หย่าแล้วไง? ในเมื่อความรวยมันค้ำคอ•ตอนที่ 15

งานเลี้ยงฉลองความสำเร็จ

ผลงานโดย ต้นไม้ริมระเบียง
เสียงปรบมือเกรียวกราวในห้องจัดเลี้ยงหรูระดับเจ็ดดาวดังระงมราวกับคลื่นซัดสาดเข้าสู่ฝั่ง แต่สำหรับลินินแล้ว เสียงเหล่านั้นกลับฟังดูคล้ายเสียงก้องกังวานจากโลกใบอื่น โลกที่เธอไม่เคยคิดฝันว่าจะได้ก้าวเข้ามาในฐานะจุดศูนย์กลาง ชุดราตรีผ้าไหมปักเลื่อมระยิบระยับขับเน้นผิวขาวผ่องและส่วนโค้งเว้าอันสง่างาม สร้อยเพชรน้ำงามมูลค่าหลายสิบล้านที่ทอดตัวอยู่บนไหปลาร้าไม่ได้ทำให้เธोरู้สึกเย่อหยิ่ง ทว่ากลับสร้างความตื่นตระหนกเล็กๆ ไว้เบื้องลึกในดวงตาคู่สวย ลินินกวาดสายตามองฝูงชนไฮโซนับร้อยคนที่กำลังจ้องมองมา ใบหน้าของแต่ละคนเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น บางคนซ่อนความอิจฉาริษยาไว้หลังรอยยิ้มจอมปลอม ขณะที่บางคู่... กำลังซีดเผือดราวกับเห็นผี กลุ่มคนตระกูลใหญ่ที่เคยเหยียบย่ำเธอและธันวาอย่างไม่ใยดี กำลังยืนแข็งทื่ออยู่หน้าเวที "คุณลินินคะ... ดิฉันคือทนายความของตระกูลคุณธันวา สิ่งที่คุณต้องรู้ในตอนนี้... คือการแต่งงานของคุณสองคนกำลังจะกลายเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้ตระกูลใหญ่ต้องล่มสลายในคืนพรุ่งนี้ค่ะ" คำพูดของทนายความสาวใหญ่เมื่อตอนบ่ายยังคงก้องกังวานอยู่ในโสตประสาท ลินินหันไปมองชายหนุ่มที่ยืนเคียงข้าง ธันวาในชุดสูทสั่งตัดเข้ารูปสีดำสนิทจากอิตาลีดูทรงอำนาจและเยือกเย็นจนน่ากลัว ใบหน้าคมคายนั้นเรียบเฉย ไร้ซึ่งรอยยิ้มแห่งความสะใจ แต่ดวงตาสีดำสนิทกลับฉายประกายเด็ดเดี่ยวราวกับผู้กุมชะตากรรมของคนทั้งห้องไว้ในอุ้งมือ มือหนาเอื้อมมาจับมือเรียวของเธอไว้ หลวมๆ แต่1อบอุ่นและมั่นคง เป็นการสัมผัสที่ส่งกระแสความกล้าหาญวิ่งพล่านไปทั่วร่างของลินิน เธอสูดลมหายใจเข้าลึก 2 วินาที ปรับสีหน้าให้เรียบเฉยและเชิดหน้าขึ้นอย่างสง่างาม ในเมื่อพวกเขาเลือกที่จะเป็นฝ่ายเหยียบย่ำเธอก่อน เธอก็ไม่จำเป็นต้องหลบสายตาใครอีกต่อไปแล้วค่ะ "ยินดีต้อนรับแขกผู้มีเกียรติทุกท่านเข้าสู่งานกาล่าดินเนอร์ประจำปีของ 'เครือธนภัทร กรุ๊ป' ค่ะ" เสียงพิธีกรบนเวทีดังขึ้น เรียกความสนใจทั้งหมดให้พุ่งตรงไปที่แสงไฟสปอตไลท์ซึ่งสาดส่องลงกลางเวที "และในค่ำคืนนี้... ถือเป็นวาระพิเศษยิ่งที่เราจะประกาศเปลี่ยนผ่านยุคสมัย ภายใต้การนำของประธานบริหารคนใหม่ ผู้ถือหุ้นใหญ่ที่สุด 87% ของอาณาจักรธุรกิจทั้งหมด... ขอเสียงปรบมือต้อนรับ ท่านประธานธันวา และ... ท่าน CEO คนใหม่ คุณลินินค่ะ!" *เปรี้ยง!