"ดูเหมือนว่า... คืนนี้พวกมันคงไม่อยากให้ฉันได้พักผ่อนสินะ"
เสียงทุ้มต่ำที่เจือไปด้วยความหงุดหงิดระคนเยียบเย็นดังขึ้นในความมืด ก่อนที่แสงไฟจากโคมระย้าคริสตัลเจียระไนจะสว่างวาบขึ้นในห้องจัดเลี้ยงหรูหราใจกลางกรุง สไตล์การตกแต่งแบบบาโ록ที่เน้นโทนสีทองและกำมะหยี่สีเลือดหมูขับให้บรรยากาศค่ำคืนนี้ดูอึดอัดและเต็มไปด้วยกลิ่นอายของอำนาจที่ไร้การปรานี
รินรดากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ชุดราตรีเกาะอกสีนิลที่เธอสวมใส่ไม่ได้ช่วยให้รู้สึกปลอดภัยขึ้นเลยแม้แต่น้อย เมื่อสายตาคมกริบดั่งใบมีดของคิรากรกวาดมองเธอตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยความรู้สึกเป็นเจ้าเข้าเจ้าของอย่างปิดไม่มิด ร่างสูงใหญ่ในชุดสูทสั่งตัดพิเศษยืนพิงกรอบประตูด้วยท่าทีผ่อนคลาย ทว่ากลับแผ่รังสีคุกคามที่ทำให้แขกเหรื่อในงานเลี้ยงระดับไฮโซต่างพากันหลบสายตาโดยอัตโนมัติ
งานเลี้ยงการกุศลของตระกูลผู้ดีเก่าในคืนนี้ไม่ควรมีเงาของมาเฟียผู้ทรงอิทธิพลอย่างเขาปรากฏอยู่ แต่คิรากรกลับก้าวเข้ามาอย่างไร้คำเชิญ และเป้าหมายของเขาก็มีเพียงหนึ่งเดียว... ผู้หญิงที่ยืนตัวสั่นอยู่กลางวงล้อมของเหล่านักธุรกิจหนุ่มผู้ดีจอมปลอม
"คุณรินรดาครับ สนใจจะไปจิบแชมเปญที่ระเบียงด้านนอกกับผมสักหน่อยไหมครับ บรรยากาศกำลังดีเลย"
เสียงของนักธุรกิจหนุ่มทายาทตระกูลดังเอ่ยขึ้นพร้อมรอยยิ้มพยายามเอาอกเอาใจ มือหนากำลังจะเอื้อมแตะลงบนข้อศอกเปลือยเปล่าของหญิงสาวเพื่อเชื้อเชิญ
*เพี๊ยะ!*
ไม่ใช่เสียงฝ่ามือกระทบผิว แต่เป็นเสียงแก้วคริสตัลในมือของใครบางคนถูกบดขยี้จนแตกละเอียดคาอุ้งมือ ของเหลวสีแดงฉานดั่งเลือดหยดลงบนพรมเปอร์เซียราคาแพง ท่ามกลางความตกตะลึงของทุกคนในห้อง
คิรากรไม่ได้สนใจเศษแก้วที่บาดฝ่ามือหนาจนเลือดซึม ร่างสูงก้าวเท้าเข้ามาประชิดตัวรินรดาด้วยความเร็วราวดั่งเสือชีตาร์ที่ตะครุบเหยื่อ มือหนาเอื้อมไปคว้าเอวบางของเธอเข้าหาตัวอย่างแรงจนแผ่นหลังนุ่มแนบชิดกับอกแกร่ง แรงปะทะนั้นทำให้รินรดาเผลออุทานออกมาเบาๆ
"มือสกปรกๆ ของแก... ไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะชายตามองของของฉัน" คิรากรเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรدي ทว่าแฝงไปด้วยความเหี้ยมเกรียมที่ทำให้อุณหภูมิรอบตัวลดฮวบลงทันที
นักธุรกิจหนุ่มหน้าถอดสี ถอยหลังกรูดด้วยความหวาดกลัวเมื่อสบเข้ากับดวงตาดุจปีศาจของเจ้าพ่อแห่งวงการมืด "ค...คุณคิรากร ผมไม่ได้..."
