หย่าแล้วไง? ในเมื่อความรวยมันค้ำคอ•ตอนที่ 11

ซื้ออสังหาฯ ยกย่าน

ผลงานโดย ต้นไม้ริมระเบียง
“ฉันไม่สนว่าพวกเธอจะใช้เส้นสายไหนจากไหน แต่ตึกคอมเพล็กซ์ย่านธุรกิจใจกลางเมืองตรงนั้น... ฉันต้องการให้รีโนเวทเสร็จก่อนสิ้นเดือนหน้า!” น้ำเสียงแหลมสูงที่เจือความเย่อหยิ่งและร้อนรนดังทะลุกระจกใสของห้องประชุมวีไอพีระดับหกดาว คุณหญิงศิริพรในชุดสูทผ้าไหมสั่งตัดพิเศษ นั่งไขว่ห้างอยู่บนเก้าอี้หนังแท้ราคาแพง ใบหน้าที่ผ่านการศัลยกรรมและดูแลอย่างดีตึงเครียดจนเห็นเส้นเลือดที่ขมับ เธอกำลังกวาดสายตามองผู้บริหารระดับสูงของบริษัทอสังหาริมทรัพย์ชื่อดังด้วยสายตาราวกับพวกเขาสัตว์เลี้ยงในกรง แม้ตระกูลศิริพรจะเพิ่งโดนอายัดทรัพย์สินสำรองไปหมาดๆ ตามคำสั่งลึกลับที่เล่นงานพวกเขาอย่างไม่ทันตั้งตัว แต่ด้วยศักดิ์ศรีของตระกูลเก่าแก่ที่ค้ำคออยู่ คุณหญิงศิริพรจึงเลือกที่จะปิดบังความวิกฤตินั้นไว้ภายใต้หน้ากากของความอวดร่ำอวดรวย เธอเลือกใช้วิธีโยกย้ายเงินสดก้อนสุดท้ายมาทุ่มกับ ‘โครงการเดอะ แกรนด์ สแควร์’ ย่านการค้าใจกลางเมืองที่ตระกูลศิริพรเช่าพื้นที่ระยะยาวมานานหลายสิบปี เพื่อหวังใช้เป็นหน้าเป็นตาและกอบกู้สถานะทางสังคมที่เริ่มสั่นคลอน “เอ่อ... คุณหญิงครับ แต่ว่าสัญญาเช่าฉบับใหม่ที่กำลังจะต่ออายุเนี่ย ทางเจ้าของสิทธิ์คนใหม่เขา...” ผู้จัดการฝ่ายบริหารทรัพย์สินอ้ำอึ้ง สีหน้าเต็มไปด้วยความลำบากใจ “สัญญาเช่าอะไรอีก? ตระกูลศิริพรเช่าที่ดินแปลงนี้มาตั้งแต่รุ่นพ่อรุ่นแม่! ค่าเช่าก็จ่ายตรงเวลา ไม่เห็นจะมีปัญหาอะไรนี่นา หรือพวกเธออยากจะขึ้นค่าเช่า? บอกไว้ก่อนนะว่าฉันไม่ยอมจ่ายแพงกว่าเดิมเด็ดขาด!” คุณหญิงศิริพรกระแทกเสียงใส่ด้วยความฉุนเฉียว เธอยังคงติดนิสัยมองคนอื่นต่ำกว่าเสมอ โดยเฉพาะพนักงานกินเงินเดือนเหล่านี้ ในมุมห้องที่เงียบสงบ ลินินยืนกอดอกนิ่งอยู่เบื้องหลังโต๊ะทำงาน เธอสวมชุดสูทเข้ารูปสีเทาเข้มที่ขับเน้นความสง่างามและความเฉียบขาดในฐานะผู้ช่วยคนสนิทของธันวา ดวงตากลมโตคู่สวยทอดมองภาพอดีตแม่ยายที่กำลังดิ้นรนอย่างไร้ทางออกด้วยรอยยิ้มเยาะหยันที่มุมปากอย่างไม่ปิดบัง ตั้งแต่เหตุการณ์ที่ธันวาถูกขับไล่ออกไปอย่างไร้เยื่อใยในวันนั้น ผู้หญิงคนนี้ไม่เคยรู้เลยว่าพวกเธอกำลังเล่นอยู่กับใคร... และใครกันแน่ที่เป็นเจ้าของแผ่นดินใต้ฝ่าเท้า ประตูกระจกบานใหญ่ถูกผลักเปิดออกอย่างแผ่วเบา