กลิ่นหอมของกำยานกลิ่นบุปผชาติจางๆ ลอยอวลอยู่ในตำหนักแปดเหลี่ยม ทว่ากลับไม่อาจกลบกลิ่นอายความอึดอัดที่กดทับลงบนบ่าของอัครินทร์ได้ ในชาตินี้... เขามิใช่ราชองครักษ์ผู้ไร้เดียงสาที่ยอมก้มหัวให้ความอยุติธรรมอีกต่อไปแล้ว ร่างโปร่งในชุดคลุมผ้าไหมปักลายเมฆสีเงินยืนสงบนิ่งอยู่เบื้องหน้าฉากกั้นลายมังกรพ่นไฟ ดวงตาสีรัตติกาลทอดมองเงาสะท้อนของตนเองในกระจกสำริด นัยน์ตานั้นลุ่มลึกและเต็มไปด้วยร่องรอยของกาลเวลาที่ถูกย้อนกลับมาแก้ไข
"ท่านอัครินทร์..."
เสียงหวานใสดุจเสียงระฆังแก้วดังขึ้นจากเบื้องหลัง พร้อมกับการปรากฏตัวของสตรีผู้กุมชะตากรรมของแผ่นดินในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า
องค์หญิงรวิภาเสด็จเข้ามาในห้องส่วนพระองค์ด้วยพระบาทที่เบากริบ ฉลองพระองค์ชุดผ้าแพรสีม่วงอ่อนขับเน้นพระวรกายให้ดูระหง ทว่าสิ่งที่ดึงดูดสายตาของอัครินทร์มิใช่ความงดงามล่มเมืองนั้น หากแต่เป็นรอยยิ้มที่เคลือบไว้ด้วยความระแวดระวัง รอยยิ้มแบบเดียวกันกับที่เคยสั่งฆ่าเขาอย่างไร้ความปรานีในชาติก่อน
อัครินทร์หมุนตัวกลับ ถวายความเคารพตามธรรมเนียมอย่างงดงามไร้ที่ติ ทว่ากิริยานั้นกลับเยือกเย็นจนน่าประหลาดใจ "กระผมถวายพระพรองค์หญิงพ่ะย่ะค่ะ... หม่อมฉันมิคาดคิดว่าพระองค์จะเสด็จมาเยือนเรือนพักเล็กๆ แห่งนี้ด้วยพระองค์เอง"
รวิภาก้าวเข้ามาใกล้ทีละน้อย กลิ่นหอมหวานจากวรกายระคนกับกลิ่นชาอู่หลงชั้นดี พระเนตรคู่คมกวาดมองสำรวจชายหนุ่มเบื้องหน้าตั้งแต่ปลายเท้าจรดเส้นผมสีดำสนิทที่รวบไว้ด้วยปิ่นหยกขาว สัญชาตญาณของสตรีผู้ผ่านศึกชิงอํานาจในวังหลังมาโชกโชนบอกนางว่า... ราชองครักษ์ผู้นี้เปลี่ยนไปแล้ว
แววตาที่เคยมีความภักดีอย่างไร้เงื่อนไข บัดนี้กลับว่างเปล่าราวน้ำลึกก้นบึ้ง ทว่าเฉียบคมดุจใบมีดที่ซ่อนอยู่ในฝักแพร
"ท่านดูเปลี่ยนไปมากทีเดียว อัครินทร์" รวิภากล่าวด้วยน้ำเสียงเย้าแหย่ ทว่าพระหัตถ์เรียวกลับเอื้อมไปแตะขอบโต๊ะชาแผ่วเบา "เมื่อสัปดาห์ก่อน เจ้ายังเป็นเพียงราชองครักษ์ผู้เคร่งครัดในกฎระเบียบ แต่ในวันนี้... ยามที่เจ้ามองข้ามไหล่ฉันไป ฉันกลับรู้สึกราวกับว่ากำลังยืนอยู่หน้าหลุมศพของตนเองเสียอย่างนั้น"
เป็นคำเปรียบเปรยที่เฉียบคมและเต็มไปด้วยการหยั่งเชิง...
