กลิ่นอายจางๆ ของหมึกจีนชั้นดีผสมผสานกับกลิ่นอับชื้นของกระดาษสาโบราณอบอวลอยู่ในห้องหนังสือลับ ความเงียบงันภายในอาณา,เขตของจวนอ๋องยามนี้หนักอึ้งเสียยิ่งกว่าขุนเขาทั้งลูก
"เจ้าว่าอย่างไรนะ..." เสียงทุ้มต่ำที่เคยดังก้องในสนามรบและสั่นประสานข้าศึกให้หวาดผวา บัดนี้กลับแหบพร่าลงจนแทบกลายเป็นเสียงกระซิบ เฉินจิ้งหานทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้พนักไม้พยุงลายมังกรอย่างลืมตัว สองตาคมกริบจ้องเขม็งไปยังอักษรหวัดๆ แต่ทรงพลังบนแผ่นกระดาษสาแผ่นนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ราวกับไม่ยอมเชื่อในสิ่งที่ประสาทสัมผัสของตนกำลังประมวลผล
หลินซูเหยาไม่เอวาจา นางสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อดึงสติอันกระเจิดกระเจิงกลับคืนมา ปลายนิ้วเรียวยาวที่ผ่านการจรดเข็มเงินรักษาชีวิตคนมานับไม่ถ้วน ยามนี้กลับสั่นเทาเล็กน้อยยามสัมผัสขอบหีบไม้แกะสลักลวดลายวิจิตร
กระดาษแผ่นนั้น... ไม่ใช่ราชโองการประหาร ไม่ใช่หมายเรียกตัวจากราชสำนัก และไม่ใช่คำสั่งปลดแม่ทัพผู้กุมกำลังทหารครึ่งแผ่นดินอย่างที่ทั้งสองระแวดระวังมาตลอดหลายเดือน หากแต่เป็นแผนที่เก่าแก่ผุพังใบหนึ่ง พร้อมข้อความสั้นๆ ด้วยลายมือที่คุ้นเคยยิ่ง
*'เสร็จสิ้นศึกใหญ่ คืนสู่สามัญ แผ่นดินร่มเย็น ข้ามอบอาณาจักรนี้ให้พวกเจ้าดูแลต่อตามใจปรารถนา... จากสหายเก่าผู้เหนื่อยล้า'*
ประโยคสั้นๆ ไร้ตราประทับลัญจกรฮ่องเต้ ไร้พิธีรีตรองใดๆ ทว่ามีน้ำหนักประหนึ่งประกาศิตที่พลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินในคราเดียว
"ฝ่าบาท..." หลินซูเหยาพึมพำ ดวงตากลมโตคู่สวยไหววูบอย่างซับซ้อน ความเหนื่อยล้าจากการชิงไหวชิงพริบในราชสำนัก การวางยาพิษ การหักเหลี่ยมเฉือนคมกับเหล่าขุนนางกังฉิน และคราบเลือดนับไม่ถ้วนที่นางต้องใช้ทั้งความรู้การแพทย์ยุคปัจจุบันและสติปัญญาโบราณเอาชีวิตรอด... บัดนี้ ศึกทั้งหมดจบลงแล้วอย่างนั้นหรือ?
เฉินจิ้งหานแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นเจือความหงุดหงิดระคนขันขื่นอย่างยิ่ง "สหายเก่าผู้เหนื่อยล้ากระนั้นหรือ! ตาเฒ่าจิ้งหลงผู้นั้นช่างโยนภาระเก่งกาจเสียจริง! ใช้เล่ห์เพทุบายลากข้าลงจากหลังม้าศึก เพื่อจะหนีไปท่องยุทธภพกับสนมเอกอย่างสำราญใจเนี่ยนะ!"
