“ถ้าท่านยังมองข้าด้วยสายตาคู่นั้น ข้าวในหม้อคงเดือดจนแห้งกลายเป็นผงถ่านพอกดีบุกไปเสียก่อนนะคะ กัปตันถัง”
เสียงหวานใสที่เจือแววเย้าแหย่เล็กน้อยดังขึ้นท่ามกลางความเงียบของห้องครัวคับแคบ หลินมู่เฟยไม่ได้เงยหน้าขึ้นจากอ่างไม้ที่นางกำลังใช้สองมือเรียวบางนวดแป้ง ทว่าปฏิกิริยาของบุรุษร่างสูงใหญ่ที่ยืนกอดอกพิงกรอบประตูอยู่เมื่อครู่กลับชะงักกึก
ถังจื่อหานกะพริบตาถี่ ใบหน้าคมเข้มที่ผ่านการตากแดดตากลมในค่ายทหารจนผิวเป็นสีแทนสวย บัดนี้กลับมีริ้วความร้อนระอุไต่ลามจากต้นคอขึ้นมาถึงใบหูอย่างห้ามไม่อยู่ ชายหนุ่มผู้ไม่เคยสะทกสะท้านต่อกระสุนปืนหรือเสียงคำรามในสนามรบ กลับเสียอาการอย่างราบคาบให้กับคำพูดเรียบง่ายเพียงประโยคเดียวของภรรยา
ภาพเหตุการณ์เมื่อครู่ยังคงวนเวียนอยู่ในหัวของเขา—ปลายนิ้วเรียวที่แตะลงบนหลังมือของเขาโดยบังเอิญ ความอบอุ่นที่แผ่ซ่านทะลุผ่านเนื้อผ้าหยาบกร้าน และกลิ่นกายหอมกรุ่นจางๆ ที่คล้ายดอกไม้ป่าหลังฝนตก สิ่งเหล่านี้ทำให้หัวใจที่ด้านชาและเต็มไปด้วยรอยแผลเป็นจากสงครามของนายทหารหนุ่มเกิดอาการกระตุกวูบอย่างรุนแรง
“ข้า... แค่คิดว่าเจ้าทำงานหนักเกินไปแล้ว” ถังจื่อหานเอ่ยเสียงทุ้มต่ำ พยายามปรับน้ำเสียงให้ราบเรียบที่สุดเพื่อซ่อนความประหม่า แต่หูที่แดงก่ำกลับทรยศเขาอย่างสิ้นเชิง
หลินมู่เฟยเหลือบสายตาขึ้นมองสามีหุ่นหมีผู้เงียบขรึมของนาง มุมปากอิ่มยกยดรอยยิ้มบางเบาอย่างนึกเอ็นดู นางรู้ดีว่าภายใต้เกราะความแข็งกระด้างของชายผู้นี้ซ่อนความอ่อนโยนเอาไว้มากมายเพียงใด ยุค 70 ที่เต็มไปด้วยความแห้งแล้งและความกดดันทางสังคมเช่นนี้ การหาผู้ชายสักคนที่รู้จักเกรงใจและห่วงใยภรรยาโดยไม่ถือตัวว่าเป็นใหญ่ ถือเป็นเรื่องยากยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทรเสียอีก
“ถ้าเป็นห่วงนัก ก็มาช่วยก่อไฟเถอะค่ะ มื้อนี้ข้าจะแสดงฝีมือให้ท่านเห็นว่า เหตุใดอดีตเซียนปรุงยาผู้เลื่องชื่อ ถึงสามารถเปลี่ยนวัตถุดิบธรรมดาให้กลายเป็นโอสถทิพย์บำรุงกำลังได้”
คำพูดของนางไม่ได้เกินจริงเลยแม้แต่น้อย ในมิติลับของนางเวลานี้ มีทั้งเครื่องเทศหายากและสมุนไพรชั้นยอดที่เก็บสะสมไว้ การจะปรุงอาหารสักมื้อในยุคที่ข้าวยากหมากแพงเช่นนี้สำหรับหลินมู่เฟยแล้ว มันคือศิลปะแห่งการเยียวยาร่างกายที่ผอมแห้งแรงน้อยของคนในบ้านให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง
