เซียนเครื่องเทศกับสหายร่วมรบในยุคขาดแคลน•ตอนที่ 2

แยกบ้านคือทางรอด

ผลงานโดย ไป๋เป่าเปาของแม่
"ถ้าพวกท่านยังยืนกรานจะผูกขาดส่วนแบ่งหยาดเหงื่อแรงงานของฉันกับจื่อหานไว้ทั้งหมด เกรงว่าหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นฉบับวันพรุ่งนี้... อาจจะสนใจเรื่องราวความกตัญญูอันบิดเบี้ยวของตระกูลหลินขึ้นมาบ้างกระมังคะ" ซุ่มเสียงหวานใสแต่เย็นเยียบจนน่าขนลุกของหลินมู่เฟยดังขึ้น ท่า่ามกลางความเงียบงันของห้องโถงใหญ่ บ้านเรือนไม้เก่าๆ ที่ส่งกลิ่นอับของความโลภและคราบน้ำตา หลินมู่เฟยในชุดเสื้อผ้าฝ้ายเก่าซอมซ่อทว่าแผ่นหลังกลับยืดตรงสง่างาม นางไม่ได้หันไปมองเงาดำที่แอบอยู่หน้าต่างเมื่อครู่ เนื่องจากเป้าหมายตรงหน้าเน่าเฟะเสียยิ่งกว่าแมลงวันตอมต้อยเสียอีก แม่ใหญ่หลินสะดุ้งเฮือก มือที่ถือกล้องยาเส้นสั่นเทาด้วยความโกรธจัด ใบหน้าเหี่ยวย่นบิดเบี้ยวจนแทบไม่เหลือเค้าโครงเดิม "นังตัวดี! แกกล้าดียังไงมาขู่ตระกูลหลินของพวกเรา! แกมันก็แค่ผู้หญิงขี้โรคที่แต่งเข้ามาผลาญเสบียง สามีของแกพิการปางตายกลับมาจากสนามรบ ยังกล้ามาอวดดีขอแยกบ้านเรอะ ฝันไปเถอะ!" เสียงกรีดร้องแหลมสูงของสะใภ้รองเสริมทัพขึ้นทันที นางยืนเท้าสะเอวถลึงตาใส่ด้วยความเกลียดชัง "ใช่! อยากแยกบ้านนักใช่ไหม? งั้นก็คายเงินบำนาญทหารของพี่ใหญ่ถังออกมาให้หมด! แล้วไสหัวออกไปตัวเปล่าเล่า!" หลินมู่เฟยหรี่ตาลงเล็กน้อย รอยยิ้มเยาะหยันผุดขึ้นที่มุมปาก นางไม่ได้หวาดกลัวเสียงเห่าหอนของสุนัขบ้าเหล่านี้แม้แต่น้อย อดีตเซียนปรุงยาผู้ผ่านความเป็นความตายมานับครั้งไม่ถ้วน ย่อมมองทะลุปรุโปร่งถึงความหวาดกลัวที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความเกรี้ยวกราดนั้น ตระกูลหลินกำลังร้อนเงิน พนันติดหนี้ก้อนโตจากบ่อนใต้ดินในอำเภอ นางรู้เรื่องนี้ดีจากความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม "เงินบำนาญงั้นหรือคะ?" มู่เฟยแค่นหัวเราะเบาๆ ก้าวเท้าช้าๆ ไปยืนอยู่เบื้องหน้าแม่ใหญ่หลิน ความกดดันที่แผ่ออกมาจากตัวนางทำให้ผู้เฒ่าถึงกับผงะถอยหลังโดยไม่รู้ตัว "เงินก้อนนั้นถูกพวกท่านสูบไปจนเกลี้ยงตั้งแต่สามีฉันก้าวเข้าบ้านนี้มาแล้วกระมังคะ อย่าว่าแต่เงินเลย แม้แต่ข้าวสารกรอกหม้อพวกท่านยังแบ่งให้พวกเราแค่รำข้าวขึ้นรา... แบบนี้ไม่เรียกว่าครอบครัวค่ะ เขาเรียกว่า 