กลิ่นอายของสนิมเหล็กและคาวเลือดคละคลุ้งหนาแน่นจนแทบจะกลายเป็นหมอกสีชาดที่ปกคลุมไปทั่วตำหนักทักษิณ ร่างของทหารยามนับร้อยนายกองระเกะระกะอยู่บนพื้นหินอ่อนที่เคยขาวสะอาด บัดนี้ถูกย้อมด้วยสีโลหิตจนกลายเป็นลวดลายอัปมงคล
เฉินจิ้งหานก้าวเดินผ่านซากปรักหักพัง รองเท้าหนังปักดิ้นทองย่ำลงบนคราบเลือดโดยไม่สะท้านสะเทือนแม้แต่น้อย อาภรณ์สีดำสนิทปักลายมังกรทะยานเมฆสะท้อนแสงไฟจากคบเพลิงวับวาม ใบหน้าหล่อเหลาดั่งหยกสลักเรียบนิ่งดุจน้ำแข็งพันปี ทว่านัยน์ตาหงส์คู่นั้นกลับลุกโชนด้วยเปลวเพลิงแห่งความพินาศที่พร้อมจะเผาผลาญทุกสิ่งให้เป็นจุล
"ท่านอ๋อง... กองกำลังที่เหลือของเสนาบดีหลี่ถูกกวาดล้างจนหมดสิ้นแล้วพ่ะยะค่ะ" เสียงรายงานจากรองแม่ทัพหนุ่มดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงัน
ทว่าบุรุษผู้ได้ชื่อว่าเป็นเทพสงครามแห่งแคว้นหาได้ใส่ใจคำรายงานนั้นไม่ สายตาคมกริบดั่งใบมีดกวาดมองไปยังร่างของหลี่ว์เฉิงอวบที่คุกเข่าอยู่เบื้องหน้า เสนาบดีผู้เคยเรืองอำนาจ บัดนี้เส้นผมยุ่งเหยิง ใบหน้าอาบไปด้วยน้ำตาและคราบเลือด สภาพไม่ต่างจากสุนัขจนตรอก
"เฉินจิ้งหาน... เจ้า... เจ้ากล้าสังหารขุนนางผู้ใหญ่..." หลี่ว์เฉิงอวบเค้นเสียงลอดไรฟันด้วยความแค้นเคือง แม้ร่างกายจะสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว
เฉินจิ้งหานหยุดยืนเบื้องหน้ามัน ช้าๆ ท่วงท่าองอาจสง่างามราวกับพญาอินทรีที่กำลังมองเหยื่อในกรงขัง เขาย่อกายลงเล็กน้อย ใช้ด้ามกระบี่วิจิตรเชยคางของอีกฝ่ายขึ้นบังคับให้สบตา
"ขุนนางผู้ใหญ่?" น้ำเสียงทุ้มนุ่มทว่าเย็นเยียบราวน้ำแข็งจากขั้วโลกเอื้อnออกมาช้าๆ "เจ้าเอาสิทธิ์อันใดมาเอ่ยคำนี้ ในเมื่อมือของเจ้าเปื้อนเลือดของสตรีที่บริสุทธิ์ที่สุดในแผ่นดิน... และเป็นดวงใจเพียงดวงเดียวของเปิ่นหวาง"
คำว่า 'ดวงใจ' นั้นกดต่ำลงด้วยความเคียดแค้นที่อัดอั้น ทันใดนั้น ปลายกระบี่คมกริบก็ตวัดผ่านลำคอของเสนาบดีหลี่โดยไม่รอให้มันได้เอ่ยคำแก้ตัวใดๆ อีก โลหิตสีดำทะลักพุ่งออกมาจากบาดแผล ร่างไร้ลมหายใจล้มฟุบลงกระแทกพื้นอย่างไร้ค่า
