เสียงโลหะข้อต่อโครงสร้างลั่นเอี๊ยดอ๊าดในความมืด คล้ายเสียงกระดูกสันหลังของอาคารที่กำลังแบกรับน้ำหนักเกินพิกัด บรรยากาศภายในชั้นสิบสามของโปรเจกต์มูนไลท์ยามนี้ถูกตัดขาดจากโลกภายนอกอย่างสิ้นเชิง หลังจากพายุฝนกระหน่ำซัดสายไฟหลักจนหม้อแปลงระเบิดและระบบสำรองไฟขัดข้อง แรงเหวี่ยงของธรรมชาติบีบให้ลิฟต์โดยสารหยุดทำงานกะทันหัน ขังพวกเขากลุ่มใหญ่ไว้ในเขาวงกตคอนกรีตที่ยังสร้างไม่เสร็จ
แต่ทว่า ในความมืดมิดที่มีเพียงแสงเรืองรองจากจอมือถือและไฟฉุกเฉินดวงเล็ก รวินท์กลับรู้สึกว่าพื้นที่ตรงนี้แคบลงจนน่าอึดอัด—ไม่ใช่เพราะตัวอาคาร แต่เป็นเพราะระยะห่างระหว่างเขากับศิลา ที่ยืนอยู่ห่างกันเพียงไม่ถึงคืบ
"ฝนฟ้าไม่เป็นใจเอาเสียเลยนะครับ หรือว่าธรรมชาติกำลังลงทัณฑ์ความโลภของพวกเราอยู่กันแน่"
เสียงทุ้มต่ำของศิลากล่าวทำลายความเงียบขึ้นมาก่อน ร่างสูงโปรดในชุดสูทที่ยับยู่ยี่จากการตรวจไซต์งานถอดเสื้อสูทออกพาดบ่าอย่างไม่ใส่ใจนัก แสงไฟฉุกเฉินสีส้มสลัวสะท้อนสันจมูกโด่งและดวงตาที่ยากจะคาดเดาความรู้สึก
รวินท์หันไปมองอีกฝ่าย ชายผู้เป็นตัวแทนของความไร้หัวใจในสายตาเขา ริมฝีปากบางเฉียบของสถาปนิกหนุ่มยกยิ้มหยันเล็กน้อย ทว่าแววตากลับเยียบเย็น "ธรรมชาติไม่เคยลงทัณฑ์ใครหรอกครับ มีแต่มนุษย์ด้วยกันเองนี่แหละที่สร้างกรงขังขึ้นมา แล้วก็โทษว่านั่นคือความประสงค์ของฟ้าดิน"
ศิลาหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นแหบพร่าและเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าที่ปกปิดไม่มิด เขาขยับเข้าไปใกล้รวินท์อีกนิด กลิ่นอายน้ำหอมเจือกลิ่นฝุ่นปูนและฝนตกใหม่ลอยแตะจมูก "คุณนี่มองโลกในแง่ร้ายเสียจริง รวินท์... งานสถาปัตยกรรมของคุณมันงดงาม เต็มไปด้วยอุดมการณ์และความฝัน แต่วิศวกรรมทางการเงินของผมต่างหากที่ทำให้ความฝันพวกนั้นมันมีลมหายใจขึ้นมาได้ ถ้าไม่มีเงินทุนจากบริษัทผม ตึกสูงระฟ้าแท่งนี้ก็เป็นได้แค่เศษกระดาษบนโต๊ะเขียนแบบของคุณเท่านั้นแหละครับ"
"และถ้าไม่มีแบบร่างของผม โครงการนี้ก็เป็นได้แค่ที่ดินรกร้างที่รอวันถูกฟ้องร้องล้มละลาย" รวินท์ย้อนกลับทันควัน นัยน์ตาสองคู่ประสานกันในความมืดราวกับเสือสองตัวที่จ้องกันในอาณาเขตจำกัด "คุณกำลังใช้ตึกนี้เป็นเครื่องมือฟอกขาวให้กับบัญชีเน่าๆ ของครอบครัวคุณ ผมรู้... และพริมโรสก็กำลังขุดคุ้ยเรื่องนี้อยู่เหมือนกัน"
ชื่อของนักข่าวสาวทำให้แววตาของศิลาเปลี่ยนไปชั่วขณะ ความเยือกเย็นถูกแทนที่ด้วยความระแวงที่ฉายชัดขึ้นมาในเสี้ยววินาที แต่รวดเร็วเสียจนหากไม่สังเกตให้ดีคงไม่มีทางทันเห็น
"คุณกำลังระแวงผมเกินไปแล้ว รวินท์" ศิลาขยับเข้ามาประชิดจนรวินท์รู้สึกถึงไออุ่นที่แผ่ออกมาจากร่างกายของอีกฝ่าย ระยะห่างที่ลดลงทำให้บรรยากาศรอบตัวเปลี่ยนเป็นความตึงเครียดรูปแบบอื่น—ความตึงเครียดที่สั่นไหวอยู่ในกระแสเลือด "ผมไม่ได้กำลังฟอกเงิน ผมกำลังกอบกู้... กอบกู้ทุกอย่างที่พ่อผมสร้างไว้ก่อนที่มันจะพังคามือ เหมือนกับที่คุณกำลังพยายามปกป้องชื่อเสียงของตระกูลตัวเองจากความอับอายไม่ใช่หรือครับ เราต่างก็เป็นนักโทษในกรงที่ตัวเองสร้างขึ้นด้วยกันทั้งคู่"
