เสียงฮัมทุ้มต่ำของสนามแม่เหล็กไฟฟ้าในห้องแล็บใต้ดินชั้นเจ็ด ดังเสียดแทรกประสาทสัมผัสราวกับเสียงกระซิบของคนตาย รินรดายืนนิ่งอยู่หน้าจอโฮโลแกรมขนาดมหึมา แสงสีฟ้าอมเขียวสาดสะท้อนลงบนกรอบหน้าคมคายและแววตาที่เยียบเย็นจนไร้รอยระลอกคลื่น นิ้วเรียวยาวภายใต้ถุงมือไนลอนสีดำกำลังลากผ่านชุดโค้ดพันธุกรรมดิจิทัลยาวเหยียดนับล้านบรรทัด ข้อมูลเหล่านั้นไม่ได้ไหลเวียนเหมือนตัวเลขทั่วไป แต่มันบิดเกลียวและเต้นระรำราวกับมีชีวิต คล้ายกับดีเอ็นเอของสิ่งมีชีวิตจริงๆ ที่ถูกสังเคราะห์ขึ้นจากโค้ดไบนารี
"คุณกำลังเล่นกับไฟ, ริน"
เสียงทุ้มต่ำที่คุ้นเคยดังขึ้นจากมุมมืดของห้อง คีย์ก้าวเท้าเข้ามาโดยไร้ซึ่งซุ่มเสียง รองเท้าคอมแบทกระทบพื้นโลหะเกิดเสียงก้องกังวานเบาๆ เขายังคงสวมเสื้อแจ็กเก็ตหนังสีเข้มที่ผ่านการใช้งานมาอย่างโชกโชน รอยแผลเป็นจางๆ บริเวณหางคิ้วขวาขยับเล็กน้อยยามที่เขาหรี่ตามองหน้าจอตรงหน้า ดวงตาคู่นั้นคมกริบและเต็มไปด้วยความระแวงสงสัย ซึ่งเป็นสัญชาตญาณดิบของอดีตนักสืบผู้สูญเสียความทรงจำ แต่กลับไม่เคยสูญเสียความสามารถในการล่าเหยื่อ
"ไฟคือสิ่งเดียวที่ให้ความอบอุ่นในความมืด, คีย์" รินรดาตอบกลับโดยไม่ละสายจากจอภาพ น้ำเสียงของเธอราบเรียบราวกับผิวน้ำในบึงลึก แต่กล้ามเนื้อบริเวณกรามกลับขบเข้าหากันแน่น "หรือคุณกลัวว่าความร้อนจากมัน จะแผดเผาความลับที่คุณพยายามซ่อนไว้กันแน่"
คีย์หยุดยืนเคียงข้างเธอ ระยะห่างระหว่างคนทั้งสองแทบไม่ถึงคืบ กลิ่นอายเฉพาะตัวของเขาทั้งฝุ่นควัน กาแฟดำ และเหล็กกล้าเจือจางปะปนกับกลิ่นโอโซนในห้องแล็บ มันเป็นความคุ้นเคยที่เจ็บปวดสำหรับรินรดา อดีตคนรักที่ปัจจุบันกลายเป็นเพียงเงาปริศนา ผู้ชายที่จำเธอไม่ได้ด้วยซ้ำว่าเคยร่วมสร้างความผิดพลาดครั้งใหญ่หลวงแค่ไหน
"ผมไม่ได้กลัวไฟ... ผมแค่กลัวว่าสิ่งที่คุณกำลังจะเปิดกล่องแพนดอร่าใบนี้ มันจะไม่ได้เผาแค่ความลับ แต่มันจะเผาทำลายทุกอย่างที่เราพยายามสร้างขึ้นมาใหม่ รวมถึงตัวคุณเองด้วย" คีย์โน้มตัวลงกระซิบข้างหูเธอ ลมหายใจอุ่นร้อนปัดผ่านลาดไหล่ที่เกร็งเครียดของวิศวกรสาว "โค้ดนั่นไม่ใช่ของมนุษย์ และก็ไม่ใช่ของแอนดรอยด์รุ่นพาลาดินที่คุณเคยออกแบบ... มันคือบางสิ่งที่ถูกฝังไว้ใต้ชั้นจิตสำนึกของผมเมื่อสามปีก่อน"
รินรดาหันขวับมาสบตาเขา แววตาของเธอวูบไหวไปชั่วเสี้ยววินาที ก่อนจะกลับมาแข็งกร้าวตามเดิม "ใช่... และนั่นคือเหตุผลที่เราต้องแกะรหัสพันธุกรรมดิจิทัลนี้ ณ ตอนนี้ แอนดรอยด์ที่คลุ้มคลั่งตัวนั้นไม่ได้ถูกไวรัสโจมตีอย่างที่รายงานทางการระบุ แต่มันถูกโปรแกรมให้ 'เลือก' ที่จะทำลายล้างด้วยเจตจำนงเสรี และเจตจำนงนั้น... ถูกถอดรหัสมาจากสายพันธุกรรมดิจิทัลในหัวของคุณ คีย์"
บรรยากาศในห้องแล็บดิ่งวูบลงราวกับอากาศถูกสูบออกไปจนหมดสิ้น
คีย์ไม่ถอยหนี เขากลับจ้องลึกเข้าไปในดวงตาสีดำสนิทของเธอ ราวกับพยายามค้นหาความจริงที่ถูกฝังกลบไว้ใต้ซากปรักหักพังแห่งความทรงจำที่หาย
"ถ้าอย่างนั้น... ก็พิสูจน์ให้ผมเห็นสิ" คีย์พูดด้วยน้ำเสียงท้าทายแต่แฝงความร้าวราน "ว่าสิ่งที่อยู่ในหัวผมนี่มันคือปีศาจ หรือเป็นแค่เหยื่อที่ถูกบังคับให้ใส่กุญแจมือกันแน่"