นี่ไม่ใช่การชิงอำนาจทางการเมือง แต่นี่คือ 'การล้างบาง'
ทุกย่างก้าวที่เฉินจิ้งหานเดินผ่านในคืนนี้คือบัญชีเลือดที่ต้องชำระ ตระกูลหลี่และขุนนางกบฏทุกผู้ทุกนามที่เกี่ยวข้องกับการลอบวางยาพิษหลินซูเหยา ล้วนถูกถอนรากถอนโคนในชั่วข้ามคืนเดียว ไม่มีแม้แต่เสียงร้องขอชีวิต เพราะเทพสงครามแห่งแคว้นได้กลายเป็น 'ยมราช' ที่ไร้ซึ่งความเมตตาปรานีไปเสียแล้ว
ทว่า... ต่อให้เขาสังหารคนนับพันเพื่อล้างแค้นให้jนาง แล้วมันจะมีประโยชน์อันใดเล่า? ในเมื่อภาพของหญิงสาวผู้มีรอยยิ้มเฉียบคมดั่งศัลยแพทย์อัจฉริยะ นั่งพิงหัวเตียงด้วยใบหน้าซีดเซียวริมฝีปากม่วงคล้ำจากพิษร้าย ยังคงติดตรึงอยู่ในห้วงคำนึงของเขา
*“ท่านอ๋อง... เกรงว่าพิษในตัวฮูหยิน... จะรอให้ท่านชำระแค้นไม่ไหวแล้วกระมangครับ”*
คำพูดของหมอหลวงชราเมื่อยามพลบค่ำยังคงก้องกังวานอยู่ในโสตประสาท ราวกับค้อนเหล็กที่ทุบลงกลางอกของบุรุษผู้ไม่เคยเกรงกลัวฟ้าดิน
หัวใจที่เคยแข็งแกร่งราวดั่งภูผา บัดนี้กลับสั่นสะท้านอย่างรุนแรง ภาพบุรุษผู้เย็นชา ดุดัน และเย่อหยิ่งในศักดิ์ศรี พังทลายลงในพริบตา ความรู้สึกผิด โทษตัวเอง และความหวาดกลัวที่จะสูญเสีย ยิ่งใหญ่เสียยิ่งกว่าการสูญเสียบัลลังก์หรือแผ่นดิน
เฉินจิ้งหานหมุนตัวกลับอย่างรวดเร็ว อาภรณ์สีดำสะบัดพลิ้วตามแรงลมยามราตรี เขาไม่สนใจซากศพหรือกองเลือดเบื้องหลังอีกต่อไป เป้าหมายเดียวในตอนนี้คือการกลับไปหานาง ร่างสูงโปร่งทะยานขึ้นหลังม้าศึกสีดำสนิท ควบทะยานฝ่าความมืดมิดของรัตติกาลกลับสู่ตำหนักอ๋องด้วยความเร็วดั่งสายฟ้าแลบ ทิ้งไว้เพียงฝุ่นตลบและเสียงควบม้าที่ก้องกังวานไปทั่วเมืองหลวง
เมื่อมาถึงตำหนักอ๋อง เฉินจิ้งหานกระโดดลงจากหลังม้าอย่างไม่คิดชีวิต ฝ่าเท้าหนารีบสาวเท้ายาวๆ ตรงไปยังเรือนอนุสาวรีย์ที่นางพักผ่อน บรรยากาศภายในตำหนักเงียบสงบจนน่าใจหาย มีเพียงแสงไฟริบหรี่จากตะเกียงน้ำมันหอม
ผลุน!