* ราวกับมีสายฟ้าฟาดลงมากลางห้องจัดเลี้ยง เสียงดนตรีบรรเลงเบาๆ ถูกกลบด้วยความเงียบงันที่น่าอึดอัด ชั่วพริบตาเดียว บรรยากาศรอบตัวก็เย็นยะเยือกขึ้นมาทันตาเห็น บรรดาแขกเหรื่อต่างหันไปกระซิบกระซาบกันด้วยความตื่นตระหนก ใบหน้าของนักธุรกิจแถวหน้าหลายคนบิดเบี้ยวด้วยความไม่เชื่อหู และคนที่แสดงอาการชัดเจนที่สุด... คงหนีไม่พ้นคุณหญิงศิริพร อดีตแม่ยายผู้เคยจิกกัดและขับไล่ธันวาออกจากบ้านด้วยคำพูดดูถูกเหยียดหยาม ยืนตัวสั่นเทาอยู่แถวหน้าสุด มือที่ถือแก้วแชมเปญบีบแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด ดวงตาเบิกโพลงจ้องมองบุรุษที่เธอเคยเรียกว่า 'ไอ้แมงดาไร้ค่า' เดินก้าวขึ้นไปบนเวทีเคียงคู่กับลูกสาวที่เธอเพิ่งเซ็นใบหย่าให้เมื่อไม่นานมานี้ ธันวาจูงมือลินินก้าวขึ้นบันไดทีละขั้นอย่างมั่นคง ทุกย่างก้าวสะกดทุกสายตาในห้องให้หยุดนิ่ง ราวกับกษัตริย์และราชินีที่กำลังเสด็จขึ้นครองราชย์ "เป็นไปไม่ได้..." คุณหญิงศิริพรพึมพำออกมาเสียงสั่น ใบหน้าที่เคยแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางราคาแพงกลับซีดเผือดไร้สีเลือด เธอก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว "นั่นมัน... มันเป็นแค่ไอ้เด็กยากจน... มันไม่มีทาง..." ข้างกายของคุณหญิงศิริพร บรรดาญาติสนิทมิตรสหายที่เคยร่วมวงนินทาและหัวเยาะเย้ยลินินต่างพากันหน้าถอดสี บางคนถึงกับเข่าอ่อนจนต้องหาที่พิง พวกเขาเพิ่งตระหนักได้ในวินาทีนี้เองว่า... อำนาจ เงินทอง และความมั่งคั่งอันไร้ขีดจำกัดที่พวกเขาพยายามวิ่งเข้าหามาตลอดชีวิต แท้จริงแล้วถูกควบคุมไว้โดยผู้ชายคนที่พวกเขากลั่นแกล้งและเหยียบย่ำมาโดยตลอด ธันวากวาดสายตาคมกริบมองลงมายังเบื้องล่าง รอยยิ้มเยาะหยันที่มุมปากปรากฏขึ้นเพียงเสี้ยววินาที ก่อนที่เขาจะยกไมโครโฟนขึ้น "ขอบคุณทุกท่านที่สละเวลามาในค่ำคืนนี้ครับ" น้ำเสียงทุ้มนุ่มแต่ทรงพลังกังวานไปทั่วห้อง "ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ผมได้เรียนรู้อะไรหลายอย่าง... ได้รู้ว่าคนบางคนตีค่าคุณค่าของคนอื่นด้วยตัวเลขในบัญชี และได้รู้ว่าสุนัขบางตัวมักจะเห่าหอนใส่คนที่มันคิดว่าต่ำต้อยกว่า" ความเงียบเข้าปกคลุมห้องจัดเลี้ยงอีกครั้ง ไม่มีใครกล้าหายใจแรง ทุกคนรู้ดีว่าประโยคนี้พุ่งเป้าไปที่ใคร ลินินเหลือบมองมารดาของตนเองที่ตอนนี้ยืนน้ำตาคลอเบ้าด้วยความอับอายและหวาดกลัว