กลิ่นอายคาวเลือดจางๆ ที่ลอยคลุ้งผสมผสานกับกลิ่นน้ำหอมราคาแพงในห้องทำงานกว้างขวาง แทบจะทำให้รินรดาล้มทั้งยืน เสียงเนื้อกระทบกับพื้นพรมหนานุ่มเมื่อร่างของพี่ชายแท้ๆ ถูกเหวี่ยงลงมากองแทบเท้าของคิรากร ยังคงก้องกังวานอยู่ในโสตประสาท ร่างกายของหญิงสาวสั่นเทิ้มด้วยความตกใจกลัว ดวงตาคู่สวยเบิกกว้างมองภาพตรงหน้าอย่างไม่เชื่อสายตา พี่ชายของเธอ—คนที่เธอพยายามปกป้องและแบกรับหนี้สินแทนมาตลอด บัดนี้กลับมีสภาพสะביกสะบอม ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยฟกช้ำและคราบเลือดกรัง
"พี่กร..." รินรดารีบพุ่งเข้าไปหา ร่างบางทรุดตัวลงคุกเข่าบนพื้นพรมเพื่อประคองร่างของพี่ชายที่กำลังนอนครางด้วยความเจ็บปวด แต่มือหนาราวกับคีมเหล็กของใครบางคนกลับคว้าต้นแขนของเธอไว้เสียก่อน แล้วกระชากให้ลุกขึ้นยืนอย่างไร้ความปรานี
"อย่าริอาจแตะต้องขยะเปียกชิ้นนี้ต่อหน้าฉัน รินรดา"
น้ำเสียงทุ้มต่ำที่ลอดไรฟันออกมานั้นเย็นเยียบราวกับน้ำแข็งขั้วโลก แต่กลับแผดเผาร่างกายของเธอให้มอดไหม้ได้ในคราวเดียวกัน คิรากรยืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้า นัยน์ตาสีเข้มคู่นั้นวาวโรจน์ด้วยเพลิงโทสะและรอยยิ้มเยาะหยันที่มุมปาก รัศมีความเป็นมาเฟียผู้ทรงอิทธิพลแผ่ซ่านกดดันจนอากาศรอบตัวแทบจะเบาบางลง
"ปล่อยฉันนะ! คุณทำอะไรพี่ชายฉัน!" รินรดากรีดร้องออกมาด้วยความเคียดแค้นและหวาดกลัว เธอพยายามสะบัดแขนให้หลุดจากการพันธนาการ แต่ยิ่งดิ้นรนเท่าไหร่ แรงบีบที่ต้นแขนก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้นเท่านั้นจนเนื้อตัวระบมไปหมด
"ทำไมล่ะ? ตกใจมากหรือไงที่เห็น 'เครื่องมือ' ชิ้นใหม่ของศัตรู ถูกส่งมาส่งส่วยถึงที่นี่" คิรากรแค่นหัวเราะในลำคอ ใบหน้าหล่อเหลาคมคายโน้มต่ำลงมาจนปลายจมูกเกือบจะชนกับแก้มเนียน กลิ่นบุหรี่จางๆ ผสมกับความดุดันของผู้ชายเลือดร้อนปะทะเข้ากับนาสา "พี่ชายตัวดีของเธอ... มันเอาชื่อฉันไปแอบอ้างค้ำประกันเงินกู้ก้อนโตกับพวกไอ้พยัคฆ์ดำ ศัตรูตัวฉกาจของฉัน แถมยังขายข้อมูลวงในของบริษัทฉันให้พวกมันเพื่อแลกกับเศษเงินเน่าๆ อีกด้วย"
หัวใจของรินรดาร่วงหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่ม เธอหันขวับกลับไปมองพี่ชายที่นอนตัวสั่นงกอยู่บนพื้นด้วยความรู้สึกชาดิกไปทั้งตัว คำแก้ตัวใดๆ จุกอยู่ที่ลำคอ เธอย่อมรู้ดีว่าพี่ชายของเผลอตัวติดการพนันและมักสร้างปัญหาไม่เว้นแต่ละวัน แต่ไม่คิดเลยว่าเขาจะกล้าเอาชีวิตตัวเองและเธอมาเล่นกับไฟกองใหญ่อย่างคิรากร
