กลิ่นอายจางๆ ของผงชะมดเชียงและควันธูปไม้กฤษณาในห้องโถงใหญ่ของกรมการแพทย์หลวง ช่างชวนให้ผู้คนรู้สึกอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก ทว่าสำหรับหลินซูเหยาแล้ว บรรยากาศที่ตึงเครียดราวกับสายธนูที่ถูกดึงจนสุดเส้นนี้ กลับเป็นเวทีอันคุ้นเคยที่นางพร้อมจะสะบัด ‘มีดผ่าตัด’ เชือดเฉือนความเน่าเฟะให้ปรากฏแก่สายตาทุกคู่
"ใต้เท้าหยาง... ท่านยังกล้ากล่าวอ้างอีกหรือว่า อาการอาเจียนเป็นโลหิตและชีพจรที่หยุดเต้นกะทันหันของใต้เท้าซุน เป็นผลมาจากลมปราณธาตุไฟแตกซ่านตามตำราโบราณ?"
น้ำเสียงใสกระจ่างทว่ากังวานก้องไปทั่วห้องโถง หลินซูเหายืนนิ่งสงบ อาภรณ์ปักลายหงส์สีครามสะท้อนกับแสงคบเพลิงด้านนอก นางกวาดสายตามองขุนนางอาวุโสฝ่ายซ้ายผู้มีใบซีดเผือดด้วยรอยยิ้มเย็นชา นางยื่นมือเรียวระหงที่สวมปลายนิ้วทองคำลงยาราชาวดี หยิบม้วนกระดาษสาป, บันทึกการตรวจศพ และขวดแก้วเจียระไนใสที่บรรจุของเหลวสีคล้ำขึ้นมา
ใต้เท้าหยางสะดุ้งสุดตัว เหงื่อกาฬไหลซึมลงมาตามร่องแก้มเหี่ยวย่น เขาพยายามเค้นเสียงแข็งขืนเพื่อกลบเกลื่อนความพิรุธ "หมอหญิงหลิน! เจ้าเป็นแค่... แค่สตรีที่ท่านอ๋องทรงโปรดปราน อย่าบังอาจมากล่าวหาขุนนางขั้นสามเช่นข้าด้วยเรื่องเหลวไหล!"
"เหลวไหลอย่างนั้นหรือครับ?" เสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจดังขึ้นจากความมืดบริเวณเสาหินสลักมังกร อ๋องเฉินจิ้งหานก้าวเท้าออกมาจากเงาสลัว พระองค์ทรงสวมชุดคลุมปักลายกิเลนสีดำสนิท ท่าทางองอาจดุจพญาเสือที่พร้อมขย้ำเหยื่อ นัยน์ตาคมกริบดั่งเหยี่ยวทอดมองไปยังขุนนางกังฉินด้วยรัศมีกดดันที่ทำเอาผู้คนในห้องแทบทรุดเข่าลงกับพื้น "หากพระชายาของเปิ่นหวังกล่าวว่าเหลวไหล... เจ้าคงต้องอธิบายให้กระจ่างแล้วกระมัง ว่าเหตุใดในกระเพาะอาหารของใต้เท้าซุน จึงมี 'สารหนูขาว' ในปริมาณที่ออกฤทธิ์อย่างช้าๆ ถึงสามสัปดาห์เช่นนี้"
ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมห้องโถงชั่วขณะ ทุกสายตาจับจ้องไปยังขวดแก้วในมือของหลินซูเหยา
หลินซูเหยาไม่รอให้ขุนนางเฒ่าหาข้อแก้ตัว นางก้าวเข้าไปใกล้ร่างของใต้เท้าหยางทีละก้าว พร้อมกับอธิบายหลักการแพทย์ด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่เฉียบคมดั่งคมดาบที่เคลือบยาพิษ
"สารหนูขาวประเภทนี้มีความบริสุทธิ์สูง มิใช่สิ่งที่หาได้ทั่วไปในตลาดมืด มันถูกนำเข้าผ่านเส้นทางขนส่งสินค้าสำเภากรมคลัง ซึ่งอยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของท่าน... ใต้เท้าหยาง อาการที่ท่านเรียกว่า 'ธาตุไฟแตกซ่าน' แท้จริงแล้วคือภาวะปลายประสาทอักเสบและเนื้อเยื่อกระเพาะอาหารถูกกัดกร่อนอย่างรุนแรง หากข้าไม่ใช้เข็มเงินทดสอบสารพิษและผ่าตัดชันสูตรอย่างละเอียดตามหลักวิทยาการที่ท่านอ๋องทรงอนุญาต ท่านคงลอยนวลสร้างความเสื่อมเสียให้ราชสำนักต่อไปได้อีกนานสินะครับ"
