เหล็กเส้นข้ออ้อยขนาด 25 มิลลิเมตรที่กองอยู่มุมอับของชั้นใต้ดินโครงการ ‘มูนไลท์’ สะท้อนแสงไฟฉายคาดหัวของรวินท์เป็นประกายสีเงินวาววับ กลิ่นอับชื้นของปูนซีเมนต์ผสมกับกลิ่นดินโคลนหลังฝนตกหนักเมื่อช่วงหัวค่ำลอยอบอวลอยู่ในอากาศ ปลุกสัญชาตญาณความระแวงในตัวสถาปนิกหนุ่มให้ตื่นตัวถึงขีดสุด เขากดปิดสวิตช์ไฟฉายทันทีเมื่อได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวจากอุโมงค์ระบายน้ำฝั่งทิศใต้
ความมืดสนิทเข้าโอบล้อมในเสี้ยววินาที มีเพียงแสงจันทร์สีนวลที่ลอดผ่านช่องตารางโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็กชั้นบนลงมาเป็นลำแสงสลัวทาบทับลงบนพื้นผิวโครงสร้าง รวินท์แนบแผ่นหลังเข้ากับเสาเข็มเจาะต้นมหึมา หัวใจของเขาเต้นเป็นจังหวะหนักหน่วงแต่นิ่งสงบ สายตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตาพยายามกวาดมองฝ่าความมืดเพื่อประเมินสถานการณ์
นี่ไม่ใช่การเข้ามาเดินตรวจไซต์งานก่อสร้างตามปกติ แต่มันคือการลักลอบย่องเบาเข้ามาในเขตหวงห้ามเวลาตีสอง หลังได้รับไฟล์เอกสารลับจากพริมโรส นักข่าวสาวผู้ไม่ยอมจำนนต่ออำนาจมืด ซึ่งระบุชัดเจนว่าฐานรากของอาคารชุดหรูหรา 45 ชั้นแห่งนี้ มีการลดสเปกเหล็กเสริมคอนกรีตเพื่อแลกกับการกลบเกลบลอยร้าวของงบประมาณที่รั่วไหล
“คุณนี่มันดื้อรั้นเกินกว่าที่ผมประเมินไว้เสียอีกนะครับ, รวินท์”
เสียงทุ้มต่ำกังวานที่เอ่ยขึ้นจากความมืดเบื้องหน้าทำเอารวินท์แทบหยุดหายใจ ศาลาก้าวออกมาจากเงาของเสาเข็มอีกต้น ร่างสูงโปรดในชุดสูทสีเข้มไร้เนกไทดูขัดแย้งกับบรรยากาศไซต์งานก่อสร้างอย่างสิ้นเชิง แต่สิ่งที่คมคายกว่าเสื้อผ้าแบรนด์เนมคือแววตาคู่คมที่กำลังจ้องมองสถาปนิกหนุ่มด้วยความรู้สึกซับซ้อน—ครึ่งหนึ่งคือการเย้ยหยัน และอีกครึ่งหนึ่งคือความระอาใจ
รวินท์ค่อย ๆ เปิดไฟฉายส่องลงที่พื้น ปล่อยให้ลำแสงสีขาวนวลสร้างระยะห่างระหว่างเขากับผู้บริหารหนุ่มผู้กุมชะตากรรมของบริษัท
