เสียงโลหะกระทบกันดังแกร็กท่ามกลางความเงียบงันของห้องชุดหรู บานประตูที่ค่อยๆ ถูกผลักเปิดออกเผยให้เห็นร่างของกวินที่ยืนหน้าตาตื่นอยู่ตรงโถงทางเดิน—แต่วินาทีนั้น รินรดาไม่ได้สนใจท่าทีตกใจของแขกผู้มาเยือนเลยแม้แต่น้อย ดวงตาคู่สวยของเธอกลับถูกตรึงไว้กับร่างสูงใหญ่ของคิรากรที่ยืนบังอยู่เบื้องหน้า
ความตึงเครียดในห้องพุ่งสูงขึ้นจนแทบจะคว้ามาจับต้องได้ รังสีอำมหิตที่แผ่ออกมาจากตัวมาเฟียหนุ่มทำให้บรรยากาศรอบตัวเย็นเยียบลงถนัดตา
"ออกไปซะ กวิน"
เสียงทุ้มต่ำที่ลอดไรฟันออกมานั้นไม่ได้ดังมากนัก แต่มันทรงพลังพอที่จะทำให้ผู้ชายร่างกำยำอย่างกวินถึงกับชะงักฝีเท้า
"คุณคิรากร... ผมแค่..." กวินพยายามอธิบายด้วยน้ำเสียงสั่นพร่า ดวงตากวาดมองสภาพอันล่อแหลมของรินรดาที่ยังคงยืนอยู่ชิดติดแผงอกของมาเฟียหนุ่ม เส้นผมที่หลุดลุ่ยและริมฝีปากที่บวมเจ่อฟ้องชัดเจนว่าเพิ่งผ่านเหตุการณ์อะไรมา
"ฉันบอกให้ 'ออกไป' ไม่ได้ยินหรือไง" คิรากรหันกลับมามองเต็มตา ดวงตาสีเข้มคู่นั้นวาวโรจน์ด้วยเปลวเพลิงแห่งโทสะที่พร้อมจะเผาผลาญทุกสิ่งที่ขวางหน้า มือหนาเอื้อมไปผลักบานประตูให้ปิดกระแทกใส่หน้ากวินอย่างไม่ไว้หน้า ก่อนจะหมุนตัวกลับมาล็อกกลอนประตูด้วยความรุนแรง
ปัง!
เสียงล็อกประตูดังสนั่นสะท้อนก้องไปทั่วห้อง รินรดาสะดุ้งเฮือก หัวใจดวงน้อยเต้นระรัวราวกับจะหลุดออกมาจากอก แรงกดดันมหาศาลจากตัวผู้ชายคนนี้ทำให้เธอกลืนน้ำลายลงคอได้อย่างยากลำบาก ทว่าก่อนที่เธอจะได้ขยับถอยหนี ร่างสูงใหญ่ก็ก้าวเข้ามาประชิดตัวอย่างรวดเร็วดั่งเสือชีตาร์ตะครุบเหยื่อ
หมับ!
ข้อมือเล็กถูกรวบไว้ด้วยมือเพียงข้างเดียวอย่างแน่นหนา แรงบีบนั้นหนักหน่วงจนเธอต้องนิหน้าด้วยความเจ็บปวด คิรากรก้มตัวลงมา ใบหน้าคมคายอยู่ห่างจากเธอเพียงคืบ ลมหายใจอุ่นร้อนที่ปะทะเข้ากับพวงแก้มเจือกลิ่นแอลกอฮอล์จางๆ และกลิ่นบุหรี่ราคาแพง
"เธอเรียกมันมาทำไม... รินรดา" เสียงกระซิบพร่าต่ำชิดริมใบหู เต็มไปด้วยความหึงหวง ดิบเถื่อน และเปี่ยมด้วยพิษสง "อยากให้มันมาเห็นสภาพที่เธอสยบอยู่ใต้ร่างฉันนักหรือไง หืม?"
"ฉัน... ฉันไม่ได้เรียก..." เธอกัดริมฝีปากแน่น พยายามฝืนสู้สายตา ถึงแม้ขาจะสั่นเทาจนแทบยืนไม่อยู่ "คุณปล่อยฉันนะ!"
"ปล่อยเหรอ?" คิรากรแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความสนุกสนาน มีแต่ความหยันเย้ยและร้าวรานที่ถูกซ่อนไว้ภายใต้หน้ากากแห่งความโหดเหี้ยม "เธอมันใจร้าย รินรดา... เธอเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของฉัน แล้วยังกล้าเรียกร้องอิสรภาพจากฉันอีกงั้นเหรอ?"
