เสียงกริ๊กเบาๆ ของกลอนประตูที่ถูกเลื่อนลงล็อกสนิท ดังชัดเจนท่ามกลางความเงียบงันที่กดทับบรรยากาศระหว่างคนทั้งคู่ในห้องทำงานกว้าง ลลินสูดลมหายใจเข้าลึกโดยอัตโนมัติ สัญชาตญาณการป้องกันตัวที่สร้างขึ้นจากซากปรักหักพังของชีวิตแต่งงานในอดีตชาติทำงานทันที หัวใจดวงน้อยเต้นระรัวราวกับกลองเพล แต่เธอกลับเลือกที่จะซ่อนความหวั่นไหวไว้เบื้องหลังใบหน้าที่นิ่งเรียบสนิท
ธาวินไม่ได้ขยับตัวเข้ามาประชิดอย่างที่เธอเคยหวาดกลัว เขาเพียงแต่ยืนพิงแผ่นหลังเข้ากับบานประตูไม้เนื้อแข็ง ทอดสายตาคมกริบมองมาที่เธอนิ่งนาน แววตาคู่นั้นไม่ได้มีประกายความกร้าวร้าวหรือความเย่อหยิ่งจองหองเหมือนอย่างที่เคยเป็นในความทรงจำช่วงแรกเริ่มหลังการย้อนเวลากลับมา หากแต่เต็มไปด้วยร่องรอยความเหนื่อยล้า ความสับสน และบางสิ่งที่ลึกล้ำเกินกว่าที่ผู้หญิงคนหนึ่งจะคาดเดาได้
"คุณกำลังกลัวฉันเหรอ, ลลิน"
เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ น้ำเสียงของเขาเจือความแหบพร่าเล็กน้อยราวกับคนอดนอนมาหลายคืนติดต่อกัน
ลลินเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ปรับน้ำเสียงให้ราบเรียบและมั่นคงที่สุดเท่าที่จะทำได้ แม้ปลายนิ้วมือทั้งสองข้างที่ประสานกันไว้บนตักจะเย็นเฉียบจนไร้ความรู้สึก
"ฉันไม่มีเหตุผลอะไรต้องกลัวคุณค่ะ, คุณธาวิน... ฉันแค่กำลังสงสัยว่าประธานบริษัทผู้ทรงเกียรติ มีเหตุผลกลใดถึงต้องล็อกประตูห้องทำงานในยามวิกาลแบบนี้กับลูกน้องในทีม เพื่อพูดคุยเรื่องโปรเจกต์ปรับโครงสร้างองค์กรอย่างนั้นหรือคะ"
คำพูดที่เจือกระแสประชดประชันเล็กน้อยนั้น ไม่ได้ทำให้ธาวินโกรธเคืองอย่างที่ควรจะเป็น กลับกัน มุมปากหยักลึกของชายหนุ่มกลับยกย่องขึ้นนิดๆ คล้ายกำลังยอมรับในความพยายามที่จะตั้งกำแพงสูงลิ่วของเธอ เขาผละออกจากประตู ก้าวช้าๆ เข้ามาใกล้โต๊ะทำงานที่มีกองเอกสารข้อเสนอแนะโปรเจกต์วางเรียงรายอยู่ แต่แทนที่จะนั่งลงฝั่งตรงข้าม เขากลับหยุดยืนอยู่ห่างจากเธอเพียงแค่เอื้อมมือ
"บางที... การคุยเรื่องงานแบบเป็นทางการ มันอาจจะไม่เพียงพอที่จะทำให้คนเราเข้าใจมุมมองของกันและกันได้หรอกนะคะ, ลลิน" เขาจงใจใช้สรรพนามและน้ำเสียงที่อ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด "คุณเขียนข้อเสนอแนะชุดนี้ขึ้นมาด้วยอะไร... ทำไมวิสัยทัศน์ที่คุณมองเห็นเกี่ยวกับทิศทางของบริษัท ถึงได้ทะลุปรุโปร่งและแม่นยำ ราวกับว่าคุณเคยเห็นผลลัพธ์ของมันมาแล้วล่วงหน้า"
คำถามนั้นพุ่งตรงเข้ามาปะทะกลางใจของลลิน ร่างกายของเธอชะงักไปชั่วขณะ ความลับที่เธอเก็บงำไว้เป็นตายร้ายดีมาตลอด คล้ายกำลังถูกสายตาคู่คมของชายตรงหน้าแง้มเปิดออกทีละน้อย ลลินรีบเบือนหน้าหนีไปยังบานกระจกใสที่สะท้อนภาพเมืองยามค่ำคืนเบื้องล่าง เพื่อซ่อนประกายความหวาดหวั่นที่ไหวระริกอยู่ในดวงตา
