หมากรุกกระดานสุดท้ายกับคนตายที่คืนชีพ•ตอนที่ 9

ลมเปลี่ยนทิศในวังหลวง

ผลงานโดย มนตรากรรมสะท้อน
"หากฝ่าบาททรงเลือกที่จะประทับรอยพระบาทตามรอยเท้าของบรรพกษัตริย์ เส้นทางเบื้องหน้าก็มิใช่การเดินบนกลีบกุหลาบ หากแต่เป็นพรมที่ทอขึ้นจากคราบน้ำตาและหยาดโลหิตของราษฎร... เพคะ" เสียงกังวานใสดุจแก้วเจียระไนขององค์หญิงรวิภาก้องกังวานขึ้นท่ามกลางความเงียบงันของห้องทรงอักษรส่วนพระองค์ กลิ่นหอมจางของกำยานไม้กฤษณาอบอวลลอยวนอยู่เหนือโต๊ะทรงพระandลายครามโบราณ ที่ซึ่งแผนที่ยุทธศาสตร์แผ่นใหญ่ถูกกางทับด้วยหมากหินสีนิลและหยกขาว อัครินทร์ยืนสงบนิ่งอยู่เบื้องหลังเงาสลัวของเสาไม้สักทอง ดวงตาคมกริบดั่งเหยี่ยวราตรีทอดมองไปยังแผ่นกระดานตรงหน้า เขามิได้เอ่ยวาจาใดๆ ออกมาในทันที ปล่อยให้ความเงียบทำหน้าที่กดดันบรรยากาศให้หนักอึ้งราวกับมีภูเขาทั้งลูกกดทับลงบนบ่าของราชสำนัก ในยามนี้ ขั้วอำนาจเดิมของแม่ทัพอคินกำลังแผ่ขยายรากแก้วฝังลึกราวกับต้นไทรใหญ่ที่ดูดกลืนสารอาหารจากแผ่นดินจนหมดสิ้น ขุนนางน้อยใหญ่ต่างพากันก้มหัวสתוกซบแทบเท้าผู้กุมกำลังทหารครึ่งค่อนอาณาจักร ทว่า ในความเรืองรองย่อมมีความเปราะบางซ่อนอยู่ เช่นเดียวกับสัจธรรมที่ว่า *'ไม้ใหญ่ย่อมลู่ตามลม ทว่าหากลมเปลี่ยนทิศ... รากแก้วที่ไร้ซึ่งความยืดหยุ่นย่อมต้องหักโค่นลงด้วยน้ำมือของตนเอง'* "ท่านอัครินทร์..." สุรเสียงขององค์หญิงรวิภาอ่อนลงเมื่อทรงหันพระพักตร์มาสบตาชายหนุ่ม "เจ้ายังยืนกรานเช่นนั้นอยู่หรือว่า เราควรละทิ้งการพึ่งพิงตระกูลขุนนางเก่าแก่เหล่านั้น?" อัครินทร์ขยับกายเล็กน้อย แสงตะเกียงวับแวมกระทบเข้ากับโครงหน้าคมสันที่อาบไล้ด้วยร่องรอยแห่งกาลเวลาและประสบการณ์จากความตาย เขาก้าวเท้าเข้ามาในรัศมีแสงอย่างช้าๆ ทุกย่างก้าวเปี่ยมด้วยความมั่นคงดุจหินผา "พึ่งพิงพวกเขา ก็ไม่ต่างอะไรกับการฝากชีวิตไว้บนหลังพยัคฆ์เพคะ องค์หญิง" น้ำเสียงทุ้มนุ่มทว่าเฉียบคมบาดลึกดังขึ้น "ตระกูลเหล่านั้นมีความภักดีต่อผลประโยชน์ หาใช่ราชบัลลังก์ หากเรายังคงเดินเกมตามตารางหมากเดิมของแม่ทัพอคิน ต่อให้เรามีกำลังพลเหนือกว่า ก็มีแต่จะตกหลุมพรางที่เขาขุดรอไว้แล้ว" ชายหนุ่มยื่นมือเรียวยาวหยิบหหมากหินสีนิลตัวสำคัญ ซึ่งแทนตำแหน่งของเสนาบดีกรมการคลังผู้ทรงอิทธิพลขึ้นมาพิจารณา ก่อนจะวางมันลงบนจุดอับของกระดานด้วยปลายนิ้วที่มั่นคง "เราต้องสร้างกระดานใหม่เพคะ" อัครินทร์กล่าวต่อด้วยแววตาที่ลุ่มลึกยากจะหยั่งถึง "กระดานที่ไม่มีที่ยืนให้แก่คนทรยศ และไม่มีช่องว่างให้ขุนศึกผู้กระหายอำนาจได้ใช้อิทธิพลข่มขู่ราชสำนักอีกต่อไป" องค์หญิงรวิภากรยิ้มมุมพระโอษฐ์ รอยยิ้มที่ซ่อนคมมีดนับพันเล่มไว้เบื้องหลัง "เจ้าหมายถึงการดึงกลุ่มพ่อค้าวาณิชย์จากแดนใต้ และกลุ่มบัณฑิตสำนักนอกราชสำนักเข้ามามีบทบาทในสภาขุนนางสินะ?" "หาใช่เพียงแค่ดึงเข้ามาเพคะ..." อัครินทร์โน้มตัวลงกระซิบแผ่วเบา ทว่าชัดเจนทุกถ้อยคำในโสตประสาท "แต่เป็นการสร้าง 'พันธมิตรไร้เงา' กลุ่มคนที่ไม่เคยมีเสียงในราชสำนัก ผู้ซึ่งเคยถูกเหยียบย่ำจนไร้ทางสู้ หากเรามอบอำนาจและเกียรติยศให้พวกเขาด้วยความจริงใจ พวกเขาจะเป็นเกราะเหล็กที่แข็งแกร่งที่สุด ยิ่งกว่ากองทหารนับหมื่นของแม่ทัพอคินเสียอีก" บรรยากาศในห้องทรงอักษรพลันเย็นเยียบลงวูบหนึ่ง เมื่อแผนการอันแยบคายแต่ท้าทายขนบโบราณนับร้อยปีถูกกางออกประจักษ์ต่อหน้า การสร้างขั้วอำนาจใหม่โดยไม่อิงกับขุนนางเก่า เท่ากับการประกาศสงครามเย็นอย่างเต็มรูปแบบกับกลุ่มอำนาจเดิมที่กุมบังเหียนประเทศมาเนิ่นนาน ทว่า ในขณะที่ทั้งสองกำลังวางหมากตานั้นออกไปอย่างระมัดระวัง เสียงฝีเท้าฝ่าความมืดของราตรีก็ดังขึ้นอย่างกระชั้นชิดที่เบื้องนอกประตูบานสลัก *ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก...* สัญญาณเคาะสามครั้งติดต่อกัน เป็นรหัสลับที่บ่งบอกถึงสถานการณ์ฉุกเฉินระดับสูงสุด อัครินทร์ส่งสัญญาณมือให้องค์หญิงรวิภากรถอยไปประทับในมุมมืด ก่อนที่เขาจะสาวเท้าเข้าไปเปิดประตูด้วยความระแวดระวัง ร่างของสายลับในชุดกลมกลืนกับรัตติกาลทรุดกายลงคุกเข่าทันทีที่บานประตูเปิดออก หยดน้ำค้างและกลิ่นคาวเลือดจางๆ ลอยคละคลุ้งปะปนมากับสายลมยามดึก "เรียนท่านอัครินทร์..." เสียงหอบสะท้านเอ่ยขึ้นอย่างรีบร้อน "ขบวนขนส่งเสบียงลับของแม่ทัพอคินถูกปล้นกลางทางโดยกองกำลังไม่ทราบฝ่าย และ... และสิ่งของที่ถูกชิงไป หาใช่เสบียงอาหารไม่ขอรับ" อัครินทร์หรี่ตาลงทันที "แล้วมันคืออะไร?" "ตราประทับหยกทองคำแท้ของรัชทายาทพระองค์ก่อน... ที่สาบสูญไปพร้อมกับเหตุการณ์โศกนาฏกรรมเมื่อสิบปีก่อนขอรับ!" หัวใจของอัครินทร์กระตุกวูบ ทว่าใบหน้ายังคงเยือกเย็นดุจน้ำแข็งแกะสลัก ในขณะที่องค์หญิงรวิภาทรงก้าวออกมาจากเงาสลับด้วยพระพักตร์ที่ซีดเผือดลงถนัดตา ตราประทับนั้นหาใช่แค่สัญลักษณ์แห่งอำนาจ แต่มันคือหลักฐานชิ้นสำคัญที่จะพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินและชี้ชะตากรรมของทุกคนในวังหลวงแห่งนี้ได้ในชั่วข้ามคืน และก่อนที่ใครจะได้เอ่ยวาจาใดต่อ เสียงกงล้อรถม้าหนักหน่วงที่เคลื่อนเข้ามาจอดสนิทเทียบหน้าตำหนัก พร้อมกับเสียงฝีเท้าขององครักษ์หลวงนับร้อยที่กระจายกำลังโอบล้อมสถานที่แห่งนี้ไว้ ก็ดังแทรกความเงียบขึ้นมาเสียก่อน— *ปัง!* ประตูห้องทรงอักษรถูกถีบกระเด็นเปิดออกด้วยพลังมหาศาล พร้อมกับการปรากฏร่างของแม่ทัพอคินในชุดเกราะเหล็กเต็มยศ รอยยิ้มเยียบเย็นและแววตาดุร้ายราวกับสัตว์ป่ากระหายเลือดกวาดมองเข้ามาภายในห้อง ก่อนที่เขาจะชูราชโองการลับฉบับใหม่ที่เปื้อนคราบโลหิตขึ้นสูง พร้อมกับกล่าวประกาศด้วยน้ำเสียงก้องกังวานที่สั่นประสาทคนฟังจนแทบหยุดหายใจ— "ในนามแห่งราชอาณาจักร ข้าขอประกาศจับกุมผู้สมรู้ร่วมคิดคิดกบฏ... ทุกคน!" มนตรากรรมสะท้อนหวังเป็นอย่างยิ่งว่าท่านรี้ดจะยังคงตรึงใจไปกับเกมการเมืองอันเชือดเฉือนนี้ และพร้อมที่จะร่วมลุ้นระทึกไปกับชะตากรรมของพวกเขากลางพายุแห่งอำนาจในตอนถัดไปนะคะ
สารจากนักเขียน (มนตรากรรมสะท้อน)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หมากรุกกระดานสุดท้ายกับคนตายที่คืนชีพ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%