กลิ่นอายจางๆ ของรากโสมป่าและสมุนไพรจีนเกรดพรีเมียมยังคงลอยอบอวลอยู่กลางอากาศ ผสมผสานกับกลิ่นอายความกดดันที่พุ่งสูงจนแทบจะคว้ามือไปคว้าจับต้องได้
ร่างบางของหลินมู่เฟยแข็งค้างเป็นหุ่นกระบอก ดวงตากลมโตฉายแววตื่นตระหนกยามกวาดมองสมุนไพรหายากในมิติที่ยังคงวางกองอยู่บนโต๊ะไม้เก่าๆ ด้านหลัง สมองของเธอกำลังประมวลผลอย่างรวดเร็วจนแทบไหม้เกรียม การทะลุมิติมาอยู่ในยุค 70-80 พร้อมกับมิติลับคือความลับที่ยิ่งใหญ่ที่สุด หากถูกล่วงรู้ เธออาจถูกมองว่าเป็นปีศาจหรือสายลับ และนั่นหมายถึงหายนะของคนรอบตัว
ทว่า... อ้อมกว้างที่แผ่ไออุ่นอันคุ้นเคยกลับก้าวเข้ามาบังร่างของเธอไว้มิดชิดเสียก่อน
แผ่นหลังกว้างของถังจื่อหานเปรียบเสมือนกำแพงเหล็กกล้า นายทหารหนุ่มยืนหยัดด้วยท่าทีสง่างาม แววตาคมกริบดุจใบมีดโกนจ้องมองไปยังผู้บุกรุกยามวิกาลด้วยรังสีอำมหิตที่พร้อมจะฉีกกระชากอีกฝ่ายเป็นชิ้นๆ หากกล้าแตะต้องภรรยาของเขาแม้แต่ปลายนิ้ว
“จื่อหาน... คือว่าฉัน...” หลินมู่เฟยเม้มริมฝีปากแน่น หัวใจดวงน้อยเต้นระรัวราวกับกลองศึก ความกลัวที่จะสูญเสียความไว้ใจฉายชัดในแววตาคู่สวย
แต่ถังจื่อหานกลับไม่ได้หันกลับมามองด้วยสายตาหวาดระแวงอย่างที่เธอจินตนาการ ร่างสูงเพียงแค่เอื้อมมือไปด้านหลัง ปัดป้องวัตถุแปลกปลอมออกจากสายตาของบุคคลภายนอกอย่างแนบเนียน ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำทรงพลังที่แฝงไปด้วยความเด็ดเดี่ยว
“ออกไปก่อนครับ... ไม่สิ ออกไปจากห้องนี้ซะ คนของผม ผมจัดการเอง” ถังจื่อหานเอ่ยเสียงเย็นเยียบใส่ผู้บุกรุก ซึ่งไม่ใช่ใครอื่นนอกจากสหายร่วมรบคนสนิทที่บังเอิญผ่านมาเห็นเข้าพอดี
เมื่อความตึงเครียดคลี่คลายลงชั่วขณะหลังจากผู้บุกรุกถอยร่นออกไปด้วยแรงกดดันมหาศาล ประตูไม้ก็ถูกปิดลงอย่างไร้เสียง ภายในห้องเหลือเพียงความเงียบงันที่บีบคั้นหัวใจ หลินมู่เฟยสูดหายใจเข้าลึก ริมฝีปากบางเม้มเข้าหากันจนซีดเซียว เธอกำลังเตรียมใจยอมรับคำพิพากษาจากชายหนุ่มผู้เป็นสามี
ทว่า... ถังจื่อหานกลับหันกลับมาทรุดตัวลงนั่งคุกเข่าข้างหนึ่งต่อหน้าเธอ มือหนาหยาบกร้านจากการจับอาวุธและทำไร่ไถนาเอื้อมขึ้นมาประคองมือเรียวบางที่กำลังสั่นเทาไว้อย่างแผ่วเบา ราวกับกลัวว่าหากออกแรงมากเกินไป 1 ชีวิตตรงหน้าจะสลายหายไปในอากาศ
“มองหน้าผม มู่เฟย” น้ำเสียงของเขาไม่ได้มีความโกรธเกรี้ยว หรือหวาดกลัวอย่างที่เธอกลัวแม้แต่น้อย มีเพียงความลึกซึ้งและจริงจังจนน่าตกใจ
หลินมู่เฟยเงยหน้าขึ้นสบตา ดวงตาคู่คมของนายทหารหนุ่มฉายแววอ่อนโยนจนน่าประหลาด “คุณ... ไม่กลัวฉันหรือ?” เธอกลั้นใจเอถามออกไป เสียงสั่นเครือเล็กน้อย
ถังจื่อหานระบายยิ้มจางๆ รอยยิ้มที่หาดูได้ยากยิ่ง มันเป็นรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความรู้สึกอัดอั้นมาเนิ่นนาน นิ้วโป้งหยาบเกลี่ยหลังมือเธอเบาๆ เพื่อส่งผ่านความอบอุ่น
“กลัว? ทำไมผมต้องกลัวภรรยาตัวเองด้วยเล่า” ถังจื่อหานแค่นหัวเราะในลำคอเบาๆ แววตาทอประกายลุ่มลึก “คุณคิดว่าผมเป็นคนโง่หรือไง มู่เฟย? ผู้หญิงชาวนาขี้โรคที่วันๆ เอาแต่ไอโขลกในวันวาน จู่ๆ จะมีความรู้เรื่องสมุนไพรล้ำค่า สามารถปรุงยาต้านโรคระบาดได้ชั่วข้ามคืน แถมยังมีข้าวของแปลกๆ โผล่ออกมาไม่ขาดสาย... ผมสังเกตเห็นมานานแล้ว”
หัวใจของหลินมู่เฟยกระตุกวูบ “คุณ... รู้มาตลอด?”