แต่กลับสร้างแรงกดดันมหาศาลให้บรรยากาศภายในห้องลดฮวบลงจนแทบหายใจไม่ออก ธันวาก้าวเข้ามาด้วยท่าทีเรียบเฉย เสื้อเชิ้ตสีขาวพับแขนขึ้นถึงข้อศอกเผยให้เห็นนาฬิกาเรือนหรูที่มูลค่าของมันสามารถซื้อรถสปอร์ตทั้งคันได้สบายๆ ใบพักตร์คมคายเรียบเฉยไร้ระลอกคลื่นแห่งอารมณ์ ดวงตาคมกริบคู่นั้นกวาดมองคุณหญิงศิริพรเพียงแวบเดียว ราวกับกำลังมองฝุ่นผงที่ติดอยู่บนรองเท้า “แก... ไอ้เด็กกระจอกธันวา! แกเข้ามาในนี้ได้ยังไง รปภ.ปล่อยให้คนไร้หัวนอนปลายเท้าแบบนี้เข้ามาในห้องประชุมผู้บริหารระดับสูงได้อย่างไรกัน?!” คุณหญิงศิริพรผุดลุกขึ้นยืนด้วยความตกใจปนความรังเกียจเดียดฉันท์ นิ้วที่สวมแหวนเพชรเม็ดโตชี้หน้าอดีตลูกเขยด้วยความสั่นเทา ธันวาไม่แม้แต่จะชายตากลับ เขาเพียงแค่หย่อนตัวลงนั่งบนเก้าอี้ประธานที่ว่างอยู่ ท่าทางสบายๆ แต่กลับแผ่รังสีอำนาจกดดันจนผู้บริหารบริษัทอสังหาฯ ถึงกับต้องกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ลินินเดินเข้าไปยืนเคียงข้าง พร้อมกับวางแฟ้มเอกสารปกหนังสีดำสนิทลงตรงหน้าเขาอย่างรู้หน้าที่ “คุณหญิงดูจะอารมณ์เสียเร็วนะครับ...” ธันวาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ นุ่มทุ้ม แต่บาดลึกถึงขั้วหัวใจ “ผมแค่มารับฟังว่า... ผู้เช่ารายใหญ่ของผม เขามีแผนจะรีโนเวทตึกของ ‘ผม’ ว่ายังไงบ้าง” คำว่า ‘ของผม’ ลอยเคว้งคว้างอยู่ในอากาศ ชั่ววินาทีนั้น คุณหญิงศิริพรหัวเราะออกมาเสียงดังลั่นราวกับได้ยินเรื่องตลกที่สุดในรอบปี “ฮ่าๆๆ! แกพูดบ้าอะไรของแกธันวา? ตึกตรงนี้ ที่ดินตรงนี้ เป็นสมบัติของตระกูลเศรษฐีเก่าแก่มาหลายชั่วอายุคน เป็นของบริษัทมหาชนจำกัด! แกไอ้เด็กอดีตพนักงานกินเงินเดือนกระจอกๆ มีปัญญาแค่มาเดินเฉียดแถวนี้ก็บุญหัวแค่ไหนแล้ว ยังกล้ามาอ้างว่าเป็นเจ้าของ? เพ้อเจ้ออะไรวะ!” ธันวาไม่ได้โต้เถียง เขายกยิ้มมุมปากเพียงเล็กน้อย ช่างเป็นรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความหยันราวีจนลินินที่ยืนมองอยู่ยังต้องแอบลอบยิ้มตาม “ลินิน... จัดการเอกสารให้คุณหญิงท่านดูหน่อยสิครับ ดูเหมือนว่าท่านจะความจำสั้น จำไม่ได้ว่าใครกันแน่ที่เป็นคนถือโฉนดผืนนี้อยู่จริง” “ค่ะ ท่านประธาน” ลินินรับคำอย่างสุภาพ เธอบรรจงเปิดแฟ้มเอกสารสีดำสนิทออก เผยให้เห็นโฉนดที่ดินฉบับจริงและสัญญาซื้อขายสิทธิ์ขาดมูลค่าหลายหมื่นล้านบาทที่เพิ่งได้รับการเซ็นอนุมัติเมื่อสามชั่วโมงก่อนหน้านี้ ตัวหนังสือสีดำสนิทบนกระดาษระบุชื่อ ‘นายธันวา’ เป็นเจ้ากรรมสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียวอย่างชัดเจนไร้ข้อกังขา คุณหญิงศิริพรก้มมองเอกสารที่ลินินถือเข้ามาใกล้ สีหน้าที่เคยเย่อหยิ่งเมื่อครู่ค่อยๆ ซีดเผือดลงทีละน้อย จากสีแดงก่ำด้วยความโกรธแปรเปลี่ยนเป็นสีขาวซีดราวกระดาษ มือที่ชี้หน้าธันวาเริ่มสั่นระริก ดวงเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนกสุดขีดเมื่อเห็นลายเซ็นและตราประทับของกรมธนารักษ์และธนาคารกลาง “มะ... ไม่จริง! เป็นไปไม่ได้! โฉนดพวกนี้... แกไปเอาเงินมาจากไหน? แกมันแค่... แกมันแค่ไอ้เด็กไร้ค่าที่ลูกสาวฉันเขี่ยทิ้งไม่ใช่เหรอ?!” เสียงของคุณหญิงศิริพรขาดห้วง ลมหายใจเริ่มติดขัด เธอก้าวถอยหลังจนสะดุดขอบเก้าอี้เกือบล้ม หากไม่ได้เลขาฯ ของเธอยื่นมือเข้าไปประคองไว้ “เงินเหรอครับ?” ธันวาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ร่างสูงสง่าก้าวเข้าไปประชิดโต๊ะทำงานทีละนิด แรงกดดันมหาศาลแผ่พุ่งออกมาจนผู้บริหารคนอื่น ๆ ในห้องต้องก้มหน้าหลบสายตา “เงินที่ผมใช้ซื้อตึกย่านนี้ทั้งย่าน... มันเป็นแค่เศษเงินทอนจากบัญชีสำรองที่ผมเอาไว้ใช้จ่ายเล่นๆ ในแต่ละเดือนเท่านั้นแหละครับคุณหญิง” ประโยคที่เรียบง่ายแต่ทรงพลังดั่งค้อนเหล็กทุบลงกลางใจของคุณหญิงศิริพรจนเธอแทบยืนไม่อยู่ ร่างกายสั่นเทาด้วยความกลัวผสมผสานกับความอับอายขายหน้าอย่างที่สุด “ในเมื่อคุณหญิงบอกว่าอยากจะรีโนเวทตึกของผมมากนัก...” ธันวาโน้มตัวลงเล็กน้อย ดวงตาคมกริบจ้องลึกเข้าไปในดวงตาที่เต็มไปด้วยความตื่นตระหนกของอดีตแม่ยาย “ผมในฐานะ ‘เจ้าของที่ดินคนใหม่’ ขอยกเลิกสัญญาเช่าของตระกูลศิริพรทั้งหมด ณ วินาทีนี้” “ธันวา! แกจะทำแบบนี้ไม่ได้นะ! ตระกูลเราอยู่ตรงนี้มานาน... แกไม่มีสิทธิ์ไล่พวกเรา!” คุณหญิงศิริพรกรีดร้องออกมาด้วยความสติหลุด ศักดิ์ศรีที่เคยมีมลายหายไปสิ้น เธอกำลังจะพุ่งเข้ามาหาเขาด้วยความคลุ้มคลั่ง แต่กลับถูกลินินก้าวมาขวางไว้ด้วยท่าทีนิ่งสงบแต่มั่น “ไม่มีสิทธิ์เหรอครับ?” ธันวายิ้มเยือกเย็น “เอกสารสิทธิ์อยู่ในมือผม เงินในบัญชีผมเป็นคนจ่าย และกฎหมายก็อยู่ข้างผม... และที่สำคัญที่สุด ค่าเช่าค้างจ่ายของพวกคุณสามเดือนหลังนี้ ผมให้เวลาถึงเที่ยงวันนี้ ถ้ายังเคลียร์ไม่หมด ผมจะส่งคนมาขนของออกไปทิ้งข้างถนนทั้งหมด” ความเงียบงันเข้าปกคลุมห้องประชุมทันที ไม่มีใครกล้าปริปากพูดแม้แต่คำเดียว