านหลัง บัดนี้... สถานะกลับตาลปัตรจนน่าขัน ข้างกายของเขาคือลินิน หญิงสาวผู้ทรงเสน่ห์ในชุดเดรสเข้ารูปสีดำสนิทที่เดินเคียงคู่มาด้วยรอยยิ้มเยือกเย็น ทั้งสองก้าวผ่านประตูรั้วเข้ามาท่ามกลางการคุ้มกันของบอดี้การ์ดร่างยักษ์ในชุดสูทดำที่ยืนเรียงรายเป็นระเบียบ "แก! ไอ้เด็กเนรคุณ!" คุณหญิงศิริพรพุ่งพรวดออกมาที่ระเบียงชั้นสอง นิ้วเรียวสั่นเทาชี้หน้าธันวาด้วยความเคียดแค้น "แกกล้าดียังไงถึงบุกรุกเข้ามาในบ้านฉัน! ไสหัวออกไปไม่งั้นฉันจะแจ้งตำรวจจับพวกแกข้อหาบุกรุก!" ธันวาชะฝีเท้าเล็กน้อย เขาเงยหน้าขึ้นมองอดีตแม่ยายที่กำลังดิ้นรนอยู่บนกรงทองแห่งความล่มจลาย แววตาของชายหนุ่มว่างเปล่าไร้ซึ่งความอาลัยอาวรณ์ มีเพียงความเยือกเย็นดั่งน้ำแข็งขั้วโลก "ตำรวจเหรอคะคุณหญิง?" เสียงทุ้มนุ่มแต่บาดลึกของลินินดังแทรกขึ้นมา เธอปรายตามองเอกสารในมือด้วยท่าทีสบายๆ "เกรงว่าคุณหญิงคงจะต้องเช็คสถานะทางกฎหมายใหม่เสียก่อนนะคะ เพราะตอนนี้... 'บ้านหลังนี้' รวมถึงเฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้นที่ท่านกำลังยืนเหยียบอยู่ เป็นกรรมสิทธิ์ของพวกเราโดยชอบธรรมแล้วค่ะ" ความเงียบงัดเข้าปกคลุมพื้นที่ชั่วขณะ ราวกับอากาศรอบตัวถูกสูบออกจนหมดสิ้น คุณหญิงศิริพรหน้าซีดเผือดริมฝีปากสั่นระริก "วะ... ว่ายังไงนะ..." ธันวาขยับเนคไทเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อยที่ดังฟังชัดไปทั่วบริเวณ "คุณมีเวลาอีกสามชั่วโมงในการเก็บกระเป๋าและข้าวของส่วนตัวออกไปจากที่นี่ค่ะ เพราะหลังจากเวลาสิบแปดนาฬิกาเป็นต้นไป ทีมงานรื้อถอนจะเข้ามาเคลียร์พื้นที่เพื่อสร้างศูนย์การค้าแห่งใหม่... หวังว่าจะไม่มีข้าวของชิ้นไหนตกค้างให้รกหูรกตานะคะ" สิ้นคำพูดนั้น ธันวาก็หันหลังให้โดยไม่แม้แต่จะชายตามองความตกต่ำของหญิงผู้เคยหยิ่งทะนงอีกต่อไป เขาเดินเคียงคู่ไปกับลินินมุ่งสู่รถยนต์หรูที่จอดรอรับอยู่เบื้องหน้า ทว่า ในจังหวะที่ประตูกลุ่มรถกำลังจะปิดลง เสียงโทรศัพท์มือถือราคาแพงในกระเป๋าเสื้อของธันวาก็แผดเสียงขึ้นมา หน้าจอแสดงเบอร์โทรเข้าจากบุคคลที่ไม่คาดฝัน—อดีตภรรยาที่หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยตั้งแต่เริ่มเกมกระดานนี้ ธันวากดรับสายโดยไม่ลังเล ปลายสายส่งเสียงสะؤกสะอื้นและหวาดกลัวเข้ามาทันที "ธันวา... ช่วยฉันด้วย! แม่บอกว่าคุณเป็นคนทำทั้งหมดนี้ใช่ไหม? ปล่อยพวกเราไปเถอะนะ... แล้วฉัน... ฉันจะยอมกลับมาเป็นของคุณเหมือนเดิม..." ธันวากระตุกยิ้มมุมปากเล็กน้อย ดวงตาคู่คมฉายแววอำมหิตขึ้นมาวูบหนึ่ง ก่อนที่เขาจะเอ่ยคำตอบที่ทำให้ปลายสายกรีดร้องออกมาด้วยความสิ้นหวัง "กลับมาเหรอคะ? น่าเสียดายจัง... เพราะตอนนี้ ต่อให้คุณเอาทุกอย่างที่มีมาแลก ฉันก็ไม่มีค่าพอที่จะชายตามอง 'ของเหลือใช้' ชิ้นนั้นอีกแล้วล่ะค่ะ" ธันวากดตัดสายอย่างไร้เยื่อใย ก่อนจะก้าวขึ้นรถแล้วสั่งการด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด "ออกรถ... ไปจัดการขั้นตอนสุดท้ายที่บริษัทใหญ่กันต่อค่ะ" ต้นไม้ริมระเบียง (โปรดติดตามตอนต่อไปด้วยใจระทึกนะคะ)
สารจากนักเขียน (ต้นไม้ริมระเบียง)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หย่าแล้วไง? ในเมื่อความรวยมันค้ำคอ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%