“คุณกำลังจะบอกว่าการที่ฉันต้องยกเลิกนัดดินเนอร์กับครอบครัวคุณเป็นเรื่อง ‘ไร้สาระ’ อย่างนั้นหรือคะธาวิน?”
เสียงของลลินราบเรียบ ทว่าสั่นไหวด้วยความเย็นเยียบ เธอวางแก้วไวน์ลงบนโต๊ะหินอ่อนดัง *เคร้ง* แม้จะเป็นเพียงเสียงกระทบเบาๆ แต่ในห้องนั่งเล่นที่เงียบสงัด มันกลับฟังดูราวกับเสียงปืนที่ลั่นไกกลางความเงียบ ธาวินที่เพิ่งวางโทรศัพท์จากสายงานต่างประเทศชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะนวดขมับตัวเองอย่างเหนื่อยอ่อน
“ผมไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น ลลิน... คุณก็รู้ว่าโครงการนี้มันสำคัญต่อบริษัทเรามากแค่ไหน อีกอย่าง ผมเองก็ต้องทำงานหนักเพื่อ ‘เรา’ ในอนาคตไม่ใช่หรือครับ?”
คำว่า ‘เพื่อเรา’ ของเขาในยามนี้กลับกลายเป็นดาบสองคมที่ทิ่มแทงใจลลินจนยับเยิน เธอเงยหน้าขึ้นมองชายหนุ่มที่เธอยอมมอบโอกาสครั้งที่สองให้ในชีวิตนี้ ใบหน้าของเขาดูอิดโรย ดวงตาที่เคยเป็นประกายอบอุ่นกลับเต็มไปด้วยความเคร่งเครียดจากการแบกรับภาระที่เขาพยายามสร้างขึ้นมาใหม่เพื่อลบเลือนความล้มเหลวในอดีต
ลลินแค่นหัวเราะในลำคอ “อนาคตที่ไม่มีปัจจุบันหลงเหลืออยู่เลยอย่างนั้นหรือคะ? สองสัปดาห์มานี้ เราคุยกันนับคำได้ คุณเอาแต่จดจ่ออยู่กับตัวเลขในหน้าจอ จนลืมไปหรือเปล่าว่าคนข้างๆ คุณน่ะ... ยังหายใจอยู่”
ธาวินถอนหายใจยาวพลางเดินเข้ามาใกล้ เขายื่นมือหมายจะแตะไหล่เธอ แต่ลลินกลับถอยห่างไปก้าวหนึ่ง ความหมางเมินนั้นทำให้ชะงักค้างกลางอากาศ มือหนาที่เปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่นสั่นเทาเล็กน้อยเมื่อสัมผัสได้ถึงกำแพงหนาที่ลลินก่อขึ้น
“ผมทำทุกอย่างเพื่อให้คุณมั่นใจว่าในชีวิตนี้ ผมจะไม่ปล่อยให้คุณลำบากเหมือนตอนนั้นอีก...” เขากล่าวเสียงพร่า
“นั่นคือเหตุผลที่คุณเลือกจะละทิ้งความรู้สึกของฉันไปอีกครั้งน่ะหรือคะ?” ลลินจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเขา “คุณจำได้ไหมตอนที่เราเริ่มคบกันใหม่ๆ ในชีวิตนี้น่ะ คุณเคยบอกว่า ‘เวลา’ คือของขวัญที่ล้ำค่าที่สุด แต่ตอนนี้คุณกลับกลายเป็นคนขี้เหนียวเวลาให้กับคนที่คุณบอกว่ารักมากที่สุดไปเสียได้”
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องทำงานของธาวินอีกครั้ง กลิ่นหอมจางๆ ของน้ำหอมปรับอากาศที่ลลินเคยชอบ กลับกลายเป็นกลิ่นที่ชวนให้อึดอัด บรรยากาศรอบกายกดทับจนน่าหายใจไม่ออก
ในเงามืดมุมห้อง รินรดายืนกอดอกมองภาพเหตุการณ์ทั้งหมดผ่านกระจกเงาบานใหญ่ เธอกำลังสวมบทบาทเพื่อนสนิทที่แสนดี แต่ลึกๆ ในใจที่บิดเบี้ยว เธอรู้ดีว่านี่คือเมล็ดพันธุ์แห่งความร้าวฉานที่เธอค่อยๆ เพาะบ่มมานานนับเดือน การที่ธาวินทำงานหนักจนลืมลลินไม่ใช่ความบังเอิญ แต่เป็นเพราะรินรดาที่คอยส่งข่าวเรื่อง ‘งานด่วน’ เข้ามาแทรกกลางความสัมพันธ์ของพวกเขาเสมอ
รินรดาขยับยิ้มที่มุมปาก เธอก้าวออกมาจากมุมมืดด้วยจังหวะที่เงียบเชียบราวกับแมว “เอ่อ... ขอโทษนะคะที่ต้องขัดจังหวะ แต่ธาวินคะ โครงการที่คุยกันไว้... ทางสิงคโปร์ส่งไฟล์เอกสารฉบับแก้ไขมาแล้วค่ะ เห็นบอกว่าถ้าไม่รีบสรุปคืนนี้ เราอาจจะเสียสัญญานี้ไปเลยนะคะ”