“ผมคิดว่าคนที่มีสิทธิ์จะตื่นเต้นกับตัวเลขงบประมาณในยามวิกาลควรจะเป็นคุณเสียมากกว่า, ศิลา” รวินท์สวนกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ซึ่งความตื่นตระหนก แม้ในใจจะประเมินแล้วว่าการเผชิญหน้ากับอีกฝ่ายตามลำพังในที่ลับตาคนเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องฉลาดนัก “หรือว่าความกังวลเรื่องการทรุดตัวของฐานรากมันรบกวนเวลานอนของคุณ จนต้องออกมาเดินตรวจงานตอนตีสองเหมือนกัน”
ศิลาหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นแหُบพร่าและว่างเปล่า เป็นเสียงหัวเราะที่ไม่เคยไปถึงดวงตาเลยสักครั้ง เขาก้าวเท้าเข้ามาใกล้รวินท์ทีละน้อย จนกลิ่นน้ำหอมกลิ่นไม้จันทน์ผสมกับกลิ่นฝุ่นปูนลอยปะทะจมูก
“คุณกำลังมองหาอะไรอยู่หรือครับ? รอยร้าวในเนื้อคอนกรีต หรือความผิดพลาดที่ตระกูลของคุณพยายามปกปิดมาตลอดสิบปี” ศิลาหยุดยืนห่างจากรวินท์เพียงแค่เอื้อมมือถึง ดวงตาคู่นั้นพิจารณาร่างของสถาปนิกหนุ่มราวกับกำลังมองดูงานศิลปะชิ้นเอกที่กำลังจะแตกสลาย “คุณคิดว่าตัวเองเป็นอัศวินขี่ม้าขาวที่จะมาช่วยกอบกู้ชื่อเสียงของสถาปนิกผู้พ่ายแพ้งั้นหรือ? ตื่นเสียเถอะครับ รวินท์ โลกใบนี้ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยอุดมการณ์บนกระดาษไข แต่มันขับเคลื่อนด้วยความจริงที่ว่า... ตึกหลังนี้ต้องสร้างให้เสร็จก่อนที่เจ้าหนี้จะมาทุบมันทิ้ง”
รวินท์เงยหน้าสบตากับอีกฝ่ายอย่างไม่เกรงกลัว แม้ความสูงของศิลากลบเกลื่อนรัศมีของเขาได้ แต่ความเชื่อมั่นในหลักการทางวิศวกรรมของรวินท์นั้นแข็งแกร่งยิ่งกว่าเสาเข็มต้นที่เขากำลังพิงอยู่
“ความจริงที่คุณว่า มันรวมถึงการเอาชีวิตของคนนับพันมาแขวนไว้บนโครงสร้างที่ไม่ได้มาตรฐานด้วยใช่ไหมครับ?” รวินท์ก้าวประชิดขึ้นหนึ่งก้าว ทำให้ระยะห่างระหว่างทั้งคู่ลดลงจนแทบสัมผัสได้ถึงไออุ่นจากร่างกาย “คุณรู้ดีกว่าใครศิลา ว่าคอนกรีตกำลังสูญเสียกำลังรับแรงอัดเพราะการผสมอัตราส่วนที่ผิดเพี้ยน เอกสารที่พริมโรสได้มาไม่ใช่เรื่องโกหก... และคุณก็เป็นคนเซ็นอนุมัติงบก้อนนั้นด้วยตัวเอง”
บรรยากาศรอบตัวราวกับถูกแช่แข็งด้วยความเงียบงัน มีเพียงเสียงหยดน้ำที่ซึมผ่านผนังใต้ดินลงมาเป็นจังหวะ... ติ๊ง... ติ๊ง...