แม้ปากจะบ่นพึมพำด้วยความไม่สบอารมณ์ แต่ลึกๆ แล้ว อ๋องหนุ่มผู้เยือกเย็นกลับรับรู้ได้ถึงความโล่งอกที่แผ่ซ่านขึ้นมาในอก แผ่นดินสงบแล้ว ประชาชนไม่ต้องหลั่งเลือดอีกต่อไป และที่สำคัญที่สุด... สตรีตรงหน้านี้ จะไม่ต้องเอาชีวิตเข้าแลกท่ามกลางคมดาบและยาพิษในวังหลังอีกต่อไปแล้ว
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าเร่งรีบของพ่อบ้านฉินก็ดังขึ้นที่หน้าประตู พร้อมกับเสียงเคาะประตูก่อนจะได้รับอนุญาต
"ท่านอ๋อง! พระชายา! มี... มีราชโองการด่วนจากท้องโรงใหญ่พะยะค่ะ!"
เฉินจิ้งหานขมวดคิ้วมุ่นทันที ดวงตาคมตวัดมองหน้าภรรยาแวบหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยอนุญาตด้วยน้ำเสียงกังวาน "เข้ามา!"
ประตูไม้สลักเปิดออก พ่อบ้านฉินก้าวเข้ามาด้วยใบหน้าตื่นเต้นจนเนื้อตัวสั่นเทา ในมือประคองราชโองการม้วนใหญ่ที่ทำจากผ้าไหมสีทองอร่ามประดับดิ้นเงินลวดลายหงส์มังกรคู่ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์สูงสุดแห่งพระราชานุญาตพิเศษ
"เชิญพระราชโองการ!" พ่อบ้านฉินคุกเข่าลงโขกศีรษะ
เฉินจิ้งหานและหลินซูเหยาประสานสายตากัน ก่อนจะลุกขึ้นยืนแล้วคุกเข่ารับพระราชโองการตามธรรมเนียมปฏิบัติ
เสียงขันทีเฒ่าผู้ถือราชโองการก้าวเข้ามาด้วยรอยยิ้มพิมใจเอื้อนเอ่ยถ้อยคำประกาศก้องกังวานทั่วทั้งโถงตำหนัก
"ด้วยพระบารมีแห่งฟ้าดิน ฮ่องเต้ทรงมีพระราชดำริว่า แม่ทัพเฉินจิ้งหานและพระชายาหลินซูเหยา ได้อุทิศตนทั้งแรงกายแรงใจปกป้องราชบัลลังก์ กำราบกบฏ บำบัดทุกข์บำรุงสุขแก่ราษฎรจนแผ่นดินกลับคืนสู่ความสงบสุขร่มเย็นอีกครั้ง นับเป็นคุณความดีที่ยิ่งใหญ่หายากยิ่งในใต้หล้า จึงมีพระบราชโองการโปรดเกล้าฯ พระราชทานรางวัลใหญ่..."
ขันทีเฒ่าผายมือออก ข้าราชบริพารด้านหลังต่างทยอยเดินเรียงแถวเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย หีบทองคำแท้สลักลายวิจิตรนับสิบหีบ แพรพรรณปักดิ้นทองชั้นดีจากแดนใต้โสมเขาหิมะร้อยปี และที่สำคัญที่สุดคือโฉนดที่ดินผืนใหญ่ริมทะเลสาบซีหู พร้อมจวนอุทยานส่วนตัวขนาดมหึมาที่ได้รับการยกเว้นภาษีตลอดชีพ
"นอกจากนี้... ยังมีพระราชสาส์นส่วนพระองค์ พระราชทานแด่พระชายาหลินซูเหยาโดยเฉพาะ" ขันทีเฒ่ายื่นหีบไม้จันทน์หอมขนาดเล็กให้อย่างนอบน้อม
หลินซูเหยารับมาด้วยความฉงน นางเปิดออกพบกับหยกขาวแกะสลักรูป 'เข็มทองคำ' ซึ่งเป็นตราสัญลักษณ์ของสำนักแพทย์หลวงสูงสุด พร้อมพระอักษรลายมือฮ่องเต้ใจความว่า: *'มอบอิสระให้เจ้า สร้างโรงหมอหลวงแห่งใหม่ในดินแดนใต้ จะรักษาผู้ใด ไม่ผู้ใด จักไม่มีผู้ใดกล้าขัดขวางอีก'*
รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นที่มุมปากของศัลยแพทย์สาว นางหันไปมองสามีผู้ดุดันที่ยามนี้กำลังทอดมองนางด้วยแววตานุ่มนวลลึกซึ้งยิ่งกว่าครั้งใดๆ
ยามค่ำคืนมาเยือน จวนอ๋องจัดงานเฉลิมฉลองอย่างเงียบMอบความอบอุ่น ไร้ซึ่งพิธีรีตรองตบตาขุนนางกังฉิน มีเพียงแสงจันทร์นวลตา สุราหอมกรุ่นหนึ่งไห และคนทั้งสองที่นั่งเคียงคู่กันบนระเบียงชมจันทร์
เฉินจิ้งหานรินสุราลงในจอกกระเบื้องเคลือบสีหยก ก่อนจะยื่นส่งให้นาง มือหนาอีกข้างเอื้อมไปกุมมือเรียวนุ่มที่ผ่านศึกหนักมาด้วยกันไว้อย่างมั่น Mั่นคงและอบอุ่น
"ซูเหยา... ต่อแต่นี้ ไม่มีสงคราม ไม่มีพิษร้าย ไม่มีใครหน้าไหนพรากเจ้าไปจากข้าได้อีกแล้ว" เสียงทุ้มต่ำเอמהแผ่วเบา ทว่าหนักแน่นดั่งขุนเขา
หลินซูเหยารับจอกสุรามาถือไว้ รอยยิ้มอ่อนโยนระบายบนดวงหน้างามสะคราญ "ท่านอ๋อง... ท่านคิดจะพาข้าไปอยู่ที่ใดเล่า หลังออกจากเมืองหลวงแห่งนี้?"
"ที่ใดก็ได้ที่มีเจ้า..." อדםหนุ่มตอบทันทีโดยไม่ต้องคิด ก่อนจะยื่นมือไปประคองจอกสุราในมือของนาง เพื่อจะดื่มฉลองค่ำคืนแห่งรุ่งอรุณแห่งความสงบนี้ด้วยกัน
ทว่า... ในวินาทีที่จอกสุรากำลังจะแตะริมฝีปากของทั้งคู่ เสียงฝีเท้าฝีหนึ่งก็ดังขึ้นอย่างกะทันหันที่ประตูทางเข้าเรือนพัก เสียงหอบหายใจรุนแรงขององครักษ์เงาผู้หนึ่งที่พุ่งทะยานเข้ามาด้วยสภาพเนื้อตัวมอมแมมและบาดแผลเต็มร่าง ทำให้บรรยากาศโรแมนติกขาดสะบั้นลงในพริบตา!
"ท่านอ๋อง! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพะยะค่ะ!" องครักษ์เงาคุกเข่าลงกระแทกพื้นด้วยความรีบร้อน ใบหน้าซีดเผือดไร้สีเลือด "กองกำลังทหารม้าไร้พ่ายจากชายแดนเหนือ... จู่ๆ ก็เคลื่อนพลข้ามแม่น้ำกั้นเขตแดน มุ่งตรงมายังเมืองหลวงโดยไม่ฟังคำสั่งปลดประจำการใดๆ ทั้งสิ้นพะยะค่ะ!"
เฉินจิ้งหานชะงักกังวานจอกสุราค้างไว้กลางอากาศ นัยน์ตาคมกริบหรี่แคบลงในทันที ความเยือกเย็นดุร้ายแผ่ซ่านออกมาจากร่างสูงใหญ่ราวกับพายุพัดโหม
หลินซูเหยาขมวดคิ้วแน่น สายตาดั่งคมมีดกวาดมองไปยังทิศทางของชายแดนเหนือในความมืดมิด... ศึกที่คิดว่าจบลงแล้ว ไฉนจึงเพิ่งเริ่มต้นขึ้นในเงาจันทร์เล่า?
หวังว่ารี้ดเดอร์ทุกท่านจะเพลิดเพลินกับบทนี้ และมาร่วมลุ้นบทสรุปส่งท้ายไปด้วยกันในตอนหน้านะครับ!
ท่านอ๋องอย่าร้าย...ข้าแค่ทะลุมาเป็นหมอ•ตอนที่ 28
รุ่งอรุณแห่งความสงบ
ผลงานโดย เฉินเว่ยสายลุย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เฉินเว่ยสายลุย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ท่านอ๋องอย่าร้าย...ข้าแค่ทะลุมาเป็นหมอ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!