เซียนเครื่องเทศกับสหายร่วมรบในยุคขาดแคลน•ตอนที่ 16

ฟาดฟันด้วยกฎหมาย

ผลงานโดย ไป๋เป่าเปาของแม่
เสียงกระแทกแฟ้มเอกสารปกกระดาษสีน้ำตาลลงบนโต๊ะไม้เนื้อแข็งดังสะท้านไปทั่วห้องทำงานของคณะกรรมการหมู่บ้าน กลิ่นอายความอับชื้นของกระดาษเก่าและกลิ่นหมึกจีนราคาถูกลอยคละคลุ้งปะปนกับกลิ่นเหงื่อไคลของผู้คน แต่ไม่มีใครใส่ใจบรรยากาศรอบตัวในวินาทีนี้ สายตาทุกคู่ต่างพุ่งตรงไปยังร่างเพรียวบางของหญิงสาวที่ยืนนิ่งสงบราวกับรูปสลักหยกสลักเสลา หลินมู่เฟยไม่ได้ขยับเขยื้อน ทว่าดวงตากลับหรี่แคบลงด้วยความระอุของโทสะที่พุ่งพล่านถึงขีดสุด ความทรงจำของร่างเดิมและสติปัญญาจากเซียนปรุงยาผู้ผ่านความเป็นความตายมานับครั้งไม่ถ้วนผสานหลอมรวมกันอย่างสมบูรณ์แบบ มือเรียวบางที่ซ่อนอยู่ใต้ชายแขนเสื้อประสานเข้าหากันแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด "หลินมู่เฟย เธออย่าได้ใจให้มันมากนักนะ! ต่อให้เธอจะแต่งงานกับทหารยศสูงมาจากไหน แต่ที่นี่คือหลุมฝังศพของตระกูลหลิน ที่ดินแปลงนี้และบ้านหลังนั้นเป็นสมบัติที่บรรพบุรุษทิ้งไว้ให้ลูกหลานตระกูลหลิน ผู้หญิงที่แต่งออกไปแล้วไม่มีสิทธิ์มาฮุบสมบัติเด็ดขาด!" เสียงแหลมสูงของป้าสะใภ้ใหญ่แผดลั่นจนผนังห้องแทบสั่นสะเทือน หล่อนจงใจเบะปากแสดงความเหยียดหยาม พร้อมกับส่งสายตากราดเกรี้ยวไปยังร่างสูงใหญ่ของถังจื่อหานที่ยืนตระหง่านอยู่เบื้องหลังภรรยา ราวกับพญาอินทรีที่กำลังกางปีกปกป้องลูกนก ถังจื่อหานไม่ปริปากพูดแม้แต่คำเดียว ร่างกายกำยำในชุดทหารสีเขียวเข้มไร้ซึ่งเครื่องหมายยศสะท้อนรัศมีกดดันอันน่าสะพรึงกลัว ดวงตาคมกริบกวาดมองหน้าหัวหน้าหมู่บ้านและบรรดาญาติผู้พี่ที่มารุมทึ้งอย่างเยียบเย็น นิ้วมือหนากุมด้ามกระบี่ข้างกายไว้หลวมๆ คล้ายพร้อมจะฟาดฟันทุกผู้คนที่กล้าทำให้ภรรยาของตนต้องขุ่นเคืองใจ "สมบัติที่บรรพบุรุษทิ้งไว้?" หลินมู่เฟยแค่นหัวเราะออกมาเบาๆ เสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความขบขัน แต่มันกลับทำให้ผู้ฟังรู้สึกหนสันหลังวาบอย่างประหลาด หล่อนก้าวเท้าออกไปข้างหน้าหนึ่งก้าว อาการขี้โรคที่เคยสำแดงออกในอดีตมลายหายสิ้น เหลือเพียงสตรีผู้สง่างามและทรงอำนาจเกินกว่าหญิงชาวบ้านทั่วไปจะเทียบเคียง "ป้าสะใภ้ใหญ่ พูดจาต้องระวังปากหน่อยนะคะ ที่ดินสามหมู่นั้นเป็นมรดกที่ท่านตาของฉันยกให้มารดา และมารดาก็ยกให้ฉันอย่างถูกต้องตามกฎหมายเมื่อครั้งแต่งงาน ส่วนบ้านหลังนั้น ฉันเป็นคนใช้เงินหยวนที่สามีส่งมาให้ซ่อมแซมและสร้างใหม่ด้วยหยาดเหงื่อแรงงานของตัวเอง ไม่เคยมีเศษเงินหรือเศษไม้สักท่อนเดียวมาจากตระกูลหลินอันน่ารังเกียจของพวกท่าน!" "เ호!