หมากรุกกระดานสุดท้ายกับคนตายที่คืนชีพ•ตอนที่ 11

คำลวงที่น่าฟัง

ผลงานโดย มนตรากรรมสะท้อน
กลิ่นอายของกำยานดอกกฤษณาที่ลอยวนอยู่ในตำหนักจันทน์กระจ่าง หาได้ช่วยให้บรรยากาศภายในอบอุ่นขึ้นไม่ ยิ่งเมื่อเงาร่างของแม่ทัพอคินทอดทับลงบนฉากกั้นลายปักไหมทอง ความกดดันก็ยิ่งหนักอึ้งดั่งขุนเขาที่กดทับลงบนบ่า "เจ้าหมายความว่าอย่างไร... รวิภา" น้ำเสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ ดวงตาคมกริบดั่งเหยี่ยวทะเลทรายจ้องมองสตรีผู้มีศักดิ์เป็นถึงองค์หญิง แต่กลับยืนหยัดอยู่คนละฟากฝั่งของกระดานอำนาจ องค์หญิงรวิภาแย้มสรسวลน้อยๆ เป็นรอยยิ้มที่งดงามหยาดเยิ้มทว่าเย็นเยียบถึงกระดูกดำ นางค่อยๆ ใช้ปลายนิ้วเรียวรีบรรจงรินน้ำชาลงในถ้วยกระเบื้องเคลือบสีไขไก่ ไอความร้อนสีขาวขุ่นพวยพุ่งขึ้นเคล้าคลอไปกับกลิ่นหอมกรุ่นของใบชาชั้นดีจากแดนใต้ ก่อนจะเลื่อนถ้วยชาใบนั้นไปเบื้องหน้าบุรุษผู้ขึ้นชื่อว่ากระหายอำนาจที่สุดในราชสำนัก "หม่อมฉันไม่ได้หมายความว่าอย่างไรเลยเพคะ... ท่านแม่ทัพอคิน" รวิภาทอดเสียงหวานล้ำ รินรสถ้อยคำด้วยความระมัดระวังดุจผู้เดินบนเส้นด้าย "เพียงแต่... ในยามที่ลมหนาวพัดเปลี่ยนทิศ คนที่เคยยืนเคียงข้างท่านด้วยความจงรักภักดี อาจจะเป็นผู้ถือมีดรอแทงข้างหลังท่านเป็นคนแรกก็เป็นได้" อคินหรี่ตาลงเล็กน้อย กล้ามเนื้อบริเวณกรามขบเข้าหากันจนนูนเด่น เขาแค่นเสียงในลำคออย่างไม่แยแส "เจ้าคิดจะใช้ลิ้นคมๆ ของเจ้ามาปั่นหัวข้าให้ระแวงกองกำลังทหารพิทักษ์เมืองอย่างนั้นหรือ? อย่าลืมว่าคนที่ถือตราประทับกองทัพไว้ในมือคือข้า" "ตราประทับ... เป็นเพียงวัตถุไร้ชีวิตเพคะ" อัครินทร์ที่ยืนสงบนิ่งอยู่เบื้องหลังเงาขององค์หญิงเอ่ยแทรกขึ้น น้ำเสียงของอดีตราชองครักษ์ราบเรียบ เยือกเย็น และบาดลึก "แต่คนที่คุมเสบียงและเส้นทางลำเลียงพลในยามศึก คือรองแม่ทัพซง... คนที่ท่านไว้วางใจที่สุดมิใช่หรือ?" ชื่อนั้นทำให้อคินชะงักไปชั่วลมหายใจ ความเงียบงันเข้าปกคลุมชั่วขณะ แม้เขาจะแสดงออกว่ามั่นคงในอำนาจเพียงใด แต่ความหวาดระแวงที่ถูกหยอดลงมาดั่งหยดน้ำพิษทีละหยด ย่อมกัดกินรากฐานแห่งความเชื่อใจให้ผุกร่อนจากภายใน ในโลกแห่งการแย่งชิงบัลลังก์ ศัตรูที่น่ากลัวที่สุดไม่ใช่คนที่ถือดาบอยู่ตรงหน้า... หากแต่คือคนที่ยืนอยู่ข้างหลังในวันที่หันหลังให้ อคินแค่นหัวเราะออกมาเบาๆ พยายามกลบเกลื่อนความไหววูบในดวงตา "เจ้าเด็กเหลือขอ คิดหรือว่าคำพูดลอยๆ ของอดีตอบยพไร้หัวนอนปลายเท้าอย่างเจ้า จะทำให้ข้าหันไปหักคอพวกเดียวกันเอง?" "หม่อมฉันมิกล้าชี้นำท่านหรอกเพคะ..." รวิภาทอดสายตาคมปลาบไปยังถ้วยชาที่ยังส่งไอระอุ นางขยับกายเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิด กลิ่นหอมอ่อนๆ จากกายสาวชวนให้หลงใหล ทว่าแฝงด้วยพิษสงที่พร้อมปลิดชีพ "เพียงแต่... เมื่อวานนี้ มีม้าเร็วจากค่ายทหารทางเหนือส่งสาสลับไปยังจวนของรองแม่ทัพซง