เสียงระฆังสำริดจากหอคอยทิศประจิมกังวานสะท้านเลื่อนลั่นไปทั่วทั้งนครหลวง ราวกับเสียงคำรามของพญามัจจุราชที่กำลังเคาะประตูเรียกวิญญาณ
ในตำหนักบูรพาเวลานี้ ไร้ซึ่งความเงียบสงบอันควรจะเป็น กลิ่นอายของความตายและคาวเลือดลอยล่องมาตามกระแสลมยามวิกาล หลินซูเหยากวาดสายตาคมกริบมองไปยังคราบเขม่าดำที่ลอยละลิ่วอยู่เบื้องนอกหน้าต่างบานแกะสลัก นางกระชับมีดผ่าตัดเหล็กกล้าขนาดจิ๋วที่ซ่อนอยู่ภายใต้แขนเสื้อผ้าแพรต่วนเนื้อดีอย่างมั่นคง ปลายนิ้วเรียวยาวสัมผัสได้ถึงความเย็นเฉียบของโลหะ ซึ่งบัดนี้มันไม่ได้มีไว้เพื่อช่วยชีวิตผู้คนอีกต่อไป หากแต่เป็นคมเขี้ยวสุดท้ายในการปกป้องลมหายใจของตนเองและบุรุษผู้กุมชะตาแผ่นดินเบื้องหน้า
"ซูเหยา... เจ้าถอยไปอยู่ด้านหลังข้า"
เสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจเอ่ยขึ้นอย่างเยือกเย็น แต่น้ำเสียงนั้นกลับสั่นไหวเล็กน้อยด้วยคลื่นอารมณ์ที่ยากจะควบคุม อ๋องเฉินจิ้งหานในชุดเกราะศึกสีนิลประดับลวดลายมังกรทะยานฟ้า ยืนตระหง่านบังร่างบางของนางไว้มิดชิด มือหนาที่กำด้ามกระบี่คู่กายแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน นัยน์ตาคมกริบดั่งเหยี่ยวทะเลทรายทอดมองออกไปเบื้องนอกผ่านช่องประตูที่เปิดกว้าง ที่ซึ่งกองกำลังทหารนับหมื่นชีวิตกำลังเคลื่อนพลเข้าประชิดกำแพงเมืองอย่างเงียบเชียบ ทว่าเหี้ยมเกรียมและเป็นระบบระเบียบ
นี่ไม่ใช่การรัฐประหารทั่วไป... แต่นี่คือการกบฏที่ถูกวางแผนมาอย่างแยบยลและยาวนาน
"ท่านอ๋องคิดว่าหม่อมฉัน เป็นสตรีในห้องหอที่รอให้บุรุษปกป้องเพียงฝ่ายเดียวหรือเพคะ?" หลินซูเหยาเอ่ยตอบ น้ำเสียงของนางราบเรียบ เยือกเย็น และมั่นคงดั่งขุนเขา ท่ามกลางบรรยากาศที่บีบคั้นจนแทบหายใจไม่ออก นางก้าวเข้าไปประชิดร่างสูงใหญ่ พร้อมกับใช้ผ้าแพรสีขาวสะอาดเช็ดคราบโลหิตที่เปื้อนข้างแก้มของเขาอย่างเบามือ แม้ภายนอกนางจะดูสงบนิ่งราวกับผิวน้ำในบึงใหญ่ ทว่าภายในหัวสมองกำลังประมวลผลกลยุทธ์นับพันเพื่อหาทางออกที่ดีที่สุดจากวงล้อมมรณะนี้
เฉินจิ้งหานเหลือบสายตากลับมามองสตรีในดวงใจ แววตาที่เคยดุดันและเย็นชามาตลอดชีวิต กลับฉายประกายความอ่อนโยนล้ำลึกที่หาดูได้ยาก เขายื่นมือหนาขึ้นกุมมือเรียวที่ถือเครื่องมือแพทย์ของนางไว้แน่น ราวกับต้องการถ่ายทอดความอบอุ่นและพลังชีวิตให้แก่กันและกันในยามที่โลกทั้งใบกำลังล่มสลาย
"ข้าไม่ยอมให้ผู้ใดแตะต้องปลายเส้นผมของเจ้า... แม้แต่เงาของความตายก็ไม่มีสิทธิ์" น้ำเสียงของเขาหนักแน่นดั่งคำสัตย์ปฏิญาณ ทว่าในวินาทีนั้นเอง เสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับร้อยก็ดังขึ้นที่ระเบียงทางเดินด้านนอก พร้อมกับเสียงเกราะกระทบกันอย่างเกริกไกร
ปัง!