"ไสหัวไปซะ ก่อนที่ฉันจะเปลี่ยนใจไม่ให้พวกแกได้เดินออกจากงานนี้"
ไม่ต้องรอให้พูดซ้ำ สิ้นคำประกาศิตนั้น บรรดาแขกเหรื่อต่างพากันหลีกทางให้เป็นทางเดินโล่งอย่างไร้เสียงคัดค้าน ไม่มีใครกล้าท้าทายอำนาจมืดที่คุมบังเหียนเศรษฐกิจครึ่งหนึ่งของประเทศ รินรดาพยายามบิดข้อมือออกจากการเกาะกุม แต่แรงบีบมหาศาลนั้นกลับยิ่งเพิ่มน้ำหนักขึ้นราวกับต้องการจะฝังรอยนิ้วมือลงบนผิวเนื้อนวล
"ปล่อยฉันนะ คุณคิรากร ทำบ้าอะไรของคุณเนี่ย!" เธอเค้นเสียงกระซิบลอดไรฟันด้วยความโกรธปนหวาดหวั่น ดวงตากลมโตตวัดมองเขาอย่างไม่เกรงกลัว แม้ข้างในจะสั่นระรัวดั่งลูกนกตกน้ำ
คิรากรก้มหน้าลงกระซิบชิดใบหูของเธอ ลมหายใจอุ่นร้อนที่เป่ารดต้นคอระหงทำให้ขนลุกชันไปทั่วร่าง กลิ่นอายบุหรี่ราคาแพงผสมผสานกับกลิ่นกายเฉพาะตัวของเขาช่างทรงพลังและอันตรายเหลือเกิน
"ทำบ้าอะไรอย่างนั้นหรือ... หึ" เสียงหัวเราะในลำคอของเขาน่ากลัวเสียยิ่งกว่าเสียงคำรามของสัตว์ร้าย "ก็กำลังประกาศให้พวกมันรู้ไง ว่าผู้หญิงคนนี้... เป็นเมียของใคร และต่อให้ใครหน้าไหนก็ไม่มีสิทธิ์แตะต้องแม้แต่ปลายนิ้ว!"
"ฉันไม่ใช่เมียคุณ!" รินรดาเถียงกลับทันควัน ใบหน้าหวานแดงก่ำด้วยความอับอายและโมโห "เราไม่ได้..."
"ยังอยากจะเถียงอีกงั้นเหรอ?" คิรากรตัดบทด้วยการรวว์เอวบางให้เข้ามาแนบชิดยิ่งขึ้นจนไม่มีช่องว่างระหว่างกัน ฝ่ามือใหญ่อีกข้างเลื่อนขึ้นมาประคองท้ายทอยบังคับให้เธอเงยหน้าขึ้นรับจูบดุดันที่พุ่งเข้าจู่โจมอย่างไร้ความปรานี
มันไม่ใช่จูบแห่งความอ่อนหวาน แต่มันคือการลงทัณฑ์และการแสดงความเป็นเจ้าของที่ป่าเถื่อนและเร่าร้อนริมฝีปากหยักบดขยี้กลีบปากนุ่มอย่างไร้ความปราณี ลิ้นร้อนรุกรานเข้ามาตักตวงความหวานล้ำภายในโพรงปากจนรินรดากลายเป็นฝ่ายอ่อนระทวย สมองขาวโพลน ร่างกายไร้เรี่ยวแรงจนต้องใช้ความแข็งแกร่งของเขาเป็นที่ยึดเหนี่ยว เสียงครางประท้วงในลำคอถูกกลืนหายไปกับรสจูบที่ลึกล้ำและแผดเผาทุกสติสัมปชัญญะ
เนิ่นนานกว่าเขาจะยอมผละริมฝีปากออกอย่างอ้อยอิ่ง ปล่อยให้เธอยืนหอบหายใจโยนตัวโยน หน้าอกกระเพื่อมขึ้นลงตามจังหวะการหายใจที่ขาดห้วง ดวงตาฉ่ำน้ำมองเขาด้วยความตัดพ้อและหลงใหลในเวลาเดียวกัน
"จำไว้... รินรดา" นิ้วเรียวเกลี่ยไล้ริมฝีปากบวมเจ่อของเธออย่างทะนุถนอมในขณะที่สายตายังคงดุดัน "เธอเป็นของฉัน ทุกลมหายใจ ทุกหยาดหยด และทุกความรู้สึก... เป็นของฉันคนเดียวเท่านั้น"
ก่อนที่รินรดาจะได้ทันเอ่ยคำใดโต้แย้ง แสงไฟทั่วทั้งห้องจัดเลี้ยงก็ดับวูบลงเหลือเพียงความมืดสนิท เสียงกรีดร้องด้วยความตกใจของแขกเหรื่อดังขึ้นระงมไปทั่วบริเวณ ก่อนที่เสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับสิบจะก้าวเข้ามาพร้อมกับกลิ่นคาวเลือดที่โชยมาเตะจมูก
คิรากรดึงรินรดาเข้าไปซ่อนไว้ด้านหลังลำตัวอย่างรวดเร็ว พร้อมกับชักอาวุธปืนพกสีดำสนิทออกมาจากเสื้อสูทร3ชิ้นอย่างคล่องแคล่ว แววตาของนักล่าตื่นตัวขึ้นในความมืดมิด
"นายใหญ่ครับ! ทางด้านหลังถูกปิดตาย พวกมันมากันมากกว่าร้อยคน!" เสียงลูกน้องคนสนิทตะโกนรายงานผ่านเครื่องมือสื่อสารไร้สายด้วยความร้อนรน
คิรากรแค่น 3 พยางค์ในลำคอด้วยรอยยิ้มมุมปากที่น่ากลัวที่สุดเท่าที่รินรดาเคยเห็นมา
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่ติดตามและอินไปกับความสัมพันธ์อันร้อนแรงนี้นะคะ
กาลครั้งหนึ่ง ณ รอยจูบสีเพลิง•ตอนที่ 9
ของหวงที่ไม่มีวันแบ่งปัน
ผลงานโดย จูบแรกยามสายัณห์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (จูบแรกยามสายัณห์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กาลครั้งหนึ่ง ณ รอยจูบสีเพลิง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!