เสียงกระแทกแฟ้มเอกสารหนาปึ้กบนโต๊ะไม้มะฮอกกานีราคาแพงระยับดังสนั่นห้องประชุมใหญ่ของกระทรวงพาณิชย์ แรงปะทะนั้นมากพอจะทำให้ขุนนางเฒ่าผู้เคยเชิดหน้าชูตาใส่ลูเซียน่าเมื่อหลายเดือนก่อน ถึงกับสะดุ้งเฮือกจนตัวโยน
"นี่มันหมายความว่าอย่างไร! พวกคุณกล้าดียังไงถึงปฏิเสธคำขอจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทของตระกูลวาเลนเซีย!"
เสียงหวานใสแต่ทรงพลังของลูเซียน่า วาเลนเซีย กวาดสายตาคมกริบดั่งใบมีดน้ำแข็งมองเหล่าคณะกรรมการพิจารณาใบอนุญาตที่กำลังนั่งเหงื่อแตกพลั่ก ใบหน้าอันงดงามเฉิดฉายภายใต้หมวกปีกกว้างประดับตาข่ายลูกไม้สีดำไม่ได้แสดงความโกรธเกรี้ยวออกมาแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม... รอยยิ้มมุมปากของเธอกลับเยือกเย็นและน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าพายุหิมะในฤดูหนาวเสียอีก
เอกสารในมือของเธอคือตราประทับสีแดงฉานที่ถูกปั๊มคำว่า *'ไม่อนุมัติ'* ทับลงบนชื่อบริษัทการลงทุนแห่งใหม่ที่เธอทุ่มเทแรงกายแรงใจร่างแผนธุรกิจขึ้นมา ลูเซียน่ารู้ดีว่านี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นฝีมือของพวกสุนัขรับใช้ตระกูลขุนนางเก่าที่พยายามบีบคอเธอไม่ให้ลืมตาอ้าปากได้ในตลาดการเงินหลวง
"เรียนคุณลูเซียน่า..." เจ้าหน้าที่อาวุโสกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก พยายามตั้งสติสู้สายตาที่กดดัน "เอกสารของคุณยังขาด... เอ่อ... รายละเอียดทุนจดทะเบียนสำรอง และเกณฑ์การันตีจากธนาคารหลวง ซึ่งตามกฎหมายใหม่..."
"กฎหมายใหม่ที่เพิ่งผ่านสภาไปเมื่อสามวันก่อนงั้นหรือคะ?" ลูเซียน่าแค่นหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เธอโน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย แขนเรียวภายใต้ถุงมือลูกไม้สีขาวยกขึ้นกอดอก สายตาจดจ้องเหยื่อตรงหน้าดั่งพญาอินทรีมองลูกนก "แปลกเสียจริงนะคะ ทั้งๆ ที่ร่างกฎหมายฉบับนั้นยังอยู่ในวาระลับของสภาแท้ๆ แต่พวกคุณกลับนำมาใช้ปฏิเสธฉันได้รวดเร็วยิ่งกว่าไฟลามทุ่งเสียอีก ใครเป็นคนสั่งมาคะ? ท่านมาร์ควิสโซเรล หรือว่า... อดีตคู่หมั้นผู้แสนน่าสมเพชของฉันกันแน่?"