บานประตูไม้สักทองแกะสลักลวดลายวิจิตรถูกถีบกระเด็นหลุดจากวงกบด้วยพลังภายในอันกล้าแกร่ง ฝุ่นผงและเศษไม้กระจายไปทั่วบริเวณ ร่างของทหารองครักษ์นับสิบคนล้มระเนระนาดเข้ามานอนจมกองเลือดอยู่แทบเท้าของทั้งสอง บุรุษในชุดเกราะเงินยวงสลักลายพยัคฆ์เหินก้าวเข้ามาด้วยรอยยิ้มหยันที่มุมปาก ดวงตาคมปลาหลดกวาดมองอ๋องเฉินจิ้งหานด้วยความสะใจ
"ท่านอ๋อง... ดูท่าทางท่านจะหมดสนุกเสียแล้วกระมัง" แม่ทัพพยัคฆ์ทมิฬ นามว่า 'หลี่อวี้' เอ่ยขึ้น น้ำเสียงเย้ยหยันก้องกังวานไปทั่วตำหนัก "ราชโองการสวรรค์ประกาศิตชัดเจน ท่านสะสมกำลังพลนอกลู่นอกทาง คิดการใหญ่เป็นกบฏ ฝ่าบาททรงมีรับสั่งให้ปลิดชีพท่าน ณ สถานที่แห่งนี้!"
บรรยากาศภายในห้องพลระอุขึ้นทันที อ๋องเฉินจิ้งหานไม่แม้แต่จะชายตามองแม่ทัพผู้ทรยศ เขายกกระบี่ขึ้นช้าๆ รัศมีสังหารแผ่ซ่านออกมาจากร่างจนอากาศรอบกายแทบจะแข็งตัว "หลี่อวี้... เจ้าคิดว่าสุนัขรับใช้เช่นเจ้า มีปัญญาถือราชโองการของฮ่องเต้จริงหรือ?"
"จริงหรือเท็จไม่สำคัญ... สำคัญที่ว่าตอนนี้ กำลังพลสามหมื่นนายของข้าปิดล้อมตำหนักนี้ไว้หมดแล้ว ท่านไม่มีทางหนีรอดไปได้!" หลี่อวี้หัวลั่นด้วยความลำพองใจ พร้อมกับตบมือเป็นสัญญาณให้พลธนูรอบด้านขึ้นสายศรเตรียมพร้อม
ทว่า ในเสี้ยววินาทีแห่งความเป็นความตายนั้นเอง หลินซูเหยากลับยิ้มมุมปาก นางไม่ได้แสดงอาการหวาดกลัวแม้แต่น้อย มือเรียวที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อดีดนิ้วเบาๆ ส่งสัญญาณบางอย่างออกไป
พึ่บ!