จังหวะนั้นเอง แววตาที่เคยแข็งกร้าวและดุดันของคิรากรก็เกิดรอยร้าวขึ้นวูบหนึ่ง... เป็นเสี้ยววินาทีสั้นๆ ที่รินรดาบังเอิญสังเกตเห็น ความเหนื่อยล้า ความโดดเดี่ยว และความเจ็บปวดที่ถูกกักเก็บไว้ภายใต้ความเยือกเย็นมานานนับปี สะท้อนออกมาผ่านนัยน์ตาคู่คมคายนั้น ม่านหมอกแห่งความดุดันเลือนหายไปชั่วขณะ เหลือเพียงความอ่อนแอที่เปราะบางจนน่าตกใจ
รินรดาชะงัก ความโกรธเกรี้ยวในใจพลันมลายหายไปสิ้น ถูกแทนที่ด้วยความรู้สึกแปลกประหลาดที่แล่นริ้วเข้ามาในทรวงอก มือเล็กที่เคยพยายามขัดขืน ค่อยๆ คลายแรงลงโดยไม่รู้ตัว
มาเฟียผู้ทรงอิทธิพล ไร้ความปรานี และเหี้ยมเกรียมในสายตาคนทั้งโลก... แท้จริงแล้วก็เป็นเพียงมนุษย์คนหนึ่งที่ถูกพันธนาการไว้ด้วยโซ่ตรวนแห่งความแค้นและความทรงจำอันเจ็บปวดมิใช่หรือ
"คุณ..." เสียงของเธอแผ่วเบาลง ความดื้อรั้นถูกแทนที่ด้วยความเห็นอกเห็นใจที่ก่อตัวขึ้นอย่างเงียบงัน
"มองอะไร?" คิรากรขมวดคิ้วมุ่นเมื่อเห็นสายตาที่เปลี่ยนไปของหญิงสาว แววตาที่มองมาไม่ได้มีความหวาดกลัวอีกต่อไปแล้ว แต่มันกลับเต็มไปด้วยความเข้าใจ... และความเวทมนตร์บางอย่างที่เขาสเก็ตช์ว่ามันอันตรายยิ่งกว่าอาวุธใดๆ
"เปล่าค่ะ..." รินรดาตอบเสียงสั่น เธอยื่นมืออีกข้างที่หลุดเป็นอิสระออกไปอย่างกล้าๆ กลัวๆ ปลายนิ้วเรียวแตะลงบนรอยย่นระหว่างคิ้วของเขาแผ่วเบา สัมผัสที่นุ่มนวลและไร้ซึ่งพิษภัยนั้นทำให้คิรากรถึงกับแข็งค้างไปชั่วขณะ
ไม่มีใครกล้าทำ5แบบนี้กับเขามานานเท่าไหร่แล้ว? ไม่มีใครกล้าแตะต้องร่องรอยแห่งความเครียดบนใบหน้าของ 'คิรากร' มาตั้งแต่เขาต้องก้าวขึ้นมาถือครองบัลลังก์มืดนี้ด้วยหยาดเลือดและน้ำตา
"อย่าทำหน้าแบบนี้เลยค่ะ..." รินรดากระซิบเสียงแผ่ว ดวงตาคู่สวยสบประสานกับนัยน์ตาคมกริบ "มันดู... เหนื่อยเหลือเกินนะคะ"
ราวกับมีสายฟ้าแลบผ่านความรู้สึกของชายหนุ่ม หัวใจที่ด้านชาและถูกแช่แข็งมาเนิ่นนานราวกับก้อนน้ำแข็งขั้วโลก พลันถูกความอบอุ่นอันน้อยนิดนี้ละลายจนปริแตก ความแข็งกร้าวที่เคยมีพังทลายลงในพริบตา คิรากรหลับตาลงช้าๆ สูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อควบคุมความสั่นไหวในอก ก่อนที่มือหนาจะเปลี่ยนจากการบีบข้อมือ เป็นการโอบกอดร่างบางเข้ามาแนบชิดอก
อ้อมกอดที่ไม่ได้เต็มไปด้วยการคุกคาม หรือความต้องการทางกายภาพ แต่มันคืออ้อมกอดของคนที่กำลังแตกสลายและต้องการที่พักพิง
รินรดานิ่งงันไปชั่วครู่ ก่อนจะค่อยๆ ยกแขนขึ้นโอบรอบเอวสอบของเขาไว้ในที่สุด ไออุ่นจากร่างกายของทั้งสองหลอมรวมกันในยามค่ำคืนที่เงียบสงบ ความเงียบงันทำหน้าที่เป็นถ้อยคำอธิบายทุกสิ่งทุกอย่างที่ยังไม่ได้เอ่ยปากพูดออกมา รอยร้าวในใจของเขาถูกเติมเต็มด้วยความอ่อนโยนของเธอ ขณะที่ความหวาดกลัวในใจของเธอก็ถูกลบเลือนด้วยความมั่นคงจากอ้อมแขนแกร่งนี้
ทว่า... ช่วงเวลาแห่งความสงบสุขชั่วคราวนั้นช่างแสนสั้น
ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!
เสียงเคาะประตูดังขึ้นอย่างเร่งรีบและรุนแรงจากภายนอก ตามด้วยเสียงตะโกนโวยวายที่ทำให้บรรยากาศอันน่าหลงใหลพังทลายลงในพริบตา
"คุณคิรากรครับ! เกิดเรื่องใหญ่แล้วครับ! ทางโกดังใหญ่ฝั่งท่าเรือ... ถูกลอบวางเพลิง สินค้าล็อตสำคัญเสียหายทั้งหมดครับ!"
คิรากรลืมตาขึ้นทันที ประกายตาดุดันและเหี้ยมเกรียมกลับมาวาบขึ้นอีกครั้งในเสี้ยววินาที ร่างกายที่ผ่อนคลายเมื่อครู่กลับมาตึงเครียดและทรงพลังดั่งสัตว์ป่าเตรียมล่าเหยื่อ
เขาก้มลงมองรินรดาที่ยังคงอยู่ในอ้อมกอด แววตาที่มองเธอนั้นเต็มไปด้วยประกายไฟแห่งความแค้นที่ลุกโชนยิ่งกว่าเดิม
"ดูเหมือนว่า... คืนนี้พวกมันคงไม่อยากให้ฉันได้พักผ่อนสินะ"
ขอบคุณสำหรับการติดตามอ่านตอนนี้นะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ
กาลครั้งหนึ่ง ณ รอยจูบสีเพลิง•ตอนที่ 8
ในอ้อมกอดศัตรู
ผลงานโดย จูบแรกยามสายัณห์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (จูบแรกยามสายัณห์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กาลครั้งหนึ่ง ณ รอยจูบสีเพลิง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!