"ฉัน... ฉันไม่รู้เรื่อง..." เสียงของรินรดาสั่นพร่า น้ำตาเอ่อคลอเบ้าจนมองเห็นภาพตรงหน้าเป็นเพียงเงลางเลือน "ฉันไม่รู้ว่าพี่เขาทำแบบนั้น ปล่อยเขาไปเถอะนะคะ... ฉันขอร้อง"
"ปล่อยงั้นเหรอ?" คิรากรทวนคำ เสียงหัวเราะในลำคอของเขาน่ากลัวเสียยิ่งกว่าเสียงคำรามของสัตว์ร้าย นัยน์ตาดุดันกวาดมองสำรวจใบหน้างดงามที่เปรอะเปื้อนคราบน้ำตาของหญิงสาวด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย ทั้งโกรธเกลียด ลุ่มหลง และต้องการทำลายล้าง "ในเมื่อพี่ชายของเธอเลือกที่จะเป็นหมากบนกระดานของศัตรูเพื่อมาแทงข้างหลังฉัน เธอก็ต้องรับผิดชอบแทนมัน... ด้วยร่างกายและจิตวิญญาณของเธอเอง"
สิ้นคำพูดนั้น คิรากรก็สะบัดแขนเธอออกอย่างไร้เยื่อใย ก่อนจะหันไปสั่งบอดี้การ์ดเสียงเข้ม "ลากคอมันออกไปขังไว้ที่ห้องใต้ดิน แล้วคอยดูอย่าให้มันตายหะ... จนกว่าฉันจะสั่ง"
"ครับนาย!" บอดี้การ์ดสองคนรับคำอย่างแข็งขัน ก่อนจะตรงเข้าไปหิ้วปีกร่างที่ไร้เรี่ยวแรงของพี่ชายรินรดาออกไปจากห้องทันที ท่าเสียงร้องคร่ำครวญขอความช่วยเหลือดังไล่หลังมา แต่ประตูบานใหญ่ก็ปิดสนิทลง ตัดขาดทุกสิ่งทุกอย่างเหลือไว้เพียงความเงียบงันที่น่าอึดอัด
รินรดายืนตัวสั่นเทิ้มอยู่กลางห้องกว้าง ความรู้สึกเคว้งคว้างและโดดเดี่ยวถาโถมเข้ามาเกาะกุมหัวใจ เธอกำมือแน่นจนเล็บจิกเข้ากับฝ่ามือเพื่อระบายความเจ็บปวด แต่ความเจ็บทางกายยังเทียบไม่ได้เลยกับความรู้สึกพ่ายแพ้ในเกมอำนาจนี้
"กลัวงั้นเหรอ?"
เสียงฝีเท้าหนักแน่นก้าวเข้ามาประชิดตัวเธอตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ รู้ตัวอีกที แผ่นหลังบางก็ถูกต้อนให้ถอยร่นจนชนเข้ากับผนังห้องเย็นเฉียบ คิรากรก้าวเข้ามาปิดกั้นทุกทางหนี ร่างสูงใหญ่ทาบทับลงมาจนเธอตกอยู่ในอ้อมแขนที่เปรียบเสมือนกรงขังอันตราย
"คุณมัน... ปีศาจ..." รินรดาเงยหน้าขึ้นต่อว่า ดวงตาสดใสจ้องมองเขาด้วยความโกรธเกลียว แม้ร่างกายจะสั่นระริกแต่ศักดิ์ศรีในตัวก็ยังคงค้ำจุนไม่ยอมก้มหัวให้ง่ายๆ
"ใช่... ฉันคือปีศาจสำหรับครอบครัวเธอ" คิรากรกระซิบชิดริมหู น้ำเสียงแหบพร่าและร้อนผ่าวเป่ารดต้นคอระหงจนขนลุกซู่ นิ้วแกร่งเอื้อมขึ้นมาเกลี่ยเส้นผมที่ปรอยลงมาปรกแก้มเนียนออกอย่างถือวิสาสะ ก่อนจะเลื่อนลงมาจับปลายคางมนแล้วบังคับให้เธอเงยหน้าขึ้นมารับสัมผัสจากเขา "และเธอก็คือเหยื่อที่เดินเข้ามาให้ปีศาจตนนี้ขย้ำเอง... รินรดา"
