กลิ่นอายจางๆ ของชาไป๋ฮ่าวอิ่นเจินลอยอบอวลอยู่เบื้องหน้า ทว่ามันกลับมิได้ช่วยขับไล่ความหนาวเยือกที่เกาะกุมอยู่กลางใจของอัครินทร์ได้เลยแม้แต่น้อย
นิ้วเรียวยาวดุจหยกสลักของเขาบรรจงวางจอกกระเบื้องเคลือบสีไข่ไก่ลงบนโต๊ะไม้จันทน์อย่างเชื่องช้า ท่วงท่วงทีสงบนิ่งไร้ระลอกคลื่น ทว่าทุกย่างก้าวของหมากบนกระดานแห่งความเป็นตายนี้ ถูกคำนวณไว้หมดแล้วในห้วงความคิดที่ผ่านประสบการณ์แห่งความตายมาคราหนึ่ง
"ท่านอัครินทร์ดูจะชื่นชอบการดื่มชาลำพังเสียจริงนะเจ้าคะ"
สุ้มเสียงหวานล้ำที่แฝงไว้ด้วยคมมีดซ่อนเร้นดังขึ้นเบาๆ องค์หญิงรวิภาทรงก้าวพระบาทเข้ามาในศาลาริมน้ำอย่างเงียบเชเชียบ ฉลองพระองค์ชุดผ้าไหมปักลายหงส์ทองสะท้อนกับแสงโคมไฟยามพลบค่ำ ทรงแย้มพระสรวลน้อยๆ ทว่าดวงเนตรคู่นั้นกลับกวาดมองสำรวจบรรยากาศรอบตัวด้วยความระแวดระวังดุจพญาเหยี่ยว
อัครินทร์มิได้ลุกขึ้นถวายความเคารพในทันที เขายังคงนั่งนิ่งดั่งรูปสลักหินผา ดวงตาคมกริบเหลือบมองสตรีผู้มีศักดิ์เป็นถึงองค์หญิง ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อยที่ทรงพลังในความนิ่ง "ความเงียบงันมักบอกความจริงได้ดีกว่าถ้อยคำสรรเสริญเยินยอพ่ะย่ะค่ะ... และหม่อมฉันเชื่อว่า องค์หญิงเองก็มิได้เสด็จมาเพื่อร่วมสนทนาเรื่องรสชาติของใบชาเป็นแน่"
รอยแย้มพระสรวลบนพระพักตร์ของรวิภาจางหายไปวูบหนึ่ง ก่อนจะถูกแทนที่ด้วยความประทับใจที่ยากจะปิดมิด นางย่อพระองค์ลงประทับฝั่งตรงข้าม ใช้ดวงเนตรคมกราบกรานสำรวจบุรุษผู้นี้อีกครั้ง
"ท่านช่าง... เปลี่ยนไปมากเหลือเกิน อัครินทร์" นางเปรยขึ้นแผ่วเบา "จากราชองครักษ์ผู้ซื่อสัตย์ ไร้เดียงสา และยอมตายเพื่อราชบัลลังก์ในวันนั้น เหตุใดจึงกลายเป็นบุรุษผู้มีดวงตาดุจเหยี่ยวล่าเหยื่อเช่นนี้เล่า? หรือความตาย... ได้สอนอะไรท่านมากกว่าที่ใครคาดคิด?"