ธาวินหันไปมองรินรดาด้วยสีหน้าที่แสดงความลำบากใจอย่างชัดเจน เขามองสลับระหว่างลลินที่ยืนนิ่งราวกับรูปปั้นน้ำแข็ง กับรินรดาที่ถือแท็บเล็ตเตรียมพร้อมเหมือนเลขาฯ มือโปร
“ลลิน...” ธาวินเรียกชื่อเธอเบาๆ “ผมขอเวลาแค่ชั่วโมงเดียว แล้วผมจะชดเชยให้คุณทั้งหมดนะครับ”
ลลินนิ่งเงียบ เธอไม่ได้หันไปมองรินรดาที่ยืนอยู่ข้างหลังธาวิน แต่สัญชาตญาณบางอย่างในตัวเธอกำลังกรีดร้อง รอยยิ้มที่รินรดาพยายามซ่อนอยู่ใต้ความหวังดีจอมปลอมนั้นช่างน่าขยะแขยงเหลือเกิน ลลินมองเห็นภาพในอดีตที่ค่อยๆ ฉายซ้อนทับขึ้นมา ความรู้สึกเดียวกับก่อนที่ทุกอย่างจะพังทลายในชาติที่แล้วกำลังย้อนกลับมาหาเธออีกครั้ง
เธอหันหลังกลับช้าๆ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เย็นชาจนน่าตกใจ “ชดเชยหรือคะ? ในเมื่อเวลาที่เสียไปแล้ว มันไม่มีวันย้อนกลับมาหรอกค่ะ”
ลลินเดินตรงไปยังประตูห้องทำงาน แต่ก่อนที่มือของเธอจะแตะที่ลูกบิดประตู รินรดาแสร้งเดินเข้ามาประชิดตัวธาวินเพื่อชี้จุดสำคัญในเอกสาร ทว่านิ้วมือของเธอที่ตั้งใจแตะลงบนแขนของธาวินนั้น... มันไม่ได้ดูเหมือนการทำงานเลยสักนิด
ภาพนั้นทำให้ลลินหยุดกึก ความโกรธเกรี้ยวที่สะสมมานานเปลี่ยนเป็นความเจ็บปวดที่แหลมคม เธอหันกลับมามองเพื่อนสนิทคนเดียวที่เธอเคยไว้ใจที่สุด พร้อมกับเปิดเผยสิ่งที่เธอแอบซ่อนไว้ในกระเป๋าถือมาตลอดวัน
“ธาวิน... ก่อนที่คุณจะตัดสินใจทำอะไรต่อจากนี้ไปเพื่อ ‘อนาคตของเรา’ ฉันว่าคุณควรดูนี่เสียก่อน”
ลลินโยนซองเอกสารสีน้ำตาลลงบนโต๊ะกลางห้อง เสียงของมันดังสนั่นพอๆ กับความหวังที่ขาดสะบั้น ธาวินขมวดคิ้วสงสัย เขาเอื้อมมือไปเปิดซองนั้นขณะที่รินรดาเริ่มขยับถอยหลังด้วยใบหน้าที่ซีดเผือด
สิ่งที่ปรากฏออกมาจากซองไม่ใช่เอกสารโครงการ... แต่เป็นภาพถ่ายใบหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่า รินรดากำลังส่งข้อมูลความลับทางธุรกิจของบริษัทธาวินให้แก่คู่แข่งทางการค้าของเขาในร้านอาหารแห่งหนึ่งเมื่อวานนี้
ธาวินชะงักค้าง มือที่ถือภาพถ่ายสั่นเทาอย่างรุนแรง เขาเงยหน้ามองรินรดาด้วยแววตาที่เปลี่ยนจากความวางใจเป็นความเดือดดาลที่ปะทุขึ้นในฉับพลัน
“ริน... นี่มันหมายความว่ายังไง!” เสียงตะโกนกึกก้องไปทั่วห้องทำงาน ขณะที่ลลินยืนนิ่งอยู่หน้าประตู เธอไม่ได้สะใจกับภาพที่เห็น แต่กลับรู้สึกว่างเปล่าจนแทบจะแตกร้าว
นี่คือด่านทดสอบสุดท้ายหรือเป็นจุดเริ่มต้นของการล่มสลายที่หลีกเลี่ยงไม่ได้กันแน่? ในขณะที่ลลินกำลังจะหมุนตัวออกไปจากความวุ่นวายนี้ มือของธาวินก็คว้าข้อมือเธอไว้แน่น พร้อมกับเสียงโทรศัพท์มือถือของเขาที่ดังขึ้นอย่างบ้าคลั่งจากปลายสายที่ไม่คาดคิด... มันคือเสียงของพ่อเลี้ยงที่เขาเกลียดชังที่สุด
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาถึงจุดที่หัวใจของตัวละครต้องสั่นคลอนไปพร้อมกับความจริงที่ค่อยๆ เปิดเผยนะคะ ดาริกาส่องแสงจะตั้งใจร้อยเรียงตอนต่อไปให้เข้มข้นยิ่งกว่าเดิมค่ะ
รอยจูบที่ย้อนคืนในฤดูใบไม้ผลิ•ตอนที่ 46
รอยร้าวในความสัมพันธ์
ผลงานโดย ดาริกาส่องแสง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดาริกาส่องแสง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยจูบที่ย้อนคืนในฤดูใบไม้ผลิ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!