'ปลิงดูดเลือด' ต่างหาก" "แก...!" แม่ใหญ่หลินหน้าดำคร่ำเครียดจนหายใจไม่ทั่วท้อง "เงียบปากเสีย!" เสียงทุ้มต่ำแต่ทรงพลังดังก้องกังวานราวกับเสียงคำรามของพยัคฆ์บาดเจ็บ ถังจื่อหานก้าวเข้ามาในห้องโถงด้วยฝีเท้าหนักแน่น แม้ขาข้างหนึ่งจะยังต้องใช้ไม้เท้าพยุงและมีร่องรอยความเจ็บปวดจากพิษสงคราม แต่ไอสังหารและรัศมีอำนาจที่แผ่ออกมาจากร่างสูงใหญ่กลับทำให้ทุกคนในห้องต้องกลั้นหายใจ ใบหน้าคมคายไร้หนวดเคราแต่เต็มไปด้วยแผลเป็นจางๆ ราบเรียบเย็นชา ดวงตาคมกริบกวาดมองคนตระกูลหลินทีละคนราวกับมองซากศพ เขายื่นมือหนามาโอบไหล่บางของภรรยาไว้ หลวมๆ ทว่ามั่นคง ไออุ่นจากฝ่ามือของชายหนุ่มส่งผ่านเนื้อผ้าเข้ามา ฮีลความเหนื่อยล้าในใจของมู่เฟยให้สงบลงอย่างประหลาด "ภรรยาของผมพูดถูกทุกประการ" ถังจื่อหานเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ซึ่งความลังเล "วันนี้พวกเราจะ 'แยกบ้าน' ไม่ว่าพวกท่านจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม หากใครกล้าขัดขวาง... ก็ลองก้าวข้ามศพผมไปก่อน" บรรยากาศในห้องตึงเครียดจนแทบจะใช้มีดตัดได้ หลินมู่เฟยแอบอมยิ้มในใจ สามีสายซัพพอร์ตคนนี้ ช่างถูกใจนางเสียจริง ไม่เสียแรงที่นางแอบผสมยาสมานแผลและบำรุงกำลังชั้นยอดลงในน้ำแกงให้เขาดื่มทุกวันในช่วงนี้ ท่าทีเด็ดเดี่ยวของทั้งคู่ทำให้ผู้นำตระกูล (ปู่หลิน) ที่นั่งเงียบมานานต้องเคาะไปป์ลงกับพื้นเสียงดังลั่นเพื่อระงับสติอารมณ์ สายตาขุ่นเคัวมองหลานสาวนอกไส้และหลานเขยพิการอย่างประเมินสถานการณ์ "พวกเจ้า... แน่ใจแล้วหรือว่าจะไปอยู่กันเองที่กระท่อมปลายนาหลังนั้น? ที่นั่นไม่มีแม้แต่เสบียง หน้าหนาวก็ใกล้จะมาถึงแล้ว พวกเจ้าจะเอาตัวรอดกันอย่างไร?" ปู่หลินเอ่ยเสียงแหบพร่า "เรื่องนั้นไม่ต้องรบกวนให้ปู่ต้องเป็นห่วงหรอกค่ะ" มู่เฟยตอบทันควัน ดวงตากลมโตเป็นประกายเจิดจ้า "ขอแค่ท่านลงชื่อใน 'หนังสือแยกบ้าน' ฉบับนี้ และคืนโฉนดที่ดินแปลงเล็กปลายนาให้เราอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ข้าวของอย่างอื่น... พวกเราไม่ขอสักชิ้นเดียว!" แม่ใหญ่หลินกับสะใภ้รองสบตากันทันที ความโลภฉายชัดในแววตา กระท่อมปลายนาเก่าๆ หลังนั้นใกล้จะพังมิพังแหล่ ดินก็แห้งแล้งปลูกอะไรไม่ขึ้น การให้สองคนนั้นไปตายดาบหน้าแถมยังสลัดภาระคนพิการออกไปได้... นับว่าคุ้มยิ่งกว่าคุ้ม! "ดี! ในเมื่อพวกแกอยากรนหาที่ตายเอง