ถังจื่อหานก้าวฉับๆ เข้ามาใกล้ทันที ราวกับกลัวว่าหากช้าไปภรรยาตัวน้อยจะเปลี่ยนใจ เขานั่งลงหน้าเตาฟืนอย่างคล่องแคล่ว มือใหญ่หนาหยิบฟืนแห้งจัดเรียงเข้าไปอย่างเป็นระเบียบ ก่อนจะจุดไฟด้วยความรวดเร็ว แสงไฟสีส้มสาดส่องกระทบใบหน้าคมคาย ทำให้บรรยากาศในห้องครัวแคบๆ อบอวลไปด้วยความอบอุ่นอย่างประหลาด
มู่เฟยเริ่มลงมือจัดการกับวัตถุดิบ วันนี้นางตั้งใจจะทำเมนูที่ทั้งกระตุ้นความอยากอาหารและช่วยฟื้นฟูพละกำลังที่สึกหรอของสามี หมูสามชั้นติดมันสวยงามที่แอบนำออกมาจากมิติพิเศษถูกหั่นเป็นชิ้นพอดีคำ ตามด้วยรากผักชี กระเทียม และพริกไทยเม็ดโขลกหยาบจนส่งกลิ่นหอมฟุ้ง
เสียง “ฉ่า!” ดังขึ้นเมื่อชิ้นหมูลงไปกระทบกับกระทะเหล็กหล่อร้อนๆ ตามด้วยน้ำตาลทรายแดงที่เคี่ยวจนละลายกลายเป็นสีอำพัน กลิ่นหอมหวานของคาราเมลผสานกับกลิ่นฉุนชวนน้ำลายสอของเครื่องเทศพวยพุ่งทะลุผ่านหน้าต่างและประตูไม้เก่าๆ ลอยฟุ้งกระจายออกไปสู่บริเวณรอบบ้านทันที
ถังจื่อหานที่กำลังนั่งพัดเตาไฟถึงกับสูดลมหายใจเข้าลึกโดยไม่รู้ตัว ดวงตาคมกريบเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย กลิ่นนี้... ไม่เหมือนกับอาหารต้มจืดชืดหรือแป้งข้าวโพดแข็งกระด้างที่ชาวบ้านแถบนี้กินกันเป็นประจำ มันมีความซับซ้อน มีมิติ และกระตุ้นความหิวโหยในสัญชาตญาณดิบของมนุษย์ได้อย่างน่าประหลาด
“กลิ่นนี่... คืออะไรหรือ” ชายหนุ่มอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถาม ดวงจ้องมองร่างเพรียวบางที่กำลังง่วนอยู่กับการเคี่ยวหมูในกระทะด้วยความทึ่ง
“นี่คือ ‘หมูตุ๋นพะโล้สูตรลับตระกูลหลิน’ ค่ะ” นางตอบพร้อมกับรอยยิ้มพึงพอใจเมื่อเห็นสีของเนื้อหมูเริ่มเป็นเงางามน่ากิน “เนื้อหมูสามชั้นเคี่ยวจนนุ่มละลายในปาก เครื่องเทศเหล่านี้ไม่เพียงแต่ทำให้รสชาติกลมกล่อม แต่ยังมีสรรพคุณบำรุงม้ามและกระเพาะอาหาร ช่วยขับความชื้นในร่างกายที่ท่านสะสมมาจากการฝึกหนักในค่ายทหารด้วยนะคะ”
ขณะที่กลิ่นหอมเย้ายวนเริ่มแผ่ขยายวงกว้างออกไปจนลอยข้ามรั้วบ้านไปไกล เพื่อนบ้านละแวกใกล้เคียงที่กำลังนั่งผึ่งแดดอยู่หน้าบ้านต่างก็ต้องสูดจมูกฟุดฟิดด้วยความงุนงง บางคนถึงกับกลืนน้ำลายเอื้อมมือเกาหัวด้วยความสงสัยว่าบ้านไหนช่างกล้าทำอาหารกลิ่นหอมฟุ้งรุนแรงเช่นนี้ในยุคที่ทุกคนต้องทำตัวยากจนข้นแค้น
ทว่าความสุขสงบในห้องครัวกำลังจะถูกรบกวน...