อัครินทร์ลอบยิ้มในใจ ความรู้สึกระคนกันระหว่างความแค้นและความคุ้นเคยตีรวนขึ้นมาในอก ชาติก่อนเขารักนาง ยอมทำทุกอย่างแม้กระทั่งการทรยศต่ออุดมการณ์เพื่อส่งนางขึ้นสู่บัลลังก์ แต่วันนี้... เมื่อความตายได้สอนให้เขารู้ซึ้งถึงความโหดร้ายของเกมการเมือง หัวใจดวงนี้ก็ด้านชาเสียจนเหลือไว้เพียงสติปัญญาและการวางหมาก
"พระองค์ทรงคิดมากไปแล้วพ่ะย่ะค่ะ หม่อมฉันก็เป็นเพียงเงาผู้หนึ่งที่จะคอยปกป้องคุ้มครองราชสำนักเท่านั้น... หาได้มีค่าควรแก่การเป็น 'หลุมศพ' ของผู้ใดไม่" อัครินทร์ตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ทว่าทอดเสียงต่ำลงในตอนท้ายอย่างมีความหมาย
รวิภาชะงักไปชั่วขณะ พระเนตรคู่สวยหรี่ลงเล็กน้อย นางจ้องลึกเข้ามาในดวงตาของเขา พยายามค้นหาพิรุธหรือความหวาดกลัว ทว่าสิ่งที่นางพบกลับมีเพียงความว่างเปล่าที่สะท้อนภาพเงาของตัวนางเองกลับมา ความผิดปกตินี้ทำให้พระองค์ทรงรู้สึกขนลุกซู่ขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ
สตรีผู้ทรงอำนาจเช่นนางไม่เคยหวาดกลัวผู้ใด เพราะทุกคนต่างมีจุดอ่อนให้บีบเค้น ไม่ว่าจะเป็นความโลภ อำนาจ หรือความกลัวตาย แต่อัครินทร์ในยามนี้... กลับไม่มีสิ่งเหล่านี้หลงเหลืออยู่เลย ราวกับว่าเขาได้ตายไปแล้วครั้งหนึ่ง และฟื้นคืนชีพขึ้นมาพร้อมกับวิญญาณที่ไร้ซึ่งความอาลัยอาวรณ์
"เจ้าช่างบังอาจนักนะที่กล้าต่อปากต่อคำกับฉัน" รวิภากล่าวด้วยสุ้มเสียงที่พยายามรักษาความเย่อหยิ่งไว้ ทว่าพระพักตร์กลับเริ่มตึงเครียดขึ้น "หรือว่า... มีผู้ใดหนุนหลังเจ้า? แม่ทัพอคินส่งเจ้ามาสอดแนมฉันอย่างนั้นหรือ?"
