หมากรุกกระดานสุดท้ายกับคนตายที่คืนชีพ•ตอนที่ 2

หมากตาแรกที่ไม่เหมือนเดิม

ผลงานโดย มนตรากรรมสะท้อน
กลิ่นอายของกำยานจันทน์หอมที่ลอยวนอยู่ในตำหนักทักษิณ ไม่ได้ช่วยให้ความตึงเครียดในอากาศเจือจางลงเลยแม้แต่น้อย ปลายนิ้วเรียวยาวของอัครินทร์จรดลงบนเม็ดหมากรุกสีดำ สัมผัสเย็นเยียบของหยกเนื้อดีส่งผ่านผิวเนื้อ ตรงเข้าสู่ความรู้สึกนึกคิดที่ยังคงหลงเหลือรสชาติคาวเลือดจากความตายในชาติภพก่อน ชาติที่เขาต้องมองดูร่างอันไร้ลมหายใจของคนสำคัญสลายไปต่อหน้าต่อตา โดยที่ทำได้เพียงกำดาบในมือไว้แน่นจนกระดูกนิ้วแทบแหลกสลาย "เจ้าแน่ใจหรือ... ว่าเส้นทางสายหลักผ่านประตูทักษิณารามจะไร้ซึ่งความปลอดภัย?" เสียงหวานใสที่เจือความกังวลไว้จางๆ ดังขึ้นจากสตรีผู้ประทับอยู่เบื้องขวา องค์หญิงรวิภาทรงช้อนพระเนตรมองเขาด้วยแววตาที่ลึกล้ำเกินกว่าอายุ พระพักตร์งดงามล่มเมืองระบายด้วยรอยยิ้มบางเบา ทว่าแววตากลับซ่อนความเฉียบคมของคมดาบที่ซุกซ่อนอยู่ในฝักแพรไหม อัครินทร์ไม่รีบตอบ เขายังคงพิจารณากระดานหมากตรงหน้า เม็ดหมากสีดำถูกวางลงอย่างนุ่มนวลแต่หนักแน่น เสียงกระทบกับกระดานไม้จันทน์ดัง กรับ กรับ ราวกับเสียงนาฬิกาชีวิตที่กำลังเดินถอยหลังเพื่อรอเวลาชำระแค้น "เส้นทางสายหลักในยามนี้ มิใช่เส้นทางสัญจรของขบวนเสด็จอีกต่อไปแล้วพ่ะย่ะค่ะ... เอ๊ย... พระองค์ท่าน" อัครินทร์เกือบเผลอใช้สรรพนามสามัญชน เขากลืนน้ำลายลงคออย่างเงียบเชียบก่อนจะเปลี่ยนคำตรัสได้อย่างแนบเนียน "แต่มันคือ 'ลานประหาร' ที่แม่ทัพอคินจัดเตรียมไว้ต้อนรับขบวนเสด็จต่างหาก" คำว่า 'แม่ทัพอคิน' ถูกเปล่งออกมาด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบดุจผิวน้ำในบึงลึก ทว่าแฝงไว้ด้วยกระแสคลื่นใต้น้ำที่พร้อมจะซัดสาดทำลายล้างทุกสิ่งที่ขวางหน้า ชายผู้กระหายอำนาจและเหี้ยมเกรียมผู้นั้น คิดจะใช้เหตุการณ์ปล้นสะดมระหว่างทางเพื่อปลิดชีพองค์รัชทายาทและโยนความผิดให้กลุ่มกบฏชายแดน เป็นแผนการที่แยบยลและเลือดเย็นสมกับเป็นสุนัขล่าเนื้อตัวโปรดของฮ่องเต้ แต่ทว่า... นั่นคือความทรงจำจากชาติก่อน ในชาตินี้ อัครินทร์ผู้หวนกลับมาจากความตาย จะไม่ยอมให้หมากตานั้นเดินตามรอยเดิมเป็นอันขาด "หากเราเปลี่ยนขบวนเสด็จเลี่ยงไปใช้เส้นทางลัดผ่านสวนพฤกษชาติหลวง..." องค์หญิงรวิภากวาดสายตาเพ่งพินิจกระดานหมากตาม "ย่อมต้องใช้เวลามากกว่าเดิมถึงสองชั่วยาม และอาจทำให้พิธีการบวงสรวงที่แท่นบูชาฟ้าดินต้องล่าช้า ซึ่งพวกขุนนางฝ่ายตรงข้ามคงไม่ปล่อยโอกาสนี้ในการโจมตีว่าพระองค์ทรงไร้ซึ่งความตระหนักในเวลาอันเป็นมงคล" "ความล่าช้า... ย่อมดีกว่าความตายพ่ะย่ะค่ะ" อัครินทร์เงยหน้าขึ้นสบพระเนตร ดวงตาคมกริบสะท้อนภาพขององค์หญิงผู้ชาญฉลาด "อีกทั้ง การไปถึงช้า มิได้หมายความว่าไปไม่ถึง แต่การเลือกเส้นทางที่ถูกดักซ่อม... คือการเดินเข้าสู่กรงเล็บของพยัคฆ์โดยแท้" บรรยากาศภายในตำหนักเงียบงันลงชั่วขณะ มีเพียงเสียงลมหายใจแผ่วเบาและกลิ่นควันกำยานที่ม้วนตัวขึ้นสู่เพดานสูง องค์หญิงรวิภาทรงนิ่งคิดอยู่นาน ปลายนิ้วเรียวเคาะเบาๆ บนโต๊ะไม้สลักลาย เป็นจังหวะที่แสดงถึงกระบวนการคิดคำนวณผลได้ผลเสียอย่างรอบคอบ พระนางทรงทราบดีว่าการตัดสินใจครั้งนี้เดิมพันด้วยพระราชอำนาจและพระชนมชีพ "เจ้าช่าง... กล้าหาญยิ่งนัก อัครินทร์" องค์หญิงทรงแย้มพระสรวล ทว่ารอยยิ้มนั้นกลับลึกล้ำจนน่าขนลุก "กล้าแม้กระทั่งออกคำสั่งเปลี่ยนเส้นทางเสด็จขององค์รัชทายาทด้วยตัวคนเดียว... หากเรื่องนี้แพร่งพรายออกไป หัวของเจ้าคงหลุดจากบ่าก่อนตะวันลับขอบฟ้าเป็นแน่" "กระหม่อมมิได้กล้าหาญ... เพียงแต่ความตายได้สอนให้กระหม่อมรู้จักความต่างระหว่าง 'ความถูกต้องตามธรรมเนียม' กับ 'การมีชีวิตรอดเพื่อทวงคืนความยุติธรรม'" อัครินทร์ตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นและนิ่งสงบ ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าเร่งรีบของขันทีหน้าตำหนักก็ทำลายความเงียบลง ขันทีหนุ่มก้าวเข้ามาด้วยอาการหอบสะท้าน ใบหน้าซีดเผือดราวกับคนใกล้ตาย คุกเข่าลงจนตัวสั่นเทา "ทะ... องค์หญิงพ่ะย่ะค่ะ! แม่ทัพอคินทรงนำกองกำลังองครักษ์หลวงส่วนหนึ่ง มุ่งหน้าไปยังประตูทักษิณารามเพื่อรอรับเสด็จแล้วพ่ะย่ะค่ะ และทรงมีรับสั่งให้เร่งขบวนเสด็จให้เร็วกว่ากำหนดเดิมหนึ่งชั่วยามด้วย!" สาส์นจากมัจจุราชถูกส่งมาถึงเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ อัครินทร์หรี่ตาลงเล็กน้อย รอยยิ้มเยือกเย็นปรากฏขึ้นที่มุมปากอย่างปิดไม่มิด ทุกอย่างเป็นไปตามที่เขาคาดการณ์ไว้ไม่มีผิดเพี้ยน