"ฉันก็แค่อ่านข้อมูลตลาดมากพอ และวิเคราะห์ตามความเป็นจริงค่ะ... ไม่มีเวทมนตร์หรือปาฏิหาริย์อะไรทั้งนั้น ผู้บริหารอย่างคุณต่างหากที่มองข้ามจุดเล็กๆ เหล่านี้ไป เพราะมัวแต่โฟกัสกับตัวเลขกำไรมหาศาลจนลืมมองรากฐานขององค์กร" เธอกล่าวตอบด้วยน้ำเสียงที่พยายามบังคับไม่ให้สั่นไหว
ธาวินมองตามเสี้ยวหน้าด้านข้างของหญิงสาว แววตาของเขาสะท้อนความรู้สึกผิดบาปและความเจ็บปวดจากอดีตชาติที่ยังคงตามหลอกหลอน ในอดีต... เขาเคยเยาะเย้ยความคิดเห็นของเธอ เคยเหยียบย่ำความสามารถของภรรยาตัวเองโดยคิดว่าเธอเป็นเพียงดอกไม้ประดับในบ้าน จนกระทั่งวันที่ทุกอย่างพังทลายลงคามือ เขาถึงได้รู้ว่าผู้หญิงที่เขามองข้ามมาตลอดคือเสาหลักที่ค้ำจุนชีวิตและจิตใจของเขาไว้
ชายหนุ่มทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามอย่างช้าๆ มือหนายื่นออกไปแตะลงบนแฟ้มเอกสารที่ลลินเป็นคนเขียนด้วยลายมือของเธอเอง สัมผัสแผ่วเบานั้นทำให้ลลินต้องหันกลับมามองเขาอีกครั้ง
"ผมเคยโง่มากใช่ไหมลลิน..." เสียงของเขาพร่าเลือนลงจนแทบจะกลายเป็นเสียงกระซิบ "เคยโง่จนมองไม่เห็นคุณค่าของคนที่อยู่ข้างกาย... เคยคิดว่าอำนาจและเงินตราคือสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุด จนกระทั่งวันที่ผมเสียคุณไป... วันนั้นผมถึงได้รู้ว่า โลกที่ไม่มีคุณอยู่ มันไม่มีความหมายอะไรเลย"
ถ้อยคำสารภาพที่หลุดออกมาจากปากของนักธุรกิจหนุ่มผู้เย่อหยิ่ง ทำให้ลลินถึงกับลมหายใจสะดุด ความอบอุ่นสายหนึ่งไหลซ่านเข้ามาปะทะหัวใจที่ด้านชา แต่เธอก็รีบดึงสติกลับมาอย่างรวดเร็ว ความเจ็บปวดจากแผลเก่าเตือนใจเธอไม่ให้ยอมจำนนต่อง่ายๆ เพียงเพราะคำพูดหวานหู
"คุณกำลังพูดเรื่องอะไรคะ... คุณธาวิน ประสาทสัมผัสของคุณคงจะล้าจากการทำงานหนักเกินไปแล้วล่ะค่ะ ถึงได้พูดจาเพ้อเจ้ออะไรแบบนี้ออกมา" ลลินกัดริมฝีปากแน่น พยายามสร้างเกราะกำบังขึ้นมาห่อหุ้มความรู้สึกที่เริ่มสั่นคลอน
ธาวินเงยหน้าขึ้นสบตาเธอนิ่ง แววตาคู่นั้นจริงจังและเต็มไปด้วยความเจ็บปวดอย่างลึกซึ้งจนคนมองรู้สึกปวดร้าวตาม เขาไม่ได้แก้ตัว ไม่ได้หัวเราะกลบเกลื่อน และไม่ได้แสดงความถือดีใดๆ ออกมาอีกต่อไป มีเพียงความเปราะบางที่ผู้ชายคนหนึ่งยอมแสดงต่อหน้าผู้หญิงที่เขารักที่สุดเป็นครั้งแรก
"ผมไม่ได้เพ้อเจ้อ... และผมก็รู้ว่าคุณเองก็กำลังแบกรับความลับบางอย่างไว้เหมือนกันกับผม" ธาวินเอ่ยเสียงต่ำ มือของเขยิบเข้าใกล้ปลายนิ้วของเธอที่วางอยู่บนโต๊ะ แต่เว้นระยะห่างไว้โดยไม่ล้ำเส้น "แต่ไม่เป็นไรครับ... ต่อให้คุณยังไม่พร้อมจะบอกผมตอนนี้ ต่อให้คุณยังเกลียดผม หรือยังไม่เชื่อใจผม ผมก็พร้อมจะรอ... รอวันที่คุณมองเห็นความจริงใจที่ผมตั้งใจสร้างมันขึ้นมาใหม่"