รินรดาไม่ตอบ เธอยกมือขึ้นแตะแผงควบคุมหลัก ปลายนิ้วสัมผัสกับปุ่มเปิดใช้งานการถอดรหัสระดับสูงสุด หน้าจอโฮโลแกรมเปลี่ยนเป็นสีแดงฉานทันที เสียงสัญญาณเตือนภัยทุ้มต่ำดังขึ้นเป็นจังหวะกระชั้นชิด ข้อมูลพันธุกรรมดิจิทัลเริ่มหมุนวนด้วยความเร็วสูงจนเกิดเสียงหวีดหวิวแหลมเล็กบาดแก้วหู รหัสพันธุกรรมชุดแรกแตกตัวออก เผยให้เห็นโครงสร้างโครงข่ายประสาทเทียมที่ซ้อนทับกันเป็นชั้นๆ คล้ายกับเขาวงกตที่ไม่มีวันหาทางออกเจอ
เบื้องหน้าของพวกเขา ข้อมูลบรรทัดแรกที่ถูกถอดรหัสสำเร็จเริ่มปรากฏขึ้นทีละตัวอักษร มันไม่ใช่ชุดคำสั่งทางคอมพิวเตอร์ทั่วไป แต่มันคือบันทึกความทรงจำในรูปแบบของโค้ดพันธุกรรม
รินรดากลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัว ขณะที่คีย์ก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าวโดยสัญชาตญาณเมื่อหน้าจอฉายภาพสามมิติของเหตุการณ์โศกนาฏกรรมเมื่อสามปีก่อน—ภาพห้องปฏิบัติการเพลิงลุกท่วม เสียงกรีดร้องของแอนดรอยด์รุ่นต้นแบบที่กำลังสูญเสียการควบคุม และร่างของเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่นอนแน่นิ่งอยู่บนพื้นท่ามกลางกองเลือดและเศษเหล็ก
"นั่น..." คีย์พึมพำ ใบหน้าคมคายซีดเผือก เม็ดเหงื่อผุดพรายตามขมับ "นั่นไม่ใช่ความทรงจำของผม... แต่ทำไม... ทำไมผมถึงรู้สึกเหมือนเป็นคนเหนี่ยวไกสั่งการมันเอง"
"เพราะคุณคือผู้สร้างโครงข่ายนั้นไง, คีย์" เสียงของรินรดาสั่นเครือเล็กน้อย เธอพยายามรักษาความเยือกเย็นครั้งสุดท้ายไว้ "และโค้ดบรรทัดสุดท้ายที่เรากำลังจะแกะ... มันกำลังบอกว่า ใครคือคำสั่งที่แท้จริงเบื้องหลังโศกนาฏกรรมครั้งนั้น"
แถบสถานะการถอดรหัสพุ่งถึงร้อยละเก้าสิบเก้า เสียงหวีดหวิวของระบบหยุดลงกะทันหัน ทุกอย่างในห้องแล็บตกอยู่ในความเงียบงันชั่วขณะ มีเพียงเสียงลมหายใจหอบกระชั้นของคนทั้งสอง
ทว่า... ก่อนที่ตัวอักษรบรรทัดสุดท้ายจะปรากฏขึ้นบนจอโฮโลแกรม แสงไฟนีออนสีขาวทั่วทั้งห้องแล็บก็ดับวูบลงพร้อมกันอย่างไร้สัญญาณเตือน ทิ้งให้พวกเขาจมอยู่ใต้ความมืดมิดที่มีเพียงแสงสีแดงก่ำจากระบบสำรองฉุกเฉินสาดส่องลงมาเป็นเงาทอดยาว
และในความเงียบสงัดนั้นเอง... เสียงฝีเท้าหนักแน่นคู่หนึ่งก็ดังขึ้นจากทางเดินมืดทึบด้านนอก—เสียงฝีเท้าที่ไม่ได้มาจากยามรักษาความปลอดภัย และไม่ใช่ของใครก็ตามที่ควรจะอยู่ที่นี่ในยามวิกาลเช่นนี้
รินรดาชะงัก คีย์พุ่งตัวคว้าปืนพกเลเซอร์ออกจากซองข้างเอวอย่างรวดเร็ว พร้อมกับที่เสียงกระซิบเย็นเยียบผ่านลำโพงอินเตอร์คอมดังขึ้นเหนือหัวพวกเขา
*“ยินดีต้อนรับกลับบ้านนะ, ดร.รินรดา... และสายลับคีย์ การแกะรหัสสิ้นสุดลงแล้ว และพวกคุณ... ได้เปิดประตูต้อนรับสิ่งที่ไม่อาจปิดตายอีกต่อไปแล้วครับ”*
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางดำดิ่งสู่ปริศนาอันล้ำลึกในตอนนี้ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปนะครับ
นิรันดร์กลไกหัวใจจักรกล•ตอนที่ 5
ในห้องแล็บที่ไร้เสียง
ผลงานโดย เนบิวลาสตาร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เนบิวลาสตาร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง นิรันดร์กลไกหัวใจจักรกล นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!