เสียงปีกนกกระพือดังขึ้นจากมุมมืด พร้อมกับลูกธนูอาบยาพิษนับร้อยดอกที่พุ่งแหวกอากาศสวนเข้ามาจากภายนอกหน้าต่างอย่างไร้ที่ติ ร่างของพลธนูฝ่ายศัตรูที่ซุ่มอยู่บนหลังคาต่างร่วงหล่นลงมาดั่งใบไม้ร่วง
หลี่อวี้หน้าถอดสีทันที เขารีบหันขวับกลับไปมองเบื้องหลังด้วยความตกใจสุดขีด ทว่ายังไม่ทันที่เขาจะได้เอ่ยคำใด อ๋องเฉินจิ้งหานก็พุ่งทะยานร่างออกไปด้วยความเร็วปานสายฟ้าแลบ ประหนึ่งพญาอินทรีย์ขยسเหยื่อ ประกายกระบี่สีเงินยวดยาววาดผ่านลำคอของแม่ทัพทรยศในเสี้ยววินาทีอย่างไร้ความปรานี
โลหิตสีแดงฉานสาดกระเซ็นย้อมผืนพรมปักลายหงส์ทองจนกลายเป็นสีชาด หลี่อวี้เบิกตากว้าง อ้าปากพะงาบๆ คล้ายจะกล่าวสิ่งใด แต่วิญญาณกลับหลุดลอยไปเสียก่อน ร่างไร้ลมหายใจล้มฟุบลงกระแทกพื้นเสียงดังสนั่น
ความเงียบงันกลับมาปกคลุมตำหนักอีกครั้ง ทว่ามันเป็นความเงียบที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายของสงครามที่เพิ่งเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น
อ๋องเฉินจิ้งหานสะบัดกระบี่ไล่หยดเลือดออก ลมหายใจของเขาหอบถี่เล็กน้อยก่อนจะหันกลับมามองสตรีที่ยืนอยู่เบื้องหลัง นางกำลังเก็บมีดผ่าตัดเข้าที่อย่างใจเย็น แววตาคู่สวยสะท้อนภาพเงาของเขาอย่างชัดเจน
"ท่านอ๋อง... ดูเหมือนว่านี่เป็นเพียงการทักทายรอบแรกเท่านั้น" หลินซูเหยาเอ่ยขึ้น น้ำเสียงของนางเจือแววเย้าหยอกเล็กน้อย ทว่าแววตากลับจริงจังถึงขีดสุด
เฉินจิ้งหานก้าวเข้าไปประชิดตัวนาง คว้าเอวบางมากอดไว้แน่นราวกับต้องการหลอมรวมร่างของนางให้เป็นเนื้อเดียวกับตนเอง เขาโน้มใบหน้าลงกระซิบข้างใบหูของนางด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำและเปี่ยมด้วยความมั่นคงดั่งหินผา
"ต่อให้กองทัพสวรรค์ยกมาขวางหน้า หรือนรกภูมิจะเปิดประตูต้อนรับ ข้าก็จะไม่ยอมปล่อยมือจากเจ้า... ซูเหยา"
ในขณะที่ทั้งสองกำลังสบตากันด้วยความลึกซึ้ง ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าจำนวนมหาศาลราวกับคลื่นทะเลคลั่งก็ดังสะเทือนเลื่อนลั่นมาจากนอกกำแพงเมือง พร้อมกับเสียงโห่ร้องก้องกังวานของกองทัพนับแสนที่เคลื่อนพลเข้ามาประชิดพระราชวังชั้นใน และที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือ... ธงประจำกองทัพที่โบกสะบัดอยู่แถวหน้าสุด ไม่ใช่ธงของกบฏหลี่อวี้ หากแต่เป็นธงตราสัญลักษณ์ของ 'องค์รัชทายาท' ผู้ซึ่งควรจะสิ้นพระชนม์ไปในสนามรบเมื่อสามปีก่อน!
ขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางฝ่าฟันคลื่นลมอันบ้าคลั่งนี้มาด้วยกัน แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ
ท่านอ๋องอย่าร้าย...ข้าแค่ทะลุมาเป็นหมอ•ตอนที่ 22
กับดักที่ไม่มีวันหนีพ้น
ผลงานโดย เฉินเว่ยสายลุย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เฉินเว่ยสายลุย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ท่านอ๋องอย่าร้าย...ข้าแค่ทะลุมาเป็นหมอ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!