อัครินทร์ยกมุมปากขึ้นเป็นรอยยิ้มหยันที่ไปไม่ถึงดวงตา "ความตายสอนให้หม่อมฉันรู้ว่า ความภักดีที่ปราศจากคมดาบ ก็เป็นเพียงแค่เครื่องสังเวยบนแท่นบูชาของคนโง่เท่านั้นพ่ะย่ะค่ะ"
ยังไม่ทันที่องค์หญิงรวิภาจะได้ตรัสสิ่งใดตอบโต้ ฝีเท้าหนักแน่นทว่ามั่นคงราวกับจังหวะกลองศึกก็ดังขึ้นที่ทางเดินหินปู กลิ่นอายคุกคามอันคุ้นเคยแผ่ซ่านเข้ามาปกคลุมบรรยากาศโดยรอบจนอุณหภูมิลดฮวบลงทันตาเห็น
แม่ทัพอคินก้าวเข้ามาในศาลาด้วยร่างสูงใหญ่ที่อัดแน่นไปด้วยพละกำลังและอำนาจ ใบหน้าคมคายดุดันนั้นประดับด้วยรอยยิ้มเยาะหยัน ดวงตาคมปลาบกวาดมองอัครินทร์และองค์หญิงรวิภาสลับกันไปมา ดุจพญาเสือที่กำลังประเมินเหยื่อในกรงขัง
"ช่างเป็นบรรยากาศที่น่ารื่นรมย์เสียจริง" อคินเอ่ยขึ้น เสียงทุ้มต่ำกังวานก้องสะท้อนผนังหิน "ข้าไม่ยักรู้ว่าคนตายที่ฟื้นคืนชีพอย่างเจ้า จะมีรสนิยมมานั่งจิบชาร่วมกับองค์หญิงผู้สูงศักดิ์ได้"
อัครินทร์มิได้สะท้านสะเทือน เขายังคงนั่งหลังตรง ใบหน้าเรียบเฉยราวกระจกเงาที่สะท้อนภาพของอคินโดยไม่บิดเบือน ดวงตาสนเท่ห์คู่เดิมประสานเข้ากับนัยน์ตาอันดุร้ายของแม่ทัพใหญ่โดยไม่มีการหลบเลี่ยงแม้แต่น้อย
"ท่านแม่ทัพอคินให้เกียรติมาเยือนถึงที่นี่ คงมิได้มาเพื่อกล่าววาจาเหน็บแนมกระมังพ่ะย่ะค่ะ" อัครินทร์เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ความเกรงกลัวใดๆ "หรือว่า... ความกังวลใจบางอย่างกำลังกัดกินจิตใจของท่าน จนทำให้ต้องรีบร้อนมาตรวจสอบด้วยตนเองกันแน่"
อคินหรี่ตาลงเล็กน้อย รังสีอำมหิตแผ่ออกมาจากร่างหนาจนสัมผัสได้ เขาโน้มตัวลงมาข้างหน้า ใช้สายตาคมกริบราวกับจะแหวกร่างของอัครินทร์ออกเป็นเสี่ยงๆ
"เจ้ากล้ามากนะ อัครินทร์... คนที่สมควรจะนอนเน่าเปื่อยอยู่ใต้ดินก้นสุสาน กลับกล้าอาจหาญมาเดินลอยชายอยู่ในวังหลวง ทั้งยังทำตัวเป็นกุนซือผู้ปราดเปรื่อง" อคินแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นเย็นเยียบดุจน้ำแข็ง "ระวังตัวไว้ให้ดีเถอะ ข้าสามารถส่งเจ้ากลับลงไปนอนใต้หลุมศพได้เป็นครั้งที่สอง โดยที่แม้แต่เงาของเจ้าก็จะไม่เหลือให้ใครจดจำ"
อัครินทร์มิได้หวาดหวั่น เขายกจอกชาขึ้นจิบช้าๆ อย่างใจเย็น ราวกับคำขู่เมื่อครู่เป็นเพียงเสียงลมพัดผ่าน
"ท่านแม่ทัพกล่าวเกินไปแล้วพ่ะย่ะค่ะ ชีวิตนี้ของหม่อมฉัน... ต่อให้ยมทูตมารับตัวไป ก็คงต้องขออนุญาตทวงคืนความยุติธรรมเสียก่อน ถึงจะยอมหลับตาลงได้" อัครินทร์เงยหน้าขึ้นสบตา ทอประกายวาวโรจน์ที่ซ่อนเร้นความแค้นนับร้อยปีเอาไว้ "ท่านคิดว่า... หลุมศพที่ท่านขุดไว้ ฝังร่างหม่อมฉันได้จริงๆ หรือพ่ะย่ะค่ะ?"
