กาลเวลาในเขตพระราชฐานชั้นในมิเคยเดินด้วยจังหวะของคนทั่วไป มันเคลื่อนคล้อยไปพร้อมกับกลิ่นธูปหอมระเหยที่เจือจางความตาย และเสียงฝีเท้าของนางกำนัลที่ย่างก้าวราวก้าวอยู่บนแผ่นน้ำแข็งบางเฉียบ
หลินซูเหยายืนสงบนิ่งอยู่เบื้องหน้าประตูตำหนักเฟิ่งเซียง ผ้าแพรปักลายหงส์ทองดิ้นเงินบนร่างของนางทิ้งทอดน้ำหนักลงอย่างพพอเหมาะ เครื่องประดับปิ่นหยกขาวบนมวยผมสะท้อนแสงไฟจากคบเพลิงวับวาม ดั่งดวงตาของนักล่าที่กำลังตรวจตราอาณาเขต ทว่าแววตาภายใต้แพขนตางอนงามนั้นกลับว่างเปล่าและเยือกเย็นดั่งบ่อน้ำโบราณ
นางหวนนึกถึงเหตุการณ์เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา การก้าวเข้าสู่เขตพระราชฐานด้วยฐานะหมอหลวงหญิงที่อ๋องเฉินจิ้งหานทรงผลักดันเข้ามา หาใช่ความเมตตาปรานีไม่ หากแต่มันคือการเดินหมากตาสำคัญบนกระดานที่เต็มไปด้วยหยาดโลหิต
"สนมเอกเสียนทรงมีรับสั่งให้ท่านหญิงหลินเข้าเฝ้าเป็นการส่วนตัว ณ ตำหนักด้านใน" เสียงของขันทีเฒ่าผู้หนึ่งดังขึ้น ทำลายความเงียบงันลง รอยยิ้มบนใบหน้าของมันเหี่ยวย่นราวดอกไม้ที่ถูกทับจนแห้งกรัง แววตาคมกริบที่ซ่อนอยู่ภายใต้เปลือกตาตกๆ นั้นฟ้องชัดถึงความมุ่งร้ายที่ถูกเคลือบไว้ด้วยความนอบน้อมจอมปลอม
หลินซูเหยาไม่ตอบคำ นางเพียงพยักหน้ารับอย่างสง่างาม กิริยาอาการสำรวมและไร้ซึ่งความตื่นตระหนกทำให้ขันทีเฒ่าชะงักไปชั่วขณะ มือเรียวภายใต้แขนเสื้อกว้างของนางซ่อนการตรวจชีพจรตนเองผ่านปลายนิ้ว สติปัญญาอันเฉียบคมของศัลยแพทย์อัจฉริยะประเมินสถานการณ์อย่างรวดเร็ว กลิ่นอายของความตายในตำหนักนี้รุนแรงเสียยิ่งกว่าห้องฉุกเฉินในโรงพยาบาลยุคศตวรรษที่ยี่สิบเสียอีก
เมื่อก้าวพ้นธรณีประตูเข้ามา กลิ่นหอมหวานฉุนกึกของกำยานดอกกุ้ยฮวาผสมผสานกับกลิ่นอายอันน่าสะพรึงกลัวของอำนาจก็โชยปะทะนาสิก เบื้องบนตั่งมังกรบุด้วยนวมกำมะหยี่สีชาด สนมเอกเสียผู้เลอโฉมในอาภรณ์สีม่วงเข้มกำลังทอดพระเนตรลงมาด้วยแววตาประดุจพญาเหยี่ยวที่มองเหยื่อในกรงขัง
"ถวายพระพรสนมเอกเพคะ หม่อมฉันหลินซูเหยา" นางย่อกายลงอย่างได้สัดส่วนและงดงามตามธรรมเนียม ทว่าสันหลังกลับตั้งตรงดั่งต้นสนกลางพายุ
ความเงียบปกคลุมอยู่ครู่ใหญ่ ไม่มีพระราชดำรัสรับสั่งให้ลุกขึ้น สนมเอกเสียแย้มพระสรวลน้อยๆ ทว่าดวงตากลับไร้ซึ่งความอบอุ่นแม้แต่น้อย
"เจ้าหรือ... สตรีสามัญที่ทำให้ท่านอ๋องผู้เยือกเย็นถึงกับยอมหักหาญน้ำใจขุนนางครึ่งราชสำนักเพื่อปกป้อง" พระสุระเสียงหวานกังสดาลทว่าเยียบเย็นราวน้ำแข็งขั้วโลก "ช่างบังอาจนัก รู้หรือไม่ว่าสถานที่แห่งนี้มิใช่เรือนรักษาโรคข้างนอก ที่นี่คือวังหลวง หากเจ้าทำสิ่งใดผิดพลาดแม้เพียงนิดเดียว หัวบนบ่าของเจ้าคงอยู่ไม่พ้นราตรีนี้"