รอยยิ้มของนางมิได้มีความโกรธเกรี้ยวเจือปน มีเพียงความเยือกเย็นของแพทย์ผู้ตัดเนื้อร้ายทิ้งเพื่อรักษาชีวิตของคนไข้ทั้งแผ่นดิน ใต้เท้าหยางเข่าอ่อนทรุดลงกระแทกพื้นศิลา ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความหวาดกลัวสุดขีดเมื่อตระหนักว่า หลักฐานชิ้นนี้ไร้ช่องโหว่โดยสิ้นเชิง
อ๋องเฉินจิ้งหานปรายพระเนตรมองร่างที่สั่นเทานั้นด้วยความรังเกียจ ก่อนจะโบกพระหัตถ์เพียงครั้งเดียว ทหารองครักษ์เสื้อแพรนับสิบชีวิตก็กรูเข้ามาตรึงตัวขุนนางกังฉินและสมุนบริวารไว้อย่างรวดเร็ว ไร้ซึ่งเสียงต่อต้าน ไร้ซึ่งปาฏิหาริย์ใดๆ
เมื่อความวุ่นวายสงบลง หลินซูเหยาผ่อนลมหายใจยาว นางเก็บอุปกรณ์ทางการแพทย์ใส่หีบไม้จันทน์อย่างประณีต ทว่ายังไม่ทันที่นางจะได้ก้าวเท้าเดินออกจากห้องโถง มือหนาแข็งแรงของท่านอ๋องก็คว้าข้อศอกนางไว้เบาๆ แล้วดึงเข้าหาพระวรกายในระยะประชิด
ความอบอุ่นจากพระองค์แผ่ซ่านผ่านเนื้อผ้า ท่ามกลางกลิ่นอายจางๆ ของสนิมเหล็กและบุรุษเพศ อ๋องเฉินจิ้งหานโน้มพระพักตร์ลงมาใกล้จนลมหายใจอุ่นร้อนปัดผ่านข้างแก้มเนียนนุ่ม สุ้มเสียงทุ้มต่ำเอמהกระซิบชิดริมหูด้วยความระอาปนเอ็นดู
"เจ้าช่างกล้าหาญนัก... รู้ตัวหรือไม่ว่าการหักหาญหน้าขุนนางเก่าแก่เช่นนี้ ทำให้เปิ่นหวังต้องคอยกวาดล้างศัตรูเพิ่มขึ้นอีกกี่สิบคน"
หลินซูเหยาเงยหน้าขึ้นสบพระเนตรคมกริบ มุมปากหยักยิ้มขึ้นเล็กน้อยอย่างไม่เกรงกลัว "หมอรักษาคนป่วย... ขุนนางกังฉินคือเนื้อร้าย หากท่านอ๋องทรงไม่อยากให้แผ่นดินเน่าเฟะ ก็ทรงถือว่าหม่อมฉันช่วยท่านผ่าตัดทำความสะอาดแผลก็แล้วกันเพคะ... เอ๊ย... นะครับ" นางเผลอหลุดคำโบราณออกมาเล็กน้อยด้วยความคุ้นชิน แต่กลับแก้ไขคำลงท้ายได้อย่างทันท่วงที
อ๋องเฉินจิ้งหานแย้มพระสรวลน้อยๆ แววตาดุดันเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นความลึกล้ำยากหยั่งถึง พระองค์กำลังจะตรัสสิ่งใดต่อ ทว่าขันทีรับใช้คนสนิทกลับวิ่งหน้าตื่นเข้ามาคุกเข่าลงเบื้องพระพักตร์ พร้อมกับชูหีบไม้ประทับตราลับสีชาดขึ้นเหนือหัวด้วยมือที่สั่นเทา
"กราบทูลท่านอ๋อง! มี... มีพระราชโองการลับด่วนจากห้องทรงพระอักษร... ตราประทับถูกถอดถอนด้วยพระหัตถ์ของฮ่องเต้... แจ้งว่า... แจ้งว่าพระชายาถูกกล่าวหาว่าเป็นกบฏนอกรีต และมีรับสั่งให้จับกุมตัวเข้าคุกหลวงทันทีพ่ะย่ะค่ะ!"
บรรยากาศรอบกายพลันเย็นเยียบลงจนถึงขีดสุด อ๋องเฉินจิ้งหานหรี่พระเนตรลงวูบหนึ่ง รัศมีสังหารแผ่พุ่งออกมาจากพระวรกายจนขันทีผู้นั้นหมอบราบไปกับพื้น ขณะที่หลินซูเหยาชะงักฝีมือที่กำลังเก็บขวดแก้ว นัยน์ตาสุกใสสะท้อนประกายความคมกราบขึ้นมาอีกครั้งในความมืดมิดยามวิกาล
ขอบพระคุณท่านรี้ดผู้ทรงเกียรติทุกท่านที่ร่วมเดินหมากกลยุทธ์อันเชือดเฉือนนี้ไปพร้อมกับผมนะครับ
ท่านอ๋องอย่าร้าย...ข้าแค่ทะลุมาเป็นหมอ•ตอนที่ 13
มือปราบใจร้าย
ผลงานโดย เฉินเว่ยสายลุย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เฉินเว่ยสายลุย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ท่านอ๋องอย่าร้าย...ข้าแค่ทะลุมาเป็นหมอ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!