คำพูดนั้นแทงใจดำรวินท์อย่างจัง สถาปนิกหนุ่มชะงักไป ดวงตาคู่คมไหววูบราวกับถูกสะกิดแผลเป็นที่ซ่อนไว้ลึกที่สุด ความจริงที่ว่าเขาเองก็หนีไม่พ้นเงาอัปยศของตระกูล คือสิ่งที่เขาเกลียดชังที่สุด แต่มันกลับถูกพูดออกมาอย่างง่ายดายจากปากของชายผู้ยืนอยู่ฝั่งตรงข้าม
"คุณไม่รู้อะไรเกี่ยวกับผมเลย ศิลา" รวินท์กดเสียงต่ำ พยายามดึงความเยือกเย็นของตัวเองกลับคืนมา แต่หัวใจกลับเต้นผิดจังหวะอย่างน่าหงุดหงิดเมื่อปลายนิ้วของศิลาเอื้อมมาแตะเบาๆ ที่ปกเสื้อซึ่งพับผิดรูปของเขา
"ผมอาจจะรู้มากกว่าที่คุณคิดก็ได้" ศิสากระซิบแผ่วเบา ใบหน้าของเขายื่นเข้าไปใกล้จนลมหายใจอุ่นร้อนปะทะเข้ากับแก้มของรวินท์ "เราสองคนเหมือนกันเกินไป รวินท์... ดื้อรั้น เย่อหยิ่ง และแบกโลกทั้งใบไว้บนบ่าโดยไม่ยอมขอความช่วยเหลือจากใครเลย"
รวินท์นิ่งอึ้ง เขาไม่ได้ถอยหนี ไม่ใช่เพราะไร้ทางสู้ แต่เพราะแรงดึงดูดประหลาดบางอย่างระหว่างคนสองคนที่ยืนอยู่บนขอบเหวอุดมการณ์กำลังเหนี่ยวรั้งพวกเขาไว้ ความโกรธเกลียดในตอนแรกเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นความเข้าใจอันน่ากลัว ความเงียบงันระหว่างกันดังชัดเจนยิ่งกว่าเสียงฝนที่ซัดสาดด้านนอก อาคารทั้งหลังราวกับหยุดหายใจ มีเพียงจังหวะการเต้นของหัวใจของคนทั้งคู่ที่ดังสะท้อนอยู่ในความมืด
ทว่า ก่อนที่บรรยากาศจะก้าวล้ำเส้นแบ่งความสัมพันธ์ทางวิชาชีพไปมากกว่านั้น เสียงฝีเท้าหนักๆ ของใครบางคนก็ดังขึ้นกะทันหันจากโถงบันไดหนีไฟที่อยู่ถัดไป
*ก๊อก... ก๊อก...*
ไม่ใช่เสียงฝีเท้าธรรมดา แต่เป็นเสียงเคาะโลหะเป็นจังหวะสามครั้ง คล้ายรหัสลับที่นัดหมายกันไว้
ศิลาชะงัก สีหน้าเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดทันที เขาผละออกจากรวินท์อย่างรวดเร็ว ดวงตาคมกริบกวาดมองไปในความมืดเบื้องหน้า
"ใครอยู่ที่นั่น?" ศิลาตะโกนถาม เสียงก้องกังวานไปทั่วชั้นโล่ง
ไม่มีเสียงตอบรับจากบุคคลปริศนา มีเพียงกระดาษแผ่นหนึ่งที่ถูกสอดลอดใต้ประตูเหล็กทางหนีไฟที่ปิดสนิท ลมพัดกระดาษแผ่นนั้นให้ไถลมาหยุดอยู่ที่ปลายรองเท้าของรวินท์
รวินท์ก้มลงหยิบมันขึ้นมาอย่างระมัดระวัง ใช้แสงไฟจากหน้าจอมือถือส่องดูข้อความสั้นๆ ที่เขียนด้วยลายมือหวัดๆ แต่ทรงพลัง
*“ระวังตัวไว้ ศิลาไม่ได้กำลังสร้างตึก... เขากำลังฝังหลักฐาน”*
รวินท์เบิกกว้างด้วยความตกใจ เมื่อเงยหน้าขึ้นเพื่อมองหาศิลา ปรากฏว่าอีกฝ่ายกลับหายตัวไปในความมืดของมุมเสาคอนกรีตฝั่งตรงข้ามเสียแล้ว ทิ้งไว้เพียงความเย็นเยียบที่แผ่ซ่านไปทั่วกระดูกสันหลัง และเสียงกระซิบของศิลาก่อนหน้านี้ที่ยังคงก้องกังวานอยู่ในโสตประสาท
*ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านม่านหมอกแห่งความลับนี้ไปพร้อมกับผมนะครับ*
สถาปนิกเงาเคียงเงาจันทร์•ตอนที่ 7
จังหวะของเสียงหัวใจ
ผลงานโดย สายลมแผ่วเบา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (สายลมแผ่วเบา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกเงาเคียงเงาจันทร์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!