หย่าแล้วไง? ในเมื่อความรวยมันค้ำคอ•ตอนที่ 21

การทำลายกำแพงความกลัว

ผลงานโดย ต้นไม้ริมระเบียง
"แกคิดจริงๆ เหรอว่าเศษเงินก้นกระเป๋าของแก จะซื้อความฉิบหายที่แกเพิ่งก่อขึ้นมาได้ทั้งหมด?" เสียงตบโต๊ะกระจกนิรภัยดังสนั่นหวั่นไหว แรงกระแทกนั้นมากพอจะทำให้ถ้วยชาเซรามิกราคาแพงสั่นสะเทือนจนของเหลวสีอำพันกระเซ็นเปรอะเปื้อนเอกสารสัญญามูลค่าหลายร้อยล้าน คุณหญิงศิริพรยืนค้ำหัวด้วยท่าทางราวกับพญาอินทรีย์ที่พร้อมจะจิกทึ้งเหยื่อให้จมดิน ดวงตาคู่คมที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมามากจ้องมองคนตรงหน้าด้วยความเหยียดหยามถึงขีดสุด ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน อดีตลูกเขยที่เคยไร้ค่าในสายตาของนางก็ยังคงเป็นเพียงเศษฝุ่นที่ปัดทิ้งเมื่อไหร่ก็ได้ ธันวานั่งไขว่ห้างอยู่บนโซฟาหนังแท้สีเข้ม ใบหน้าของเขาราบเรียบไร้ระลอกคลื่นแห่งความหวาดกลัว นิ้วเรียวยาวเคาะเบาๆ ลงบนพนักพจน์อย่างใจเย็น ราวกับเสียงโวยวายรอบกายเป็นเพียงเพลงกล่อมเด็กที่น่าเบื่อหน่าย เขาไม่แม้แต่จะชายตาส่งให้คุณหญิงศิริพรผู้กำลังเดือดดาลด้วยไฟโทสะ สายตาคมกริบคู่นั้นทอดมองออกไปนอกกระจกใสบานใหญ่ของห้องประชุมชั้นบนสุด ที่ซึ่งเบื้องล่างคืออาณาจักรธุรกิจที่กำลังสั่นคลอนด้วยฝ่ามือของเขาเอง "เศษเงินเหรอครับ... คุณแม่ยาย?" ธันวาเอ่ยทวนคำ เสียงทุ้มต่ำราบเรียบแต่มันกลับทรงพลังจนทำให้บรรยากาศในห้องประชุมอุณห็ภูมิลดฮวบลงอย่างฉับพลัน เขายกมุมปากขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มที่ปรากฏไม่ได้สื่อถึงความขบขัน แต่มันคือรอยยิ้มของนักล่าที่ต้อนเหยื่อจนมุม "สิ่งที่ท่านเรียกว่าเศษเงินเมื่อครู่ กำลังจะซื้อหุ้นสามัญเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์สุดท้ายที่ครอบครัวของคุณกำลังกุมอยู่... ในอีกไม่ถึงสามนาทีข้างหน้านี้ค่ะ" คำพูดนั้นไม่ได้หลุดออกจากปากของธันวา แต่มันดังมาจากหญิงสาวอีกคนที่ยืนอยู่เคียงข้างเขา ลินินสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อเรียกความมั่นคงให้กับหัวใจที่กำลังเต้นระส่ำ ร่างระหงในชุดสูทเข้ารูปสีดำสนิทดูสง่างามและทรงอำนาจอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน แววตาของเธอยามนี้ไม่มีความลังเล ความหวาดกลัว หรือความอ่อนแอหลงเหลืออยู่อีกต่อไป