ศิลาไม่ได้ปฏิเสธ สีหน้าของเขาเรียบเฉยจนน่ากลัว ไม่มีร่องรอยของความตกใจ มีเพียงประกายแสงบางอย่างในแววตาที่ไหววับชั่วขณะก่อนจะกลับมานิ่งสนิทตามเดิม นิ้วเรียวยาวของนักบริหารหนุ่มเอื้อมขึ้นจัดปกเสื้อให้รวินท์อย่างเชื่องช้า การกระทำที่แฝงไปด้วยความสนิทสนมเกินกว่าความสัมพันธ์ทางธุรกิจทำให้รวินท์ชะงักไปเล็กน้อย แต่ไม่ได้ถอยหนี
“คุณฉลาดมาก รวินท์... ฉลาดจนบางครั้งผมก็นึกเสียดายที่สมองระดับนี้ต้องมาจมปลักอยู่กับการคำนวณแรงเฉือน” ศิลาโน้มใบหน้าเข้าไปกระซิบชิดริมใบหูของสถาปนิกหนุ่ม เสียงกระซิบนั้นแผ่วเบาแต่ก้องกังวานในความรู้สึก “ถ้าคุณฉลาดจริง คุณควรจะรู้ว่าประตูทางออกทิศเหนือถูกล็อกไว้ตั้งแต่เที่ยงคืน และตอนนี้... เราถูกขังอยู่ด้วยกันที่นี่”
รวินท์ขมวดคิ้วเล็กน้อย เขาหันขวับไปมองยังทิศทางที่ศิลาเอ่ยถึง ทันใดนั้น เสียงโลหะกระทบกันดัง “คลิก” ก้องกังวานมาจากบันไดหนีไฟชั้นบน ตามมาด้วยเสียงฝีเท้าหนัก ๆ หลายคู่ที่กำลังก้าวเดินลงมาตามขั้นบันไดอย่างเป็นระบบ เสียงฝีเท้าที่ไม่ควรจะมีใครได้ยินในเวลาตีสองครึ่งเช่นนี้!
“ใครอยู่ตรงนั้น!” รวินท์ตะโกนก้อง พยายามดึงไฟฉายขึ้นส่องไปยังทางขึ้น แต่ศิลาคว้าข้อมือของเขาไว้แน่น แรงบีบนั้นหนักหน่วงและเต็มไปด้วยประกาศิตที่ไม่อาจขัดขืน
“อย่าส่งเสียงดังครับ...” ศิลาเอ่ยเสียงกระซิบชิดริมฝีปากของรวินท์ ดวงตาคมกริบฉายแววตึงเครียดขึ้นมาเป็นครั้งแรก “เพราะถ้าพวกมันรู้ว่าเราอยู่ตรงนี้ คนที่จะไม่ได้เดินออกจากไซต์งานนี้ตอนเช้า... ไม่ใช่แค่ผมคนเดียว”
ก่อนที่รวินท์จะได้ถามคำถามใด ๆ ออกไป ลำแสงไฟฉายหลายดวงก็สาดส่องลงมาจากช่องบันได พร้อมกับเงาร่างของชายฉกรรจ์สามคนในชุดคนงานก่อสร้าง แต่สิ่งที่ทำให้รวินท์เลือดในกายเย็นเฉียบไม่ใช่ชุดที่พวกเขาสวมใส่ หากแต่เป็นวัตถุสีดำมันวาวในมือของชายคนแรกที่เดินนำหน้าลงมา—ปืนพกสั้นติดกระบอกเก็บเสียง
ศิลาไม่รอช้า เขาฉุดกระชากข้อมือของรวินท์ให้พุ่งหลบเข้าไปหลังกองนั่งร้านเหล็กสูงทึบในมุมมืดที่สุดของชั้นใต้ดินทันที แรงกระชากทำให้รวินท์เซถลาเข้าปะทะกับแผงอกของศิลาเต็มแรง ลมหายใจอุ่นร้อนของทั้งสองคนผสานกันในความตื่นตระหนก
ในความเงียบงันที่บีบคั้นหัวใจจนแทบหยุดเต้น รวินท์เหลือบไปเห็นเศษกระดาษแผ่นหนึ่งที่ร่วงหล่นออกมาจากกระเป๋าเสื้อสูทของศิลาขณะที่อีกฝ่ายกำลังพยายามซ่อนตัว มันคือบันทึกการโอนเงินจำนวนมหาศาลจากบัญชีลับของบริษัท ไปยังชื่อของบุคคลที่รวินท์คุ้นเคยดีที่สุด... ชื่อของพี่ชายแท้ๆ ของเขาเอง
ขอขอบพระคุณผู้อ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านปมความลับอันดำมืดในบทนี้ไปพร้อมกับผมนะครับ
สถาปนิกเงาเคียงเงาจันทร์•ตอนที่ 6
ความลับใต้ฐานราก
ผลงานโดย สายลมแผ่วเบา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (สายลมแผ่วเบา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกเงาเคียงเงาจันทร์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!