โดยที่ท่านแม่ทัพไม่ล่วงรู้... ท่านคิดว่าเขากำลังเจรจากับใครอยู่หรือเพคะ? หรือบางที... บัลลังก์นี้อาจจะมีเจ้าของใหม่อย่างเงียบๆ โดยที่ท่านเป็นเพียงบันไดให้เขาเหยียบขึ้นไป" คำพูดนั้นราวกับค้อนเหล็กที่ทุบลงกลางใจอคิน ภาพของรองแม่ทัพซงผู้มีท่าทีอ่อนน้อมถ่อมตนเสมอมาผุดขึ้นในหัว พร้อมกับรอยยิ้มที่ดูมีลับลมคมในในงานเลี้ยงครั้งก่อน ความระแวงที่ถูกสะกิดขึ้นมาเริ่มกัดกินความเชื่อใจที่เคยมีทีละน้อย พิษแห่งความสงสัยทำงานรวดเร็วยิ่งกว่ายาพิษชนิดใดในแผ่นดิน อคินหันขวับมามองอัครินทร์และรวิภาสลับกัน สายตาดุดลานดั่งสัตว์ป่าที่เริ่มจนตรอก เขากำมือแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน ในวินาทีนั้นเอง เสียงฝีเท้าหนักหน่วงก็ดังขึ้นที่หน้าตำหนัก ประตูไม้แกะสลักถูกผลักเปิดออกอย่างแรงโดยไม่ได้รับอนุญาต ร่างของทหารยامคนสนิทวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาคุกเข่าลงแทบเท้าของแม่ทัพอคินด้วยความรีบร้อน "ท่านแม่ทัพ... เกิดเรื่องใหญ่แล้วขอรับ!" ทหารนายนั้นละล่ำละลักละลอกพูดด้วยความหวาดกลัว "รองแม่ทัพซง... นำกำลังทหารสามร้อยนายเคลื่อนพลออกจากค่ายหลวงมุ่งหน้าไปยังประตูทิศตะวันตกโดยไม่รอคำสั่งขอรับ!" สีหน้าของอคินเปลี่ยนเป็นสีคล้ำทันที เส้นเลือดที่ขมับเต้นตุบๆ ความระแวงที่รวิภาและอัครินทร์เพิ่งโปรยเมล็ดไว้เมื่อครู่ แตกหน่อและเติบโตเป็นต้นไม้มืดมนในใจเขาอย่างรวดเร็วดั่งต้องมนต์สะกด รวิภาก้มลงมองถ้วยชาเบื้องหน้า รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นที่มุมปากอย่างผู้กุมชัยชนะในเกมกระดานนี้ อคินหันกลับมามองสตรีตรงหน้าด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความแค้นเคืองและสับสนระคนกัน เขาคว้าถ้วยชาบนโต๊ะขึ้นมาซดรวดเดียวหมดแก้วเพื่อดับความร้อนรุ่มในอก โดยไม่ทันสังเกตเห็นประกายตาวาวโรจน์ของอัครินทร์ที่จ้องมองหยดน้ำชาหยดสุดท้ายที่ไหลรินผ่านมุมปากของแม่ทัพใหญ่... พร้อมกับรอยยิ้มเยือกเย็นที่สะท้อนอยู่ในความมืดมิดของราตรีนี้ และในวินาทีที่อคินกระแทกถ้วยแร็กลงบนโต๊ะอย่างแรง เสียงทุ้มต่ำของผู้มาใหม่คนหนึ่งก็ดังแทรกขึ้นจากความมืดที่ประตูหลังตำหนัก... "ช้าก่อน... ท่านแม่ทัพ เกรงว่าท่านจะเข้าใจรองแม่ทัพซงผิดไปเสียแล้วกระมัง เพราะคนที่กำลังจะนำทหารเข้าปิดล้อมจวนของท่านในตอนนี้... หาใช่ซงไม่ แต่เป็นคนของฝ่าบาทต่างหากล่ะ" มนตรากรรมสะท้อนหวังเป็นอย่างยิ่งว่าท่านรี้ดจะยังคงตรึงใจไปกับเกมการเมืองอันเชือดเฉือนนี้ และพร้อมที่จะร่วมลุ้นระทึกไปกับชะตากรรมของพวกเขากลางพายุแห่งอำนาจในตอนถัดไปนะคะ
สารจากนักเขียน (มนตรากรรมสะท้อน)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หมากรุกกระดานสุดท้ายกับคนตายที่คืนชีพ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%