ภาพจำของหญิงสาวผู้ยอมก้มหน้าทำงานหนักเพื่อประคองชีวิตคู่ที่ล้มเหลวในอดีต ได้ถูกเผาทำลายและสร้างขึ้นใหม่ด้วยเปลวเพลิงแห่งความเชื่อมั่น เธอก้าวเท้าออกไปข้างหน้าหนึ่งก้าว ยืนเคียงบ่าเคียงไหล่กับธันวาอย่างมั่นคง มือเรียวบางเอื้อมไปประสานเข้ากับมือหนาของชายหนุ่ม ปลายนิ้วที่เคยเย็นเฉียบตอนนี้กลับอบอุ่นและแน่นแฟ้น เป็นการส่งผ่านความรู้สึกที่ชัดเจนที่สุด—ไม่ว่าเบื้องหน้าจะเป็นเหวแห่งอำนาจหรือพายุร้าย เธอก็จะไม่ปล่อยมือจากผู้ชายคนนี้อีกแล้ว คุณหญิงศิริพรเบิกตากว้างด้วยความตกใจจนแทบไม่เชื่อสายตา "นัง... นังลินิน! แกกล้าดียังไงถึงไปยืนอยู่ฝั่งมัน! แกเป็นลูกฉันนะ! เลือดเนื้อเชื้อไขของตระกูลเรา!" "ลูก?" ลินินทวนคำพร้อมกับหัวנסหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะที่เจือไปด้วยความเจ็บปวดและเย้ยหยัน "วันที่แม่บังคับให้ฉันหย่ากับเขา วันที่แม่เหยียบยรศักดิ์ศรีของพวกเราจนไม่เหลือชิ้นดี แม่เคยจำได้ด้วยเหรอคะว่าฉันเป็นลูก? วันนี้... ฉันไม่ได้ยืนอยู่ฝั่งใครทั้งนั้นค่ะแม่ ฉันยืนอยู่ข้าง *สามี* ของฉัน... สามีคนที่แม่เคยตราหน้าว่าเป็นไอ้ขยะไม่มีหัวนอนปลายเท้า" น้ำเสียงของเธอนิ่งสนิท ทว่าทุกถ้อยคำกลับบาดลึกราวกับคมมีดที่กรีดลงกลางใจของผู้เป็นแม่ คุณหญิงศิริพรหน้าซีดเผือดริมฝีปากสั่นระริกด้วยความโกรธจัด นางชี้หน้าบุตรสาวด้วยความสั่นเทา "แก... แกมันนกสองหัว! แกคิดว่าไอ้เด็กสร้างภาพคนนี้มันรวยมาจากไหนวะ! มันก็แค่คนต้มตุ๋น..." "ต้มตุ๋นอย่างนั้นหรือครับ?" เสียงทุ้มอันทรงอำนาจดังแทรกขึ้น ขัดจังหวะการด่าทอของคุณหญิงศิริพร ประตูห้องประชุมเปิดออกอย่างไร้ซุ่มเสียง ทนายความประจำตระกูลเก่าแก่ก้าวเข้ามาพร้อมกับแฟ้มเอกสารสีดำสนิทในมือ ตามด้วยหน้าจอแท็บเล็ตขนาดใหญ่ที่แสดงกราฟฟิกการเงินระดับมหภาค ซึ่งกำลังอัปเดตสถานะบัญชีแบบเรียลไทม์ ตัวเลขศูนย์นับไม่ถ้วนที่ปรากฏบนหน้าจอนั้นมากพอจะทำให้ผู้บริหารระดับสูงในห้องนี้เข่าอ่อนล้มลงไปกองกับพื้น ธันวาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง แรงกดดันมหาศาลแผ่ซ่านออกมาจากตัวเขาจนทุกคนในห้องต้องกลั้นหายใจ เขาไม่ได้เป็นเพียงแค่อดีตลูกเขยที่พวกเขารังเกียจอีกต่อไปแล้ว แต่เขาคือ "ประธานกรรมการบริหารสูงสุด" ผู้กุมชะตากรรมของตลาดทุนในภูมิภาคนี้ทั้งหมด "คุณหญิงศิริพรครับ" ธันวาเอ่ยด้วยน้ำเสียงสุภาพ ทว่าแววตาคมกราบกลับเยียบเย็นราวน้ำแข็งขั้วโลก "บัญชีธนาคารกลางเพิ่งยืนยันการทำธุรกรรมเสร็จสิ้น บริษัทของตระกูลคุณ... ถูกซื้อกิจการแบบเป็นปรปักษ์เรียบร้อยแล้วครับ ตอนนี้... ท่านเป็นเพียงบุคคลล้มละลายที่ยืนอยู่บนพื้นที่ของผม" ความเงียบงันเข้าปกคลุมห้องประชุมชั่วขณะ ทุกคนอ้าปากค้าง สมองหยุดประมวลผลเมื่อเผชิญหน้ากับความจริงที่โหดร้ายและรวดเร็วเกินกว่าจะรับมือ การตบหน้าที่เจ็บปวดที่สุดไม่ใช่การใช้กำลัง แต่เป็นการใช้ความมั่งคั่งและอำนาจที่เหนือกว่ามาบดขยี้จนอีกฝ่ายไม่เหลือแม้แต่แผ่นดินจะยืน ลินินมองภาพความพินาศของตระกูลที่เคยกดขี่เธอด้วยแววตาเรียเฉย ความแค้นและความเจ็บปวดที่สะสมมานานนับปีมลายหายไปจนสิ้น เหลือไว้เพียงความสะใจและความภาคภูมิใจที่ได้ยืนเคียงข้างผู้ชายคนนี้ ผู้ชายที่ยอมซ่อนเขี้ยวเล็บไว้ใต้เงาความอัปยศ เพียงเพื่อปกป้องและรอคอยวันที่พร้อมจะสยบทั้งโลกแทบเท้าเธอ ธันวาหันมามองหญิงสาวข้างกาย สายตาที่เย็นชาเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นความอ่อนโยนล้ำลึก เขาเอื้อมมือไปโอบเอวบางเข้าหาตัวอย่างทะนุถนอม ลินินยิ้มรับและเอนศีรษะซบลงบนลาดไหล่กว้างของเขาอย่างสนิทใจ เป็นภาพที่งดงามและทรงอำนาจจนไม่มีใครกล้าสบตา ทว่า ในวินาทีที่บรรยากาศกำลังจะเข้าสู่จุดสิ้นสุดของความขัดแย้ง ประตูห้องประชุมบานใหญ่ก็ถูกผลักเปิดออกอีกครั้งอย่างแรงโดยไม่ได้รับอนุญาต ชายชราในชุดสูทจีนโบราณสีเข้ม ผู้มีใบหน้าเคร่งขรึมและมีรอยแผลเป็นจางๆ ที่หางตา ก้าวเข้ามาพร้อมกับบอดี้การ์ดสวมแว่นตาดำนับสิบชีวิต สายตาดุดันคู่นั้นกวาดมองไปทั่วห้อง ก่อนจะหยุดนิ่งอยู่ที่ธันวา และเอ่ยประโยคที่ทำให้ลมหายใจของทุกคนในที่นั้นสะดุดกึ้ง— "นายท่านครับ... ทางเบื้องบนสั่งมาแล้ว อนุญาตให้ *กวาดล้าง* ตระกูลที่เหลือให้หมดสิ้นภายในคืนนี้ตามบัญชาของคุณชายใหญ่... และนั่น... หมายความว่าผู้หญิงคนนี้ด้วยใช่ไหมครับ?" ต้นไม้ริมระเบียงหวังว่ารี้ดทุกท่านจะได้รับอรรถรสแห่งความสะใจไปพร้อมกันในตอนนี้นะคะ
สารจากนักเขียน (ต้นไม้ริมระเบียง)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หย่าแล้วไง? ในเมื่อความรวยมันค้ำคอ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%