บรรยากาศเต็มไปด้วยความอึดอัดและน่าสะพรึงกลัว คุณหญิงศิริพรรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบกำลังถล่มลงมาทับร่างของเธอ ความร่ำรวยจอมปลอมที่เธอพยายามปกปิดบัดนี้ถูกฉีกกระชากจนไม่เหลือชิ้นดีด้วยน้ำมือของคนที่เธอเคยเหยียบย่ำ ในจังหวะที่ความพินาศกำลังคืบคลานเข้าสู่จุดสูงสุด เสียงโทรศัพท์มือถือราคาแพงของคุณหญิงศิริพรก็แผดเสียงกรีดร้องขึ้นทำลายความเงียบ เธอสะดุ้งสุดตัวด้วยความตกใจ รีบควักมันขึ้นมาด้วยมืออันสั่นเทาแล้วกดรับสาย “ฮะ... ฮัลโหล! ว่ายังไงนะ?!” เสียงปลายสายดังเล็ดลอดออกมาจนทุกคนในห้องได้ยินอย่างชัดเจน [คุณหญิงครับ! แย่แล้วครับ! ตอนนี้ธนาคารใหญ่ทุกแห่งระงับวงเงินกู้ฉุกเฉินของเราทั้งหมดแล้ว แถม... แถมมีกลุ่มทุนปริศนากว้านซื้อหุ้นบริษัทเราจนหมดเกลี้ยง ตอนนี้ตลาดหลักทรัพย์เตรียมประกาศแขวนป้าย SP ห้ามซื้อขายชั่วคราวแล้วครับคุณหญิง!] โทรศัพท์มือถือหลุดจากมือร่วงลงกระแทกพื้นกระจกแตกกระจาย คุณหญิงศิริพรทรุดฮวบลงไปกองกับพื้นอย่างไร้เรี่ยวแรง ดวงตาเหม่อลอย ใบหน้าอาบด้วยคราบน้ำตาแห่งความสิ้นหวัง ธันวาปรายตามองอดีตแม่ยายที่นอนหมดสภาพอยู่บนพื้นด้วยแววตาที่ไร้ซึ่งความสงสาร เขาหันหลังให้ภาพความพิน่ายนั้นอย่างไม่ไยดี พร้อมกับเอ่ยเสียงเรียบกับลินิน “ไปกันเถอะลินิน... งานฉลองเปิดตัวอาณาจักรใหม่ของเรากำลังรออยู่” ลินินพยักหน้ารับด้วยรอยยิ้มพึงใจ เธอกำลังจะหมุนตัวเดินตามร่างสูงสง่าออกไปจากห้องนั้น แต่ทว่า... เสียงฝีเท้าหนักแน่นจำนวนมากจากภายนอกกลับดังขึ้นกะทันหัน พร้อมกับบานประตูห้องประชุมถูกกระชากเปิดออกอย่างไร้ความเกรงใจ ชายในชุดสูทสีดำสนิทนับสิบคนยืนเรียงแถวต้อนรับอย่างเป็นระเบียบ และตรงกลางนั้น... ร่างระหงของหญิงสาวในชุดเดรสแบรนด์เนมชั้นสูงผู้มีใบ้างงดงามแต่เย็นชาราวกับน้ำแข็งก้าวเข้ามาหยุดยืนขวางทางออกไว้ พร้อมกับรอยยิ้มเยาะที่มุมปากที่ทำให้ธันวาต้องหรี่ตาลงเล็กน้อย “ยินดีด้วยนะคะคุณธันวา... แต่ดูเหมือนว่า เกมกระดานนี้ คุณจะยังไม่ใช่คนเดียวที่ถือไพ่เหนือกว่าทั้งหมดหรอกนะคะ” (โปรดติดตามตอนต่อไป) --- ขอบคุณที่ร่วมเดินทางในเกมอำนาจและความมั่งคั่งนี้ไปด้วยกันนะคะ
สารจากนักเขียน (ต้นไม้ริมระเบียง)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หย่าแล้วไง? ในเมื่อความรวยมันค้ำคอ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%