ชื่อของ 'เอ็ดเวิร์ด' ที่ถูกหลุดออกมาจากริมฝีปากสีชาดทำเอาบรรยากาศในห้องประชุมเย็นเยียบลงไปอีกหลายเท่าตัว
เหล่าขุนนางต่างมองหน้ากันด้วยความเลิกลั่ก พวกเขาคิดว่าหญิงสาวที่เคยล้มละลายและถูกตระกูลทอดทิ้งผู้นี้จะร้องไห้ฟูมฟายและยอมจำนนต่ออำนาจมืด แต่พวกเขากลับประเมิน 'อดีตตัวร้าย' ที่ฟื้นคืนชีพด้วยมันสมองและเล่ห์เหลี่ยมอันแพรวพราวต่ำเกินไป
ในจังหวะที่สถานการณ์กำลังตึงเครียดจนแทบจะระเบิด ประตูบานคู่ไม้วอลนัทแกะสลักวิจิตรบรรจงก็ถูกผลักเปิดออกอย่างไร้ซุ่มเสียง
ร่างสูงสง่าในชุดสูททักซิโด้สั่งตัดพิเศษเข้ารูปรับกับไหล่กว้างก้าวเข้ามาในห้อง กลิ่นอายอันทรงอำนาจและความเย็นชาที่แผ่ออกมาจากตัวของเขากดทับให้ทุกคนในห้องต้องก้มหน้าลงโดยอัตโนมัติ คาร์ลอส แวน เดอร์ กราฟ... มหาเศรษฐีผู้กุมเส้นเลือดใหญ่แห่งระบบการเงินและธนาคารทั่วทั้งทวีปปรากฏตัวขึ้นแล้ว
ดวงตาคมปลาบสีอำพันกวาดมองเอกสารบนโต๊ะแวบหนึ่ง ก่อนจะทอดสายตาลงมาหยุดที่หญิงสาวข้างกายด้วยความอ่อนโยนที่สงวนไว้ให้เธอเพียงผู้เดียว
"มีปัญหาอะไรรบกวนเวลาอันมีค่าของคุณหรือเปล่าครับ ลูเซียน่าของผม" น้ำเสียงทุ้มนุ่มแต่ทรงพลังเอ่ยถามพลางเอื้อมมือหนาไปโอบรอบเอวคอดกิ่วอย่างถือวิสาสะ แต่กลับไม่มีใครในห้องนั้นกล้าปริปากท้วงติงสักคน
"พวกเขากำลังสอนฉันเรื่องกฎหมายการค้าฉบับใหม่ค่ะ คาร์ลอส" ลูเซียน่าเอียงคอซบไหล่หนาเล็กน้อย น้ำเสียงติดจะออดอ้อนแต่นัยน์ตากลับคมกริบ "พวกเขาบอกว่าบริษัท 'วาเลนเซีย โฮลดิ้ง' ของฉันยังขาดหลักทรัพย์ค้ำประกันที่หนาแน่นพอจะเปิดทำการในเมืองหลวงได้... น่าขำไหมคะ ทั้งๆ ที่ฉันอุตส่าห์เตรียมเงินสดสำรองไว้ตั้งสิบล้านเหรียญทองแท้ๆ"
คาร์ลอสยกมุมปากขึ้นเป็นรอยยิ้มหยันที่ไร้ซึ่งความอบอุ่น
"สิบล้านเหรียญทองงั้นหรือครับ..." มหาเศรษฐีหนุ่มแค่นเสียงหัวเราะต่ำในลำคอ "ช่างเป็นตัวเลขที่... น่าสมเพชเวทนาเหลือเกินสำหรับประเทศนี้"
เขาสอดมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อสูทด้านใน หยิบวัตถุชิ้นหนึ่งออกมา วัตถุนั้นคือการ์ดโลหะสีดำสนิทขอบทองคำแท้ที่ไม่มีแถบแม่เหล็กหรือลวดลายใดๆ นอกจากตราสัญลักษณ์รูปมังกรคู่ขย้ำเหรียญตรา—บัตรเครดิตอภิสิทธิ์สูงสุดที่ออกโดยธนาคารกลางแวน เดอร์ กราฟ ซึ่งมีวงเงินไร้ขีดจำกัดและมีเพียงสามใบในโลกใบนี้เท่านั้น
คาร์ลอสโยนบัตรสีดำใบนั้นลงบนโต๊ะกระจกตรงหน้าหัวหน้าคณะกรรมการพิจารณาใบอนุญาต เสียงกระทบเบาๆ แต่กลับดังสะท้อนก้องไปถึงขั้วหัวใจของทุกคนในห้อง
"ถ้าเงินสิบล้านเหรียญทองมันน้อยเกินไปจนทำให้พวกคุณตาถั่วมองไม่เห็นศักยภาพของเธอ..." คาร์ลอสโน้มตัวลงกระซิบด้วยน้ำเสียงเยือกเย็นที่บาดลึกถึงกระดูกดำ "ผมขอซื้อกิจการของกระทรวงพาณิชย์แห่งนี้ทั้งหมดด้วยวงเงินในบัตรใบนี้... ณ ตอนนี้เลย ดีไหมครับ?"