แม่ทัพอคินจงใจเร่งเวลาเพื่อบีบให้ขบวนเสด็จต้องผ่านเส้นทางสังหารนั้นให้เร็วขึ้น องค์หญิงรวิภาทรงหันมาทอดพระเนตรอัครินทร์ทันที ดวงตาคู่สวยฉายแววตื่นตะลึงระคนชื่นชมในความแม่นยำของการคาดการณ์ อัครินทร์ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ประสานมือคำนับด้วยท่าทีองอาจสง่างาม แววตาของเขาประกายวาวโรจน์ด้วยความเด็ดเดี่ยว "ถึงเวลาเดินหมากตาแรกแล้วพ่ะย่ะค่ะ... พระองค์ท่าน" อัครินทร์เอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่มแต่ทรงพลัง ก่อนจะก้าวเข้าไปหยิบตราประทับลับประจำพระองค์ขององค์หญิงที่วางอยู่บนโต๊ะขึ้นมา "กระหม่อมทูลขอพระราชานุญาต ออกราชโองการปลอมเพื่อเปลี่ยนเส้นทางขบวนเสด็จ ณ บัดนี้!" องค์หญิงรวิภานิ่งงันไปชั่วอึดใจ ก่อนที่พระเนตรจะทอประกายเด็ดขาด พระนางทรงพยักพระพักตร์ช้าๆ เป็นเชิงอนุญาต อัครินทร์หันหลังก้าวออกไปจากตำหนักด้วยฝีเท้าที่มั่นคง ทว่าในจังหวะที่เขากำลังจะก้าวพ้นธรณีประตู เสียงฝีเท้าฝูงใหญ่พร้อมกับเสียงเกือกม้าจำนวนมากก็ดังสนั่นหวั่นไหวมาจากลานด้านนอก ราวกับพายุใหญ่ที่กำลังเคลื่อนตัวเข้ามา เงาร่างสูงใหญ่ของทหารอารักขาในชุดเกราะเหล็กสีดำสนิทนับร้อยนาย พร้อมด้วยธงประจำกองทัพพยัคฆ์ทมิฬของแม่ทัพอคิน ได้เข้าปิดล้อมตำหนักทักษิณารามไว้ทุกด้านอย่างแน่นหนาในพริบตาเดียว! ม่านประตูตำหนักถูกกระชากเปิดออกอย่างไร้ความเคารพ ร่างสูงใหญ่ของแม่ทัพอคินก้าวเข้ามาพร้อมรอยยิ้มเหี้ยมเกรียมบนใบหน้าคมคายที่มีรอยแผลเป็นจางๆ ดวงตาคมกวาดมองอัครินทร์และองค์หญิงรวิภาด้วยแววตาดุจเหยี่ยวที่พบเหยื่อในกรง "อัครินทร์... เจ้ากล้าดียังไง ถึงบังAาญสั่งเปลี่ยนเส้นทางเสด็จโดยไม่ได้รับอนุญาตจากกองทัพหลวง!" แม่ทัพอคินเอ่ยเสียงก้อง กลิ่นอายสังหารแผ่ซ่านไปทั่วห้อง "หรือว่า... เจ้าคือหนอนบ่อนไส้ที่สมคบคิดกับกบฏกันแน่!" ขอขอบพระคุณท่านรี้ดผู้ทรงเกียรติทุกท่านที่ร่วมเดินหมากตานี้ไปพร้อมกับรอยยิ้มและหยดเลือดนะคะ มนตรากรรมสะท้อนซาบซึ้งในไมตรีจิตของทุกท่านจริงๆ ค่ะ
สารจากนักเขียน (มนตรากรรมสะท้อน)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หมากรุกกระดานสุดท้ายกับคนตายที่คืนชีพ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%