บรรยากาศภายในห้องทำงานเงียบสงบลงอีกครั้ง มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศที่ทำงานเบาๆ ลลินจ้องมองใบหน้าคมคายที่เต็มไปด้วยร่องรอยความมุ่งมั่นและสำนึกผิด ความโกรธเคืองและความหวาดระแวงที่เคยมี เริ่มถูกกัดเซาะด้วยความเข้าใจทีละน้อย กำแพงน้ำแข็งที่เธอสร้างขึ้นเพื่อปกป้องตัวเอง เริ่มมีรอยร้าวปรากฏขึ้นทีละนิดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
เธอยอมรับกับตัวเองในใจลึกๆ ว่า... ผู้ชายตรงหน้าคนนี้ ไม่ใช่ธาวินคนเดิมในความทรงจำอันเลวร้ายอีกต่อไปแล้ว เขากำลังพยายามอย่างสุดความสามารถ เพื่อแก้ไขอดีตที่ผิดพลาด และเธอก็สัมผัสได้ถึงความจริงใจนั้น แม้ว่าความกลัวในใจจะยังคงหลงเหลืออยู่บ้างก็ตาม
"ถ้าคุณยอมรับในข้อเสนอแนะของฉัน... พรุ่งนี้ที่เราต้องเข้าประชุมร่วมกับบอร์ดบริหาร คุณต้องยืนหยัดเคียงข้างฉัน ไม่ใช่แค่ในฐานะเจ้านายกับลูกน้อง แต่ต้องในฐานะคนที่มองเห็นภาพอนาคตเดียวกัน" ลลินตัดสินใจเอ่ยปากเงื่อนไขออกมาด้วยน้ำเสียงที่เริ่มผ่อนคลายความแข็งกร้าวลง
รอยยิ้มจางๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของธาวิน รอยยิ้มที่อ่อนโยนที่สุดตั้งแต่เขาย้อนเวลากลับมาหาเธอ
"ผมสัญญาครับ... ไม่ว่าคุณจะเลือกเดินไปทางไหน ผมจะอยู่ตรงนั้น คอยสนับสนุนคุณในทุกๆ ก้าวเสมอ"
ทว่า ในขณะที่บรรยากาศระหว่างทั้งสองกำลังเริ่มผ่อนคลายและรอยร้าวในใจเริ่มได้รับการเยียวยาสมานเข้าหากันอย่างช้าๆ นั้น...
เสียงเคาะประตูกระด้างรัวเร็วและดังสนั่น ก็ดังขึ้นขัดจังหวะความเงียบสงบภายในห้องทำงานทันที ตามมาด้วยเสียงบิดลูกบิดประตูจากด้านนอกที่พยายามจะเปิดเข้ามาอย่างถือวิสาสะ
"คุณธาวินคะ! ดิฉันเองค่ะ... รินรดาบอกว่าคุณยังอยู่ในนี้ มีเรื่องด่วนเกี่ยวกับบัญชีโปรเจกต์ที่ต้องให้คุณเซ็นเดี๋ยวนี้ค่ะ!" เสียงหวานแหลมของหญิงสาวอีกคนดังทะลุผ่านบานประตูเข้ามา ทำลายช่วงเวลาเปราะบางและงดงามระหว่างธาวินและลลินลงในพริบตาเดียว
ธาวินขมวดคิ้วมุ่นทันทีด้วยความไม่พอใจ แววตาคมกริบเปลี่ยนเป็นความเย็นชาขึ้นมาฉับพลันเมื่อได้ยินเสียงนั้น ขณะที่ลลินสะดุ้งสุดตัว หัวใจที่เพิ่งจะสงบลงกลับต้องกระตุกวูบขึ้นมาอีกครั้งเมื่อตระหนักว่า... เพื่อนสนิทของเธอเอง กำลังก้าวเข้ามาสู่จุดศูนย์กลางของพายุอารมณ์ดวงนี้แล้ว
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่ร่วมเดินทางและโอบกอดความรู้สึกของตัวละครไปด้วยกันนะคะ
รอยจูบที่ย้อนคืนในฤดูใบไม้ผลิ•ตอนที่ 11
รอยร้าวเริ่มสมาน
ผลงานโดย ดาริกาส่องแสง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดาริกาส่องแสง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยจูบที่ย้อนคืนในฤดูใบไม้ผลิ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!