ความเงียบงันเข้าปกคลุมห้องประชุมราวกับถูกแช่แข็ง เจ้าหน้าที่อาวุโสหน้าซีดเผือดจนแทบไม่เหลือสีเลือด เหงื่อเม็ดโตผุดพรายเต็มหน้าผาก มือที่สั่นเทาเอื้อมไปแตะบัตรสีดำบนโต๊ะราวกับมันเป็นวัตถุต้องห้ามที่พร้อมจะระเบิดใส่หน้าพวกเขาได้ทุกเมื่อ
ลูเซียน่ายืนมองภาพนั้นด้วยรอยยิ้มสะใจที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความนิ่งสงบ เธอรู้ดีว่านี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น
บริษัท 'วาเลนเซีย โฮลดิ้ง' จะไม่ได้เป็นเพียงแค่บริษัทการค้าธรรมดา แต่จะเป็นอาณาจักรทางการเงินที่จะใช้กลืนกินและเหยียบย่ำพวกที่เคยเหยียบย่ำเธอให้จมดิน และวันนี้... ศักดิ์ศรีที่เคยสูญเสียไป ได้ถูกซื้อคืนมาด้วยอำนาจของเงินตราและมันสมองอันชาญฉลาดจนหมดสิ้น
ทว่า ในขณะที่ลูเซียน่ากำลังจะเอמהปากกล่าวสรุปชัยชนะครั้งแรก ประตูห้องประชุมอีกด้านหนึ่งที่เชื่อมต่อกับระเบียงส่วนตัวก็ถูกกระชากเปิดออกอย่างแรง พร้อมกับการปรากฏตัวของบุคคลที่ไม่มีใครคาดคิดว่าจะกล้าเหยียบย่างเข้ามาในสถานที่แห่งนี้
ร่างของชายหนุ่มในชุดสูทหรูหราแต่ยับยู่ยี่ ใบหน้าซีดเซียวและดวงตาแดงก่ำด้วยความโกรธแค้นและตื่นตระหนก... เอ็ดเวิร์ด อดีตคู่หมั้นของเธอก้าวเข้ามาพร้อมกับเอกสารคำสั่งระงับกิจการฉุกเฉินในมือ
"ลูเซียน่า! เธอหยุดแผนการบ้าๆ นี่เดี๋ยวนี้!" เอ็ดเวิร์ดตะโกนลั่นห้องด้วยความสติแตก ลมหายใจหอบกระชั้น "ธนาคารหลักของตระกูลเราถูกฟรีซบัญชีทั้งหมด... นี่เธอ... เธอทำอะไรลงไป?!"
ลูเซียน่าปรายตามองอดีตคู่หมั้นที่กำลังดิ้นรนเหมือนป̀ลāขاربนบก เธอค่อยๆ ก้าวเข้าไปใกล้เขาช้าๆ ส้นสูงกระทบพื้นหินอ่อนดัง *กริ๊บ... กริ๊บ...* ดั่งเสียงนาฬิกามรณะที่กำลังนับถอยหลังสู่วินาศกรรมของตระกูลขุนนางเก่า
ก่อนที่เอ็ดเวิร์ดจะได้อ้าปากพูดอะไรต่อ ลูเซียน่าก็ยกมือขึ้นแตะริมฝีปากเบาๆ ส่งยิ้มหวานหยาดเยิ้มแต่ทว่าแฝงด้วยยาพิษให้เขา แล้วเอ่ยกระซิบด้วยเสียงที่ดังพอให้ได้ยินกันทั่วทั้งห้อง
"ยินดีต้อนรับสู่จุดจบของตระกูลคุณนะคะ... คุณชายเอ็ดเวิร์ด"
เอวาลินน์ปลายพู่กันขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและสะใจไปกับแผนการล้างแค้นในตอนนี้ และเตรียมพบกับความเดือดระอุขั้นสุดเมื่อตัวละครลับปรากฏตัวขึ้นในตอนต่อไปนะคะ!
จักรพรรดินีผู้ล่มสลาย กับนายทุนไร้หัวใจ•ตอนที่ 13
อาณาจักรการเงินรุ่งเรือง
ผลงานโดย เอวาลินน์ปลายพู่กัน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เอวาลินน์ปลายพู่กัน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง จักรพรรดินีผู้ล่มสลาย กับนายทุนไร้หัวใจ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!