บรรยากาศในศาลาริมน้ำพลันทวีความตึงเครียดจนแทบจะระเบิดออกเป็นเสี่ยงๆ รวิภานั่งนิ่งเงียบ ทรงทอดพระเนตรการปะทะคารมระหว่างเสือสองตัวด้วยพระพักตร์ที่เรียบเฉย ทว่าพระหัตถ์ภายใต้ชายเสื้อคลุมกลับกำเข้าหากันแน่นจนข้อพระกรขาวซีด
ทันใดนั้นเอง เสียงฝีเท้าฝูงใหญ่พร้อมกับเสียงเกราะกระทบกันดังสนั่นหวั่นไหวมาจากนอกเขตอุทยาน เสียงฝีเท้าหยุดลงที่หน้าประตูศาลา ตามมาด้วยเสียงกงฉินประกาศก้องของขันทีเฒ่าคนสนิทแห่งพระตำหนักใหญ่
"พระราชโองการด่วนจากฮ่องเต้! สั่งให้ควบคุมตัวบุคคลผู้ต้องสงสัยที่แอบอ้างฐานะและสร้างความปั่นป่วนในราชสำนักทั้งหมด!"
อคินแย้มยิ้มเหี้ยมเกรียมทันทีที่ได้ยิน เขามองหน้าอัครินทร์ด้วยแววตาสสมเพชเวทนา "ดูเหมือนว่า... กระดานตานี้ เจ้าจะเป็นฝ่ายเดินหมากพลาดเสียแล้ว อัครินทร์"
อัครินทร์ไม่แม้แต่จะชายตามองกองทหารที่กรูกันเข้ามาล้อมศาลาไว้จนมิด เขากลับวางจอกแชลงบนโต๊ะด้วยความนุ่มนวล รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นที่มุมปากของอดีตราชองครักษ์ผู้ไร้พ่าย
เขารู้ดีว่าราชโองการนี้ไม่ได้มาจากฮ่องเต้... แต่มันมาจากเงื้อมมือของอคินเอง และนั่นคือสิ่งที่เขาคาดการณ์ไว้ตั้งแต่แรกแล้ว
ทว่า ในวินาทีที่ทหารองครักษ์ก้าวเข้ามาประชิดตัว พร้อมกับกระบี่นับสิบเล่มที่ชี้ตรงมายังคอหอยของเขา
จดหมายลับฉบับหนึ่งที่มีตราประทับโลหิตสีชาดอันเป็นสัญลักษณ์ของ "หน่วยเงาพิทักษ์บัลลังก์" ที่ควรจะสูญหายไปพร้อมกับความตายของเขาเมื่อชาติก่อน ก็ถูกโยนลงมาตกแทบเท้าของอคินโดยฝีมือของเงาดำปริศนาที่หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย!
อคินก้มลงมองตราประทับนั้น ใบหน้าที่เคยเหิมเกริมกลับถอดสีซีดเผือดลงทันตาเห็น ร่างกายของแม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่สั่นสะท้านขึ้นมาวูบหนึ่งอย่างควบคุมไม่อยู่
---
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดผู้ทรงเกียรติทุกท่านที่ร่วมเดินกระดานนี้ไปด้วยกันนะคะ มนตรากรรมสะท้อนซาบซึ้งในไมตรีจิตของทุกท่านจริงๆ ค่ะ
หมากรุกกระดานสุดท้ายกับคนตายที่คืนชีพ•ตอนที่ 4
หน้ากากของผู้ภักดี
ผลงานโดย มนตรากรรมสะท้อน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (มนตรากรรมสะท้อน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หมากรุกกระดานสุดท้ายกับคนตายที่คืนชีพ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!