อวดดีนักนะนังเด็กนี่! แกกล้าเถียงผู้ใหญ่รึ!" ลุงใหญ่ตบโต๊ะฉาดใหญ่ ลุกขึ้นยืนชี้หน้าด่าทอด้วยความโกรธเกรี้ยว "กฎหมายอะไร ฉันไม่รู้จัก! รู้จักแต่กฎของหมู่บ้าน ลูกสาวแต่งออกไปก็เหมือนน้ำที่สาดออกไป ไม่มีสิทธิ์ในกองมรดก หัวหน้าหมู่บ้านท่านก็ช่วยพูดหน่อยสิครับ แบบนี้มันอกตัญญูชัดๆ!" หัวหน้าหมู่บ้านหลิวถอนหายใจเฮือกใหญ่ สีหน้าเต็มไปด้วยความลำบากใจ เขาเหลือบมองเอกสารในมือสลับกับใบหน้าเรียบเฉยของหลินมู่เฟย "มู่เฟยนะ... ทางตระกูลหลินเขาก็มีเหตุผลของเขา ลูกสาวแต่งงานแล้วควรจะอยู่ปรนนิบัติสามี ไม่ควรมาแย่งชิงที่ดินทำกินกับพี่น้องร่วมตระกูล ยอมความกันไปเถอะ แบ่งที่ดินให้พวกเขาไปสักครึ่งหนึ่ง เรื่องจะได้จบๆ กันไป" *ยอมความ? ฝันไปเถอะค่ะ!* มู่เฟยลอบยิ้มเยาะในใจ ความคิดของคนยุคนี้ยังคงจมปลักอยู่กับอำนาจมืดของญาติผู้ใหญ่และความไร้เดียงสาทางกฎหมาย พวกเขาคิดว่าใช้วิธีรุมล้อมกดดันแล้วหล่อนจะต้องยอมจำนนเหมือนอดีตที่ผ่านมาอย่างนั้นหรือ? "หัวหน้าหลิวพูดได้น่าฟังมากค่ะ..." หลินมู่เฟยเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ทว่าทุกคำพูดกลับทรงพลังราวกับค้อนเหล็กที่ทุบลงกลางใจคน "ท่านบอกให้ฉันยอมความ แต่ท่านคงลืมดูข้อกฎหมายสำคัญข้อหนึ่งไปเสียสนิท..." หล่อนหยิบเอกสารแผ่นหนึ่งออกจากกระเป๋าเสื้ออย่างใจเย็น กระดาษแผ่นนั้นถูกรีดจนเรียบตึง ปรากฏตราประทับสีแดงสดของสำนักงานทะเบียนราษฎร์และหน่วยงานรัฐวิสาหกิจอำเภออย่างชัดเจน "นี่คือ 'กฎหมายการแต่งงานและครอบครัวแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ปี ค.ศ. 1950' มาตราที่ 10 และมาตราที่ 13 ระบุไว้อย่างชัดเจนแจ่มแจ้งว่า ทรัพย์สินที่ได้มาก่อนการแต่งงานถือเป็นทรัพย์สินส่วนบุคคลของคู่สมทบฝ่ายนั้นๆ และห้ามมิให้บุคคลที่สาม ไม่ว่าจะเป็นญาติพี่น้องฝ่ายบิดาหรือมารดา เข้ามาแทรกแซงหรือยึดครองโดยพละการ..." หลินมู่เฟยไล่สายตามองหน้าบรรดาญาติผู้พี่ที่เริ่มหน้าซีดเผือดทีละคน "และเอกสารฉบับนี้ คือ 'หนังสือแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง' ที่โอนชื่อมาเป็นของฉันแต่เพียงผู้เดียวอย่างถูกต้องตามกฎหมายบ้านเมือง ไม่ใช่กฎบ้าๆ บอๆ ในกะဪลาของพวกท่าน!" ความเงียบกะทันหันเข้าปกคลุมห้องทำงานจนได้ยินเสียงลมหายใจ เสียงกระดาษสั่นพับๆ ในมือของลุงใหญ่ที่หน้าถอดสี ริมฝีปากอ้าค้างพูดไม่ออก หล่อนไม่คาดคิดว่าผู้หญิงชนบทที่วันๆ เอาแต่ก้มหน้าก้มตาทำงานจะยกข้อกฎหมายบ้านเมืองมาฟาดฟันพวกเขาได้อย่างฉะฉานและแม่นยำปานนี้! "แก... แกไปเอาเอกสารนี่มาจากไหน!" ป้าสะใภ้ใหญ่กรีดร้องเสียงหลง พยายามจะพุ่งเข้ามาแย่งกระดาษในมือของหลินมู่เฟยด้วยความโกรธจัดจนขาดสติ ทว่า— *พรึบ!* ร่างสูงใหญ่ของถังจื่อหานขยับตัวเพียงเสี้ยววินาที มือหนาคว้าข้อมือของป้าสะใภ้ใหญ่ไว้แน่นราศคีมเหล็ก แรงกดดันอันมหาศาลจากสนามรบแผ่ซ่านออกมาจนอีกฝ่ายเข่าทรุดลงไปกองกับพื้น ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวดแต่ไร้ซึ่งเสียงร้องเล็ดลอด "ถ้าไม่อยากให้มือคู่นี้หัก ก็ลองขยับดูอีกสักนิดสิครับ" เสียงทุบต่ำกังวานราวกับเสียงคำรามของพยัคฆ์หนุ่มดังลอดไรฟัน มันเต็มไปด้วยความเหี้ยมเกรียมและพร้อมจะทำลายล้างผู้ที่กล้าแตะต้องภรรยาอย่างไร้ความปรานี หัวหน้าหมู่บ้านหลิวหน้าซีดเผือด