เมื่อได้ยินชื่อของ 'อคิน' ความโกรธแค้นดั่งเปลวเพลิงนรกก็วูบขึ้นในดวงตาสีรัตติกาลของอัครินทร์เพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะถูกกดให้จมดิ่งลงไปภายใต้ใบหน้าที่เรียบเฉยอย่างรวดเร็ว
"แม่ทัพอคินกับหม่อมฉัน... เป็นคนละพวกกันอย่างสิ้นเชิงพ่ะย่ะค่ะองค์หญิง" อัครินทร์ก้าวเข้าไปใกล้ขึ้นอีกก้าวหนึ่ง จนระยะห่างระหว่างเขากับองค์หญิงเหลือเพียงแค่คืบเดียว กลิ่นอายความกดดันที่แผ่ออกมาจากร่างของชายหนุ่มทำให้นางต้องผถอยหลังไปครึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว "และหม่อมฉันเชื่อว่า... องค์หญิงเองก็ทรงทราบดีกว่าผู้ใด ว่าสุนัขรับใช้ที่ดุร้ายตัวนั้น กำลังรอเวลาที่จะแว้งกัดพระองค์เมื่อยามหมดประโยชน์"
บรรยากาศในห้องเงียบงันลงทันที เสียงลมหายใจของทั้งคู่ผสานไปกับควันกำยานที่ค่อยๆ จางหาย
รวิภาเบิกพระเนตรกว้างขึ้นด้วยความตกใจระคนหวาดหวั่น สิ่งที่อัครินทร์พูดคือความจริงที่นางเก็บไว้ในใจและหวาดกลัวมาโดยตลอด การที่ราชองครักษ์หนุ่มผู้ต่ำต้อยล่วงรู้ถึงความขัดแย้งเบื้องหลังระหว่างนางกับแม่ทัพอคินได้ นั่นหมายความว่าเขาไม่ได้เป็นเพียงแค่ทหารชั้นผู้น้อยอีกต่อไป
"เจ้า... รู้ได้อย่างไร..." พระสุระเสียงขององค์หญิงสั่นพร่าเล็กน้อย
อัครินทร์โน้มพระกายลงกระซิบข้างพระนسองก์ น้ำเสียงทุ้มนุ่มราวกับเสียงกระซิบจากซาตานที่ริมฝีปากนรก "เพราะหม่อมฉันมองเห็นอนาคตอย่างไรล่ะพ่ะย่ะค่ะ... และในอนาคตนั้น หากพระองค์ยังทรงเลือกเดินหมากผิดพลาด พระองค์จะทรงเป็นผู้เดียวที่ต้องชดใช้ด้วยเลือดและหยาดน้ำตา"
สตรีสูงศักดิ์ทรุดพระวรกายลงนั่งบนเก้าอี้ไม้แกะสลักอย่างหมดแรง พระหัตถ์เรียวสั่นเทาน้อยๆ ขณะที่ยกถ้วยชาขึ้นมาเพื่อซ่อนความตื่นตระหนก ทว่าก่อนที่ริมฝีปากบางจะทันได้แตะขอบถ้วย...
เสียงฝีเท้าหนักหน่วงของทหารยามก็ดังขึ้นกะทันหันจากลานด้านนอก ตามด้วยเสียงตะโกนรายงานที่ทำให้หัวใจของคนทั้งคู่กระตุกวูบ
"กราบทูลองค์หญิง! แม่ทัพอคินนำกำลังพลบุกเข้ามาถึงหน้าตำหนักแล้วพ่ะย่ะค่ะ! พระองค์อ้างว่ามี 'พระราชโองการลับ' ด่วนที่สุดจากฮ่องเต้!"
รวิภาชะงักค้าง ถ้วยชาในพระหัตถ์สั่นระริกจนน้ำชาสีอำพันกระฉลอกเปื้อนขอบถ้วย
อัครินทร์หันไปมองบานประตูที่ปิดสนิท มุมปากหยักลึกยกยิ้มขึ้นเป็นรอยยิ้มเย็นเยียบที่น่ากลัวที่สุดเท่าที่นางเคยเห็นมา หมากตานี้... เริ่มต้นเร็วกว่าที่เขาคาดไว้เสียอีก
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดผู้ทรงเกียรติทุกท่านที่ร่วมเดินกระดานนี้ไปด้วยกันกับรอยยิ้มและหยดเลือดนะคะ มนตรากรรมสะท้อนซาบซึ้งในไมตรีจิตของทุกท่านจริงๆ ค่ะ
หมากรุกกระดานสุดท้ายกับคนตายที่คืนชีพ•ตอนที่ 3
ความเงียบที่ซ่อนคมมีด
ผลงานโดย มนตรากรรมสะท้อน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (มนตรากรรมสะท้อน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หมากรุกกระดานสุดท้ายกับคนตายที่คืนชีพ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!