ประตูดังลั่นเมื่อถูกผลักออกด้วยมือของท่านอ๋องผู้ยิ่งใหญ่ ทว่าภาพที่ปรากฏเบื้องหน้ากลับทำให้ลมหายใจของเขาแทบหยุดชะงัก
หลินซูเหยานอนแน่นิ่งอยู่บนเตียงไม้แกะสลัก ใบหน้างดงามที่เคยมีรอยยิ้มเย้าหยอก บัดนี้ขาวซีดราวกระดาษ ริมฝีปากดำคล้ำสนิท ลมหายใจแผ่วเบาราวกับจะขาดห้วงไปได้ทุกเมื่อ ข้างกายคือกาชาสมุนไพรที่ยังคงมีไอระเหยลอยขึ้นมาเล็กน้อย และถ้วยกระเบื้องเคลือบสีขาวที่ถูกวางทิ้งไว้
หมอหลวงสามคนคุกเข่าตัวสั่นงกอยู่ข้างเตียง สีหน้าเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง
"นางเป็นอย่างไรบ้าง!" เฉินจิ้งหานพุ่งเข้าไปกระชากคอเสื้อของหัวหน้าหมอหลวงขึ้นมาด้วยดวงตาแดงก่ำ น้ำเสียงแหบพร่าเต็มไปด้วยความหวาดหวั่นที่ไม่อาจปิดบัง
"ท... ท่านอ๋อง... กระหม่อมไร้ความสามารถพ่ะยะค่ะ..." หมอหลวงชราน้ำตาไหลพราก "พิษในร่างของฮูหยินซึมลึกถึงชีพจรหัวใจแล้ว ต่อให้ใช้เข็มเงินเก้าเล่มสกัดจุดก็ไม่อาจยื้อชีวิตไว้ได้... เกรงว่า... เกรงว่าพ้นยามอู่ (11:00 - 12:59 น.) นี้ไป พระชายาคง... คงไม่รอดแล้วพ่ะยะค่ะ"
คำว่า 'ไม่รอด' ดังสะท้อนอยู่ในโสตประสาทของเฉินจิ้งหาน ราวกับสายฟ้าฟาดผ่าลงกลางใจ บุรุษผู้ไม่เคยหลั่งน้ำตาให้แก่ผู้ใด แม้ในวันที่ต้องสูญเสียมารดาหรือออกศึกเคียงบ่าเคียงไหล่กับความตาย บัดนี้เข่าทั้งสองข้างเกือบจะทรุดลงกับพื้น
เขาก้าวเข้าไปใกล้เตียงช้าๆ มือหนาที่เคยสังหารกบฏนับร้อยด้วยความมั่นคง บัดนี้กลับสั่นเทาอย่างควบคุมไม่อยู่ยามที่เอื้อมไปกุมมือเรียวบางที่เย็นเฉียบไร้ไออุ่น
"ซูเหยา..." น้ำเสียงของท่านอ๋องผู้เย่อหยิ่งสั่นเครือจนแทบฟังไม่ได้ศัพท์ "เจ้าลืมสัญญาแล้วหรือ ว่าจะอยู่ดูความสำเร็จของเปิ่นหวาง... ลืมแล้วหรือว่าเจ้าเป็นคนบอกเองว่าข้าติดหนี้ชีวิตเจ้าอยู่?"
ไม่มีเสียงตอบรับจากหญิงสาว มีเพียงความเงียบงันที่บีบคั้นหัวใจจนแทบแตกสลาย เฉินจิ้งหานดึงร่างบอบบางนั้นเข้ามากอดไว้แนบอก แนบใบหน้าลงกับลาดไหล่ที่เย็นเฉียบของนาง ความเย่อหยิ่งและศักดิ์ศรีทั้งหมดถูกโยนทิ้งลงพื้น เหลือเพียงบุรุษผู้โง่เขลาในความรักที่กำลังร่ำไห้อย่างไร้ซุ่มเสียง
ทว่า ในขณะที่ความมืดมนอนธกาลกำลังเข้าปกคลุมจิตใจของเขาจนถึงขีดสุดนั้นเอง...
นิ้วมือเรียวเล็กที่ควรจะไร้เรี่ยวแรง กลับขยับเขยื้อนเล็กน้อยที่ปลายนิ้ว พร้อมกับเสียงแหบแห้งกระซิบเบาๆ ข้างหูเขาด้วยประโยคที่ทำเอาลมหายใจของท่านอ๋องหยุดชะงักไปทันที
"ท่านอ๋อง... ร้องไห้... ขี้เหร่เสียจริงนะ... โบ้เอ้ย..."
---
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านสมรภูมิความรักและกลยุทธ์อันเข้มข้นนี้ไปด้วยกันนะครับ!
ท่านอ๋องอย่าร้าย...ข้าแค่ทะลุมาเป็นหมอ•ตอนที่ 25
ท่านอ๋องกลายเป็นโบ้
ผลงานโดย เฉินเว่ยสายลุย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เฉินเว่ยสายลุย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ท่านอ๋องอย่าร้าย...ข้าแค่ทะลุมาเป็นหมอ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!