ความรู้สึกเจ็บปวดในอดีตที่เคยถูกตราหน้าว่าเป็นลูกอกตัญญูและมีสามีไร้ค่า ค่อยๆ มลายหายไป ถูกแทนที่ด้วยความสะใจอย่างเงียบงัน เธอกระชับมือที่ประสานอยู่กับธันวาแน่นขึ้นเล็กน้อย เป็นสัญญาณบอกว่าเธอพร้อมที่จะเดินเคียงข้างเขาไปจนถึงจุดสูงสุดของเกมอำนาجนี้ "และวันนี้..." ธันวาเว้นจังหวะเล็กน้อย ดวงตาสีดำสนิทกวาดมองไปยังกลุ่มผู้บริหารตระกูลใหญ่ที่กำลังยืนตัวสั่น "ผมขอประกาศอย่างเป็นทางการว่า ลินิน ภรรยาของผม... จะเข้ามารับตำแหน่ง CEO คนใหม่ของเครือธนภัทร กรุ๊ป โดยมีอำนาจเด็ดขาดในการบริหารและ... ตัดสินใจชะตากรรมของทุกบริษัทในเครือ รวมถึงบริษัทที่กำลังจะล้มละลายในวันพรุ่งนี้ด้วยครับ" สิ้นเสียงประกาศของคุณธันวา ราวกับฟ้าผ่าลงกลางศาลากลางบ้าน คุณหญิงศิริพรกรีีดร้องเบาๆ ในลำคอ ก่อนจะทรุดฮวบลงไปกองกับพื้น ท่ามกลางความตกใจของคนรอบข้าง ทว่าไม่มีใครกล้าก้มลงไปช่วย เพราะทุกสายตากำลังจับจ้องอยู่ที่คู่บนเวทีด้วยความหวาดกลัวสุดขีด ลินินก้าวออกมาข้างหน้าหนึ่งก้าว เธอมองลงมายังแม่ของตัวเองที่กำลังนั่งหมดสภาพอยู่เบื้องล่างด้วยสายตาที่ว่างเปล่า ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงกังวานที่สะท้อนก้องไปทั่วห้อง "ยินดีต้อนรับสู่โลกของดิฉันค่ะ... คุณแม่" เสียงปรบมือประจบประแจงเริ่มดังขึ้นประปรายจากมุมหนึ่ง ก่อนจะลามไปทั่วห้องอย่างไม่เต็มใจ ทว่าในวินาทีนั้นเอง เสียงโทรศัพท์มือถือเครื่องหนึ่งในกระเป๋าเสื้อสูทของธันวาก็สั่นขึ้น ชายหนุ่มหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาหน้าตาเฉย กดรับสายโดยไม่สนใจสายตาของแขกนับร้อยที่กำลังมองมา เขายกโทรศัพท์แนบหู น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นท่ามกลางความเงียบงัน "จัดการตามแผนได้เลยครับ... ยึดทรัพย์ทุกอย่างของตระกูลศิริพรให้หมดภายในห้ามนาทีนี้" รอยยิ้มเย็นเยียบปรากฏขึ้นบนใบหน้าคมคาย ขณะที่หน้าจอโทรศัพท์มือถือปรากฏข้อความแจ้งเตือนการโอนเงินจำนวนมหาศาลเข้าสู่บัญชีกลาง ธันวาหันมาสบตากับลินิน ทั้งคู่ส่งยิ้มให้กันอย่างรู้ใจ ในขณะที่ประตูห้องจัดเลี้ยงด้านหลังกำลังเปิดออกพร้อมกับการปรากฏตัวของชายชุดดำนับสิบคนที่เดินเรียงแถวเข้ามา... ขอบคุณที่ติดตามอ่านกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ!
สารจากนักเขียน (ต้นไม้ริมระเบียง)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หย่าแล้วไง? ในเมื่อความรวยมันค้ำคอ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%