หลินซูเหยาค่อยๆ ยืดกายขึ้นอย่างช้าๆ รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นที่มุมปากอย่างไม่เกรงกลัว "ทูลสนมเอก หม่อมฉันเป็นเพียงแพทย์ผู้หนึ่ง หน้าที่คือการรักษาชีวิต มิใช่การแย่งชิงอำนาจ แต่หากสิ่งใดที่คุกคามลมหายใจของคนไข้ หรือแม้แต่ลมหายใจของหม่อมฉันเอง... ต่อให้เป็นเงื้อมมือของพญายม หม่อมฉันก็ย่อมต้องหาทางผ่าตัดมันทิ้งเสีย"
คำพูดที่เปรียบเปรยการแพทย์เข้ากับการตัดสินความเป็นความตายอย่างไม่เกรงกลัวอาญา ทำให้พระพักตร์ของสนมเอกเสียเปลี่ยนสีไปวูบหนึ่ง ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มเหี้ยมเกรียม
"ปากคอเราะร้ายสมคำร่ำลือ สมแล้วที่เป็นคนของเฉินจิ้งหาน" สนมเอกเสียโบกพระหัตถ์เบาๆ นางกำนัลสนิทคนหนึ่งจึงรีบยกถาดไม้ลงลวดลายวิจิตรบรรจงเข้ามา ในนั้นมีถ้วยกระเบื้องเคลือบสีขาวสะอาดบรรจงรินชาอุ่นกรุ่นจนมีควันลอยขึ้นจางๆ "ในเมื่อเจ้าอ้างตัวว่าเป็นหมอเทวดา เช่นนั้นก็จงดื่มชาต้อนรับจอกนี้จากมือข้าเสีย เพื่อแสดงความภักดีต่อตำหนักในแห่งนี้"
สายตาทุกคู่ในห้องโถงจับจ้องมาที่หลินซูเหยา บรรยากาศกดดันจนแทบหยุดหายใจ นางก้าวเข้าไปใกล้ถาดนั้นทีละน้อย สัญชาตญาณความเป็นแพทย์เตือนภัยอย่างรุนแรง กลิ่นจางๆ ที่ลอยมาจากผิวน้ำชาหาใช่กลิ่นชาหลงจิ่งชั้นดีไม่ แต่มันคือกลิ่นของ 'ผงมรกตไร้ลักษณ์' พิษโบราณที่ออกฤทธิ์กัดกร่อนอวัยวะภายในภายในชั่วก้านธูป หากดื่มเข้าไป ต่อให้เป็นเซียนก็ไม่อาจยื้อชีวิตได้
นางหยิบถ้วยชาขึ้นมาด้วยปลายนิ้วที่มั่นคง ความอุ่นแผ่ซ่านผ่านเนื้อกระเบื้องเข้าสู่ฝ่ามือ ทว่าหัวใจของนางกลับเย็นเยียบดั่งห้วงสมุทร
ในจังหวะนั้นเอง เสียงฝีเท้ารatหนักแน่นและทรงพลังดั่งเสียงกลองศึกก็ดังขึ้นจากภายนอกตำหนัก เป็นจังหวะที่ทรงอำนาจและเยือกเย็นจนทำให้ทหารยามหน้าพระMณเฑียรถึงกับตัวสั่นเทา
"ท่านอ๋องเสด็จ—!" เสียงขันทีหน้าห้องขานรับด้วยความตื่นตระหนก
อ๋องเฉินจิ้งหานในชุดคลุมสีดำสนิทปักลายมังกรเงินทะยานเข้ามาในห้องโถงด้วยรัศมีอันน่าสะพรึงกลัว พระเนตรคมกลาบกวาดมองสถานการณ์ตรงหน้าเพียงชั่วพริบตา ความดุดันและเย็นชาแผ่ขยายออกรอบกายราวกับพายุมืดครึ้มที่พร้อมจะกลืนกินทุกสิ่ง
หลินซูเหยายังคงถือถ้วยชาในมือ นางเงยหน้าขึ้นสบตากับบุรุษผู้เป็นสามีในนามผู้นั้น แววตาของเขาลึกล้ำและเต็มไปด้วยเพลิงโทสะที่ถูกกดทับไว้อย่างมิดชิด
"สนมเอกเสียทรงโปรดปรานถึงขั้นรินชาต้อนรับพระชายาของเปิ่นหวังด้วยพระองค์เองเชียวหรือ" สุระเสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจเอ่ยขึ้น ทว่ากลับเยือกเย็นเสียจนอุณหภูมิในห้องลดฮวบลงทันที
ขอบพระคุณท่านรี้ดผู้ทรงเกียรติทุกท่านที่ร่วมเดินหมากกลยุทธ์อันเชือดเฉือนนี้ไปพร้อมกับผมนะครับ
ท่านอ๋องอย่าร้าย...ข้าแค่ทะลุมาเป็นหมอ•ตอนที่ 8
วังหลวงคือสมรภูมิ
ผลงานโดย เฉินเว่ยสายลุย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เฉินเว่ยสายลุย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ท่านอ๋องอย่าร้าย...ข้าแค่ทะลุมาเป็นหมอ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!