รีบลุกขึ้นละล่ำละลักห้ามปราม "คุณถัง! ใจเย็นๆ ครับ อย่าใช้กำลังในสถานที่ราชการเลย!" หลินมู่เฟยยกมือขึ้นแตะแขนสามีเบาๆ เป็นเชิงบอกให้ผ่อนแรง ถังจื่อหานชะงักเล็กน้อย ก่อนจะสะบัดมือป้าสะใภ้ใหญ่ออกราวกับรังเกียจเดียดฉันท์ แล้วดึงร่างบางของภรรยาเข้ามาชิดกายโอบกอดไว้ด้วยความทะนุถนอม สายตาคมกริบยังคงจดจ้องกลุ่มคนตระกูลหลินราวกับเสือจ้องเหยื่อ "ฉันไม่ได้มาเพื่อทะเลาะกับพวกท่านในวันนี้..." มู่เฟยปัดชายเสื้อของตนให้เรียบร้อย รอยยิ้มเย้ยหยันปรากฏขึ้นที่มุมปาก "แต่ฉันมาเพื่อแจ้งเตือน... หากพวกท่านยังกล้าส่งคนมารังofบหรือบุกรุกที่ดินของฉันอีกแม้แต่ก้าวเดียว ข้อหา 'ละเมิดทรัพย์สินส่วนบุคคล' และ 'ข่มขู่กรรโชกทรัพย์' จะไปปรากฏอยู่ที่สถานีตำรวจอำเภอในวันรุ่งขึ้นทันที คุกที่นั่นฉันได้ยินว่าต้อนรับนักโทษหน้าหนาได้ดีเสียด้วย ไม่รู้ว่าพวกท่าน... จะมีปัญญาหาเงินมาประกันตัวกันกี่คนคะ?" บรรดาญาติพี่น้องตระกูลหลินต่างกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ไม่มีใครกล้าสบตาหญิงสาวอีกต่อไป ความฮึกเหิมเมื่อครู่มลายหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงความหวาดกลัวที่เกาะกุมหัวใจ เมื่อเห็นว่าบรรลุเป้าหมายและต้อนพวกปลิงดูดเลือดจนมุมแล้ว หลินมู่เฟยก็ไม่คิดจะเสียเวลาอยู่ที่นี่อีกต่อไป หล่อนหันไปส่งยิ้มหวานหยาดเยิ้มให้กับสามีหนุ่มผู้คลั่งรักที่ยืนอยู่ข้างกาย "จื่อหานคะ เรากลับบ้านกันเถอะค่ะ ป่านนี้แป้งหมักซาลาเปากับน้ำซุปกระดูกหมูตุ๋นยาจีนที่ฉันเตรียมไว้คงได้ที่พอดี วันนี้ฉันจะทำเมนูโปรดให้คุณทานเป็นรางวัลนะคะ" ถังจื่อหานมองภรรยาด้วยแววตาที่ฉายประกายความอ่อนโยนจนแทบละลาย มุมปากหยักลึกยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย "ครับ เมนูอะไรที่ภรรยาทำ... ผมก็ชอบทานทั้งนั้น" ทั้งสองเดินเคียงคู่กันออกจากห้องทำงานคณะกรรมการหมู่บ้าน ทิ้งให้เบื้องหลังจมอยู่กับความเงียบงันและความพ่ายแพ้อย่างราบคาบ ทว่า ท่ามกลางบรรยากาศยามเย็นที่พระอาทิตย์กำลังจะลับขอบฟ้า และกลิ่นอายความสุขในครอบครัวที่กำลังจะเริ่มต้นขึ้นอย่างแท้จริง... เมื่อสองสามีภรรยาก้าวเท้าพ้นประตูรั้วบ้านพักของตนเอง หลินมู่เฟยก็ต้องชะงักกึก ร่างเพรียวแข็งทื่อไปชั่วขณะ ที่หน้าประตูกระท่อมไม้—มีตะกร้าไม้สานเก่าๆ วางทิ้งไว้อย่างโดดเดี่ยว ข้างในมีผ้าห่อเด็กสีซีดเก่าคร่ำคร่าส่งเสียงร้องออุแอะแผ่วเบาดังออกมา พร้อมกับจดหมายฉบับหนึ่งที่ปักด้วยมีดสั้นเล่มเล็กเสียบติดไว้กับขอบไม้ และกลิ่นหอมจางๆ ของเครื่องเทศแปลกประหลาดที่ลอยแตะจมูก ซึ่งหลินมู่เฟยจำได้ทันทีว่าเป็นกลิ่นอายของ 'สำนักโอสถโลหิต' จากโลกเซียนที่นางจากมา! ฝากคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้นักเขียนคนนี้ด้วยนะคะ ❤️
สารจากนักเขียน (ไป๋เป่าเปาของแม่)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนเครื่องเทศกับสหายร่วมรบในยุคขาดแคลน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%