ก็อย่าหาว่าพวกฉันใจร้าย!" ปู่หลินตบโต๊ะตัดสินใจคว้าพู่กันจุ่มหมึกแล้วกดลายมือชื่อลงในกระดาษอย่างไม่รีรอ พร้อมประทับรอยนิ้วมือสีแดงฉาน เมื่อได้เอกสารสำคัญมาอยู่ในมือ หลินมู่เฟยก็ระบายยิ้มกว้างออกมาอย่างงดงาม นางพับกระดาษเก็บใส่ในอกเสื้ออย่างทะนุถนอม ก่อนจะหันไปสบตากับถังจื่อหาน ทั้งคู่ส่งยิ้มให้กันด้วยความรู้สึกโล่งอก ราวกับภูเขาหินที่กดทับอกมานานนับปีได้ถูกยกออกไปแล้ว "ตระกูลหลิน... ต่อจากนี้ไป ทางใครทางมันค่ะ" มู่เฟยกล่าวทิ้งท้ายด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่ทรงพลัง ก่อนจะหมุนตัวเดินเคียงคู่สามีออกจากบ้านหลังนั้นท่าย์กลางสายตาอิจฉาริษยาและสมเพชเวทนาของคนในครอบครัว ทว่า เมื่อเดินพ้นเขตบ้านตระกูลหลินมาได้ไม่ไกลนัก ลมยามเย็นก็พัดพาเอา 'กลิ่นหอม' ประหลาดสายหนึ่งลอยมาแตะจมูกของหลินมู่เฟยเข้าอย่างจัง กลิ่นหอมล้ำลึกของเครื่องเทศสิบแปดชนิด ผสมผสานกับกลิ่นเนื้อตุ๋นซีอิ๊วที่เคี่ยวจนเปื่อยนุ่มละลายในปาก... มันไม่ใช่กลิ่นอาหารธรรมดาในยุคข้าวยากหมากแพงเช่นนี้แน่! ถังจื่อหานชะงักฝีเท้าลงทันที เขาก้มมองภรรยาที่กำลังขมวดคิ้วมุ่นด้วยความสงสัย "มู่เฟย... กลิ่นนี่มัน..." ชายหนุ่มยังไม่ทันเอ่ยจบประโยค เสียงฝีเท้าฝุ่นตลบก็ดังขึ้นจากทางเดินแคบๆ หน้าหมู่บ้าน พร้อมกับร่างของหญิงสาวแปลกหน้าคนหนึ่งที่วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาขวางทางพวกเขาไว้ "คุณ... คุณคือภรรยาของสหายถังใช่ไหมคะ? ช่วยด้วย! เกิดเรื่องใหญ่แล้ว! ในครัวของคุณ... มี... มีบางอย่างกำลังลุกไหม้ แต่... แต่มันส่งกลิ่นหอมจนคนทั้งหมู่บ้านแทบคลั่งไปหมดแล้วนะ!" หลินมู่เฟยเบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อย หัวใจกระตุกวูบ *แย่แล้ว... มิติลับในครัวของนาง เกิดความผิดปกติอะไรขึ้นกันแน่?!* --- *(เชิงอรรถจากนักเขียน)* ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่ร่วมเดินทางและส่งกำลังใจให้ซือเป่าเปานะคะ หวังว่าตอนนี้นักอ่านทุกท่านจะฟินและลุ้นไปกับก้าวแรกของสองสามีภรรยาคู่นี้ แล้วพบกันใหม่ตอนหน้าค่ะ! - ไป๋เป่าเปาของแม่
สารจากนักเขียน (ไป๋เป่าเปาของแม่)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนเครื่องเทศกับสหายร่วมรบในยุคขาดแคลน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%