เสียงเคาะประตูรั้วไม้หน้าบ้านดังขึ้นรัวๆ ตามด้วยเสียงแหลมสูงคุ้นหูที่แمแฝงด้วยความริษยาและกิริยาอันธพาลของสะใภ้รองตระกูลถัง—เจียงซิ่วอิง
“พี่สะใภ้ใหญ่! หลินมู่เฟย! นังขี้โรค! เปิดประตูเดี๋ยวนี้! พวกเจ้าแอบซ่อนอะไรกินกัน กลิ่นหอมเย้ายวนขนาดนี้ บ้านข้าอยู่ห่างไปตั้งสามหลังยังได้กลิ่น ช่างเห็นแก่ตัวนัก! รวยมาจากไหนถึงได้กินเนื้อหมูฟุ่มเฟือยแบบนี้ เปิดประตูให้ข้าเดี๋ยวนี้โว้ย!”
บรรยากาศในห้องครัวสะดุดกึกทันที รอยยิ้มบนใบหน้าของหลินมู่เฟยเลือนหายไปแทนที่ด้วยแววตากรุ่นโกรธที่เย็นเยียบดั่งน้ำแข็งพันปี
ถังจื่อหานขมวดคิ้วมุ่น ใบหน้าคมเข้มมืดมนลงทันตา รังสีสังหารแผ่ซ้ำออกมาจากร่างหนาจนอากาศรอบตัวลดฮวบลง ชายหนุ่มลุกขึ้นยืนเต็มความสูงเตรียมก้าวออกไปจัดการกับตัวน่ารำคาญที่กล้ามาทำลายช่วงเวลาสำคัญของภรรยา
ทว่าหลินมู่เฟยกลับยื่นมือเรียวไปแตะแขนแกร่งของสามีเอาไว้เบาๆ นางส่ายหัวช้าๆ พร้อมกับยกยิ้มมุมปากด้วยรอยยิ้มที่ทำให้ถังจื่อหานถึงกับขนลุกซู่—รอยยิ้มของเซียนผู้เตรียมตัววางยาพิษศัตรู
“อย่าเพิ่งร้อนใจไปเลยค่ะกัปตันถัง...” มู่เฟยกระซิบเสียงหวานข้างหูเขา ลมหายใจอุ่นๆ รดต้นคอชายหนุ่มจนเขาใจสั่น “ในเมื่อพวกนางอยากได้กลิ่นนัก วันนี้เรามาต้อนรับแขกไม่速มาเยือนผู้นี้ ด้วย ‘อาหารจานพิเศษ’ ที่นางไม่มีวันลืมไปตลอดชีวิตกันดีกว่าค่ะ”
นางหันกลับไปตักหมูตุ๋นพะโล้สีเข้มข้นส่งกลิ่นหอมตลบอบอวลใส่ชามกระเบื้องเคลือบอย่างประณีต ขณะที่เสียงทุบประตูรั้วด้านนอกยังคงดังโครมครามไม่หยุดหย่อน และในจังหวะที่มู่เฟยหยิบพริกแห้งคั่วป่นละเอียดสูตรพิเศษของมิติลับโรยลงไปบนหน้าชามหมูตุ๋นจนกลิ่นฉุนรุนแรงพุ่งทะยานขึ้นสู่เพดาน—
ปัง! เสียงถีบประตูรั้วไม้หน้าบ้านพังกระเด็นเปิดออก พร้อมกับร่างอ้วนท้วมของเจียงซิ่วอิงที่พุ่งพรวดเข้ามาพร้อมรอยยิ้มโลภมากหมายจะเข้ามาปล้นชิงอาหารตรงหน้า แต่ทว่า สิ่งที่นางเห็นเมื่อก้าวเข้ามาถึงห้องครัว กลับไม่ใช่ภาพที่นางจินตนาการไว้เลยแม้แต่น้อย...
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและลิ้มรสความกลมกล่อมนี้ไปพร้อมกับไป๋เป่าเปานะคะ
เซียนเครื่องเทศกับสหายร่วมรบในยุคขาดแคลน•ตอนที่ 6
มื้ออาหารที่เปลี่ยนโลก
ผลงานโดย ไป๋เป่าเปาของแม่
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ไป๋เป่าเปาของแม่)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนเครื่องเทศกับสหายร่วมรบในยุคขาดแคลน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!