“ใช่ ผมรู้” ถังจื่อหานขยับเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิด กลิ่นอายบุรุษเพศและเหงื่อจางๆ จากการฝึกฝนผสมผสานกับกลิ่นหอมสะอาดของสบู่ก้อน ถูกแทนที่ด้วยความจริงจังในน้ำเสียง “แต่ผมไม่เคยคิดจะสืบสาวราวเรื่อง เพราะไม่ว่าคุณจะเป็นใคร หรือมาจากที่ไหน สิ่งเดียวที่ผมสนใจ... คือผู้หญิงคนนี้คือภรรยาของผม คือคนที่ผมสาบานต่อหน้าธงชาติและแผ่นดินว่าจะปกป้องด้วยชีวิต”
คำสารภาพที่หลุดออกมาจากปากของนายทหารผู้เงียบขรึมและเย็นชาต่อโลกภายนอก กลับพรั่งพรูไปด้วยความคลั่งรักและความซื่อตรงอย่างถึงที่สุด ถังจื่อหานไม่ใช่คนพูดเก่ง เขาไม่รู้ว่าบทกวีรักเขาแต่งกันอย่างไร รู้เพียงแค่ว่าหัวใจดวงนี้มอบให้ผู้หญิงตรงหน้าไปตั้งแต่วินาทีแรกที่เธอเข้ามาเปลี่ยนบ้านรกร้างหลังนี้ให้กลายเป็นวิมาน
“มู่เฟย... คุณอาจจะมีความลับที่ยิ่งใหญ่ แต่ความลับที่ยิ่งใหญ่กว่านั้นคือ ผมรักคุณ” ถังจื่อหานเอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบพร่า แววตาคมกริบสะท้อนภาพใบหน้าหวานของเธอไว้อย่างชัดเจนเพียงผู้เดียว “ไม่ว่าคุณจะเสกสมุนไพรวิเศษมาจากไหน หรือซ่อนโลกอีกใบไว้ที่ใด จำไว้ว่าถังจื่อหานคนนี้จะเป็นโล่กำบังให้คุณ จะไม่มีใครหน้าไหนทำร้ายคุณได้ แม้แต่เงาของตัวเองก็ตาม”
ความอบอุ่นแผ่ซ่านลามเลียไปทั่วร่างกาย หลินมู่เฟยรู้สึกราวกับขอบตาพาลจะร้อนผ่าว ความโดดเดี่ยวอ้างว้างจากการทะลุมิติมาอยู่ในโลกที่ไม่คุ้นเคย ถูกชะล้างออกไปด้วยความหนักแน่นและจริงใจของสามีหนุ่มผู้ไม่เคยเอ่ยคำหวานแต่กระทำทุกอย่างด้วยชีวิต
มือเรียวเล็กยื่นไปโอบรอบลำคอแกร่งของเขาโดยไม่ลังเล ใบหน้าหวานซบลงกับลาดไหล่กว้าง สูดดมกลิ่นกายที่สร้างความปลอดภัยให้เธอได้มากที่สุด ถังจื่อหานไม่รอช้า สองแขนแข็งแรงรวบร่างบางเข้าสู่อ้อมกอด แนบแน่นราวกับจะหลอมรวมเป็นร่างเดียวกัน บรรยากาศภายในห้องเต็มไปด้วยความหวานชื่นที่อบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของสมุนไพร
ทว่า... ในขณะที่หัวใจทั้งสองดวงกำลังประสานกันเป็นหนึ่งเดียว ท่ามกลางความเงียบยามดึกสงัด
*ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!*
เสียงเคาะประตูด้านนอกดังขึ้นอย่างกะทันหัน ตามมาด้วยเสียงทุบและเสียงตะโกนโวยวายของเพื่อนบ้านตัวแสบประจำหมู่บ้านที่มักจะหาเรื่องไม่เว้นแต่ละวัน
“เปิดประตูนะเว้ย! ข้าได้กลิ่นอะไรหอมๆ ลอยออกมาจากบ้านพวกแกฟุ้งไปหมด! อย่าบอกนะว่าแอบซ่อนเนื้อตุ๋นไว้กินคนเดียว คายออกมาเดี๋ยวนี้!”
ถังจื่อหานผละออกจากอ้อมกอดช้าๆ แววตาที่เมื่อครู่ยังเต็มไปด้วยความอ่อนโยน คมกริบและเย็นเยียบลงจนถึงขั้วหัวใจในเสี้ยววินาที ร่างสูงลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ใบหน้าหล่อเหลาบึ้งตึงดุจพญายมที่พร้อมจะลากคอคนมารับโทษทัณฑ์
หลินมู่เฟยยกย่องมุมปากขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มเย็นเยียบปรากฏบนใบหน้าหวาน ท่ามกลางกลิ่นหอมกรุ่นของอาหารในมิติที่ยังคงคุกกรุ่นอยู่
ขอบพระคุณที่ติดตามอ่านตอนที่ 14 ไปด้วยกันนะคะ!
เซียนเครื่องเทศกับสหายร่วมรบในยุคขาดแคลน•ตอนที่ 14
คำสารภาพของนายทหาร
ผลงานโดย ไป๋เป่าเปาของแม่
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ไป๋เป่าเปาของแม่)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนเครื่องเทศกับสหายร่วมรบในยุคขาดแคลน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!