ท่านอ๋องอย่าร้าย...ข้าแค่ทะลุมาเป็นหมอ•ตอนที่ 20

หมอเทวดาผู้กุมชะตา

ผลงานโดย เฉินเว่ยสายลุย
กลิ่นหอมเย็นของชะมดเชียงและกำยานราคาแพงลอยอบอวลอยู่เบื้องพระพักตร์ ทว่ากลับมิอาจกลบกลิ่นคาวสนิมเหล็กจางๆ ที่โชยมาจากแท่นบรรทมของโอรสสวรรค์ได้เลยแม้แต่น้อย ถ้วยกระเบื้องเคลือบสีไข่ไก่ในมือของอ๋องเฉินจิ้งหานสั่นไหวเพียงเล็กน้อย... เล็กน้อยเสียจนหากผู้มองมิใช่ยอดกุนซือผู้ผ่านสนามรบมาโชกโชน ย่อมไม่มีทางสังเกตเห็นรอยกระเพื่อมของน้ำชาสีอำพันภายใน ฮองเฮาประทับนั่งอยู่บนเก้าอี้พนักสูงบุด้วยขนจิ้งจอกหิมะ พระพักตร์เรียบเฉยรา4ะรูปสลักหยกเย็นชา มุมพระโอษฐ์ประดับรอยยิ้มบางเบาที่ฉาบเคลือบด้วยยาพิษ รอยยิ้มของผู้ชนะที่ถือไพ่เหนือกว่าในกระดานหมากรุกกระดานนี้ "ท่านอ๋องทรงรีบตัดสินใจเถิดนะ" พระสุรเสียงหวานกังสดาลทว่าเยียบเย็นราวน้ำแข็งขั้วโลกเอื้อnขึ้น "เวลาของฮ่องเต้... เหลือน้อยเต็มทีแล้ว หากฮ่องเต้เสด็จสวรรคตก่อนที่ท่านจะทรงดื่มชาถ้วยนี้ ข้อหา 'ปลิดชีพพระมหากษัตริย์' ย่อมตกเป็นของหมอหญิงหลินผู้นั้นโดยชอบธรรม และเมื่อถึงเวลานั้น แม้แต่กองทัพพยัคฆ์ทมิฬของท่าน ก็มิอาจช่วยนางให้พ้นจากราชอาญาได้หรอกครับ" คำว่า 'ครับ' จากพระโอษฐ์ของขันทีคนสนิทที่ยืนกุมมืออยู่เบื้องพระพักตร์ยิ่งตอกย้ำความกดดันในห้องบรรทมให้หนักอึ้งดั่งขุนเขา หลินซูเหยา खड़े (ยืน) อยู่เบื้องหลังร่างสูงใหญ่ของท่านอ๋อง ดวงตาคู่คมกริบดั่งศัลยแพทย์ผู้จ้องมองหน้าจอชีพจรที่กำลังดิ่งลงเหว นางมิได้สะท้านสะเทือนต่อความตายที่อยู่ห่างไปเพียงคืบ ทว่าแววตาที่มองแผ่นหลังกว้างของบุรุษผู้ยืนบังลมฝนให้นางกลับฉายประกายความซับซ้อนบางประการ *เขาจะเลือกสิ่งใด... ระหว่างอำนาจ แผ่นดิน และชีวิตของตน กับสตรีผู้มาจากต่างภพเช่นนาง?* อ๋องเฉินจิ้งหานมิได้หันกลับมามองนาง แผ่นหลังนั้นยังคงตั้งตรงดั่งทวนเหล็กกล้า ทว่ากล้ามเนื้อสันกรามของเขากลับนูนเด่นขึ้นจากการขบกรามแน่น ดวงตาคมปลาบดุจพญาอินทรีทอดมองถ้วยชาในมือสลับกับร่างของพระราชบิดาที่นอนหายใจรวยรินบนแท่นบรรทม ในฐานะแม่ทัพผู้กุมชะตากรรมของแผ่นดิน เขารู้ดีว่าหากเขาดื่มชาผสมพิษสลายกำลังนี้เข้าไป กองทัพพยัคฆ์ทมิฬจะไร้ผู้นำในชั่วข้ามคืน และราชบัลลังก์จะตกอยู่ในกำมือของฝ่ายฮองเฮาและอัครมหาเสนาบดีทันที แต่หากเขาปฏิเสธ... หลินซูเหยาจะต้องรับโทษทัณฑ์ที่โหดเหี้ยมที่สุดในประวัติศาสตร์ราชสำนัก "ฮองเฮาทรงปรีชาสามารถยิ่งนัก" สุริยเสียงทุ้มต่ำราวกับเสียงคำรามของพยัคฆ์หนุ่มดังขึ้น ทำลายความเงียบงันอันน่าอึดอัด อ๋องเฉินจิ้งหานแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความขบขัน มีเพียงไอสังหารที่แผ่ซ่านจนนางกำนัลรอบห้องต้องก้าวถอยหลังโดยไม่รู้ตัว "ท่านอ๋องทรงชมเกินไปแล้ว..." ฮองเฮายังคงแย้มสรวล "แต่กระหม่อมเกรงว่า..." ชายหนุ่มหมุนถ้วยชาในมือช้าๆ สายตาคมกริบกวาดมองหยดน้ำชาที่สะท้อนแสงไฟจากตะเกียงสำริด "พระองค์ทรงลืมคำนวณตัวแปรสำคัญไปหนึ่งอย่าง" "ตัวแปรอันใด?" ฮองเฮาขมวดพระขนงเล็กน้อย "นั่นคือ... ข้าพเจ้ามิใช่คนที่จะยอมให้ผู้ใดมาDictate (กำหนด) ชะตากรรมของคนของข้าพเจ้า" สิ้นคำ... อ๋องเฉินจิ้งหานมิได้ดื่มชาถ้วยนั้นตามที่ถูกบีบบังคับ ทว่าเขากลับสะบัดข้อมืออย่างรวดเร็วดั่งสายฟ้าแลบ สาดน้ำชาสีอำพันลงบนพื้นพรมขนสัตว์เบื้องพระพักตร์ฮองเฮาจนกระเซ็นถูกชายฉลองพระองค์! "บังอาจ!" ขันทีคนสนิทแผדเสียงกรีดร้องด้วยความตกใจ พร้อมกับชักกระบี่ออกจากฝักพุ่งเข้าใส่ทันที *เคร้ง!* ประกายไฟสาดกระเซ็น กระบี่ในมือขันทีหักสะบั้นเป็นสองท่อนด้วยฝ่ามือเดียวของอ๋องเฉินจิ้งหาน ร่างของขันทีผู้บังอาจกระเด็นไปกระแทกเสามังกรกระอักเลือดออกมาคำโต สิ้นสติไปในทันทีโดยไม่ต้องเอ่ยคำใดเพิ่ม บรรยากาศในตำหนักมังกรพลิกผันเป็นสนามรบในพริบตา ทหารองครักษ์นับร้อยนายกรูกันเข้ามาปิดล้อมพระตำหนัก ปลายหอกนับร้อยเล่มพุ่งตรงมายังจุดที่ท่านอ๋องและหลินซูเหยา đứngอยู่ ทว่าชายหนุ่มกลับไม่แม้แต่จะชายตามองกองกำลังเหล่านั้น เขาวางถ้วยชาเปล่าลงบนโต๊ะไม้จันทน์เสียงดังสนั่น *กริ๊ก* ก่อนจะหันกลับมาเผชิญหน้ากับหลินซูเหยา สายตาที่มักจะเย็นชาและดุดัน บัดนี้กลับอ่อนโยนลงวูบหนึ่งอย่างที่นางไม่เคยเห็นมาก่อน "เจ้า... กลัวหรือไม่" สุริยเสียงของเขาแผ่วเบา ทว่าหนักแน่นดั่งขุนเขา หลินซูเหยาเม้มริมฝีปากเล็กน้อย ก่อนจะระบายยิ้มบางๆ ที่มุมปาก แววตาของศัลยแพทย์อัจฉริยะกลับมาเปล่งประกายความมั่นใจอีกครั้ง นางหยิบกระเป๋าเครื่องมือแพทย์ผ้าไหมสีดำออกจากอกเสื้อ คลี่ออกเผยให้เห็นเข็มเงินและอุปกรณ์ผ่าตัดขนาดจิ๋วที่เรียงรายอย่างเป็นระเบียบ "หมอเช่นข้า กลัวความตายเสียที่ไหนกันเพคะท่านอ๋อง" นางกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่มั่นคง "ในเมื่อพระองค์ทรงกล้าประกาศสงครามกับฮองเฮาเพื่อปกป้องข้าแล้ว เช่นนั้น... หน้าที่ในการยื้อชีวิตของฮ่องเต้จากเงื้อมมือมัจจุราช ก็ต้องฝากไว้เป็นเดิมพันของหมอหญิงคนนี้เช่นกัน" นางก้าวผ่านร่างของอ๋องเฉินจิ้งหานไปอย่างอาจหาญ เดินตรงไปยังแท่นบรรทมของฮ่องเต้ท่ามกลางปลายหอกนับร้อยที่รายล้อม ฮองเฮาทอดพระเนตรการกระทำนั้นด้วยความตื่นตระหนกและโกรธเกรี้ยว พระพักตร์บิดเบี้ยวจนเสียโฉม "จับนาง! ใครกล้าขัดขวางการประหาร นอกรีตผู้นั้นคือผู้สมรู้ร่วมคิด!" ฮองเฮาทรงกริ้วจนพระสุรเสียงสั่นเครือ ทหารองครักษ์ก้าวเท้าเข้ามาเตรียมจะ1งดาบลงบนร่างของหลินซูเหยา ทว่าในเสี้ยววินาทีนั้นเอง เสียงคำรามอันทรงพลังก็ดังสะท้านสะเทือนไปทั่วทั้งตำหนัก "ใครกล้าขยับ... หัวหลุดจากบ่า!" อ๋องเฉินจิ้งหานก้าวขึ้นมายืนขวางเบื้องหน้าหลินซูเหยา ดาบประจำกายในมือถูกชักออกจากฝัก แสงสีเงินวาววับสะท้อนกับเปลวไฟจนน่ากลัว ไอสังหารแผ่ขยายปกคลุมทั่วรัศมีสียรภพ แรงกดดันมหาศาลจากยอดแม่ทัพผู้ผ่านสงครามมานับไม่ถ้วนทำให้ทหารองครักษ์นับร้อยนายชะงักงัน ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง หลินซูเหยาไม่สนใจความวุ่นวายเบื้องหลัง นางปีนขึ้นไปบนแท่นบรรทม ดวงตาคู่คมกวาดมองอาการของฮ่องเต้ด้วยสัญชาตญาณแพทย์ มือเรียวบางเปิดฉลองพระองค์ออกอย่างรวดเร็วเพื่อตรวจสอบจุดชีพจรและร่องรอยของพิษ *ชีพจรเต้นอ่อนมาก... อุณหภูมิร่างกายเริ่มลดลง สัญญาณชีพกำลังจะหายไป* "ซูเหยา..." เสียงกระซิบแผ่วเบาของอ๋องเฉินจิ้งหานดังขึ้นจากด้านหลัง ท่ามกลางความตึงเครียดที่แทบจะระเบิดออกเป็นเสี่ยงๆ "ข้าต้องการเวลาสิบลมหายใจ..." หลินซูเหยาเอ่ยขึ้นโดยไม่หันกลับไปมอง มือของนางหยิบเข็มเงินเล่มยาวออกมา ปักลงที่จุดฝังเข็มสำคัญบริเวณพระอุระของฮ่องเต้ด้วยความแม่นยำระดับปรมาจารย์ "และพระองค์... ห้ามให้ใครหน้าไหนเข้ามาขัดขวางเด็ดขาด" "รับทราบ" คำตอบสั้นๆ ทรงพลังจากบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในแผ่นดิน ท่ามกลางสายตาของฮองเฮาที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัว และเหล่าขุนนางที่แอบซุ่มดูสถานการณ์ หลินซูเหยาหลับตาลงตั้งสมาธิ ถ่ายเทพลังปราณและใช้ความรู้ทางการแพทย์สมัยใหม่ผสานกับวิชาแพทย์โบราณเพื่อขับพิษออกจากพระวรกายของฮ่องเต้ เวลาผ่านไปราวกัป Aeternity... จนกระทั่งเข็มเงินเล่มสุดท้ายเปลี่ยนเป็นสีดำสนิท! ฮ่องเต้ที่นอนแน่นิ่งมาหลายวันสำลักเสียงดัง *แค่ก!* ลิ่มเลือดสีดำคล้ำพุ่งทะลักออกจากพระโอษฐ์ตกลงบนผ้าแพรสีทอง พระเนตรที่ปิดสนิทค่อยๆ ลืมขึ้นอย่างช้าๆ ท่ามกลางความตกตะลึงพรึงเพริดของทุกคนในห้อง ฮ่องเต้ทรงหายใจเฮือกใหญ่ ร่างกายที่เคยไร้เรี่ยวแรงกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง พระองค์ทรงหันพระพักตร์มามองหน้าหลินซูเหยาด้วยความทึ่ง ก่อนจะตรัสด้วยพระสุรเสียงแหบพร่าแต่ชัดเจนก้องกังวาน "หมอ... หมอเทวดา..." ทว่า ในขณะที่ทุกคนกำลังโล่งอกกับปาฏิหาริย์นั้นเอง ขันทีเฒ่าผู้หนึ่งที่แอบหลบอยู่มุมเสาก็รีบคลานเข้ามาพร้อมกับม้วนพระราชโองการสีทองอร่ามในมือที่สั่นเทา "พระ... พระราชโองการลับ... จากแคว้นเหนือ... มาถึงแล้วพ่ะย่ะค่ะ!" เฉินเว่ยสายลุยขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามอ่านและร่วมเดินทางฝ่าคลื่นลมการเมืองในยุคนี้ไปด้วยกันนะครับ
สารจากนักเขียน (เฉินเว่ยสายลุย)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ท่านอ๋องอย่าร้าย...ข้าแค่ทะลุมาเป็นหมอ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%