สัญชาตญาณดิบเถื่อนที่ถูกปลุกเร้าด้วยความแค้นและแรงปรารถนาทำให้คิรากรไม่อาจอดกลั้นได้อีกต่อไป ริมฝีปากหนาร้อนระอุโน้มลงมาประกบปิดเรียวปากอิ่มของเธอทันทีโดยไม่มีการบอกกล่าว รสจูบในคราแรกดุดัน รุนแรง และเต็มไปด้วยความโกรธแค้น ราวกับต้องการลงทัณฑ์ผู้หญิงที่ยืนอยู่ตรงหน้าให้สาสมกับความผิดที่พี่ชายของเธอได้ก่อไว้
รินรดาเบิกตากว้างด้วยความตกใจ เธยายามทุบอกแกร่งและเม้มปากแน่นเพื่อขัดขืน แต่มีหรือที่แรงอันน้อยนิดของเธอจะต้านทานมหาอำนาจของมาเฟียหนุ่มได้ คิรากรขบเม้มริมฝีปากเธอบังคับให้เผยอรับสัมผัส ก่อนจะสอดแทรกเรียวลิ้นร้อนเข้าไปกวาดต้อนความหวานล้ำภายในโพรงปากอย่างเอาแต่ใจ รสจูบที่เปลี่ยนจากความป1่าเถื่อนกลายเป็นความเร่าร้อน ลึกล้ำ และหลอมละลายสติสัมปชัญญะของเธอให้พังทลายลงทีละน้อย
ลมหายใจอุ่นร้อนที่ผสานกัน ความวับวามของรสจูบที่ยาวนานจนแทบขาดอากาศหายใจ ทำให้ร่างกายของรินรดากระตุกวูบ ความรู้สึกต่อต้านในตอนแรกเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นความอ่อนยวบยาบ มือเรียวที่เคยทุบอกเขาค่อยๆ เปลี่ยนเป็นกำเสื้อเชิ้ตของเขาแน่นเพื่อยึดเหนี่ยวร่างตัวเองไม่ให้ทรุดฮวบลงไปกองกับพื้น
คิรากรรับรู้ถึงการยอมจำนนนั้น รอยยิ้มพึงใจผุดขึ้นที่มุมปากอย่างผู้ชนะ มือใหญ่อีกข้างเลื่อนลงมาโอบกระชับเอวคอดกิ่วเข้าหาตัวแนบแน่น จนแทบไม่มีช่องว่างให้อากาศผ่าน ความร้อนจากฝ่ามือของเขาแผดเผาผ่านเนื้อผ้าเข้ามาจนผิวเธอกรีดร้องด้วยความสั่นสะท้าน เสน่หาอันตรายที่เขาหยิบยื่นให้กำลังแผ่ซ่านเข้าสู่กระแสเลือด ปลุกเร้าสัญชาตญาณความต้องการที่ซ่อนเร้นอยู่ภายในใจของทั้งคู่ให้ตื่นขึ้นมาผลาญเผาทุกสิ่ง
เขาผริมฝีปากออกช้าๆ อย่างอ้อยอิ่ง ปล่อยให้รินรดากอบโกยอากาศเข้าปอดด้วยอาการหอบสะั่น ใบหน้าหวานแดงก่ำริมฝีปากบวมเจ่อและฉ่ำวาวจากรสจูบอันดุดันเมื่อครู่ ดวงตากลมโตฉ่ำน้ำมองเขาด้วยความตื่นตระหนกและหวาดหวั่นต่ออิทธิพลทางกายที่เขามีเหนือเธอ
"จำไว้... รินรดา" คิรากรโน้มใบลงกระซิบชิดริมฝีปากอิ่มที่ยังสั่นระริก เสียงทุ้มต่ำพร่ากระซิบคำสั่งเด็ดขาดที่ไม่อาจปฏิเสธได้ด้วยน้ำหนักเสียงที่ทรงพลัง "เธอไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธอะไรทั้งสิ้น... ตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป ชีวิตและร่างกายของเธอ เป็นของฉันแต่เพียงผู้เดียว"
ทว่า... ในวินาทีที่บรรยากาศกำลังตึงเครียดและอบอวลไปด้วยแรงปรารถนาอันเร่าร้อนนั้นเอง เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นสามครั้งอย่างเร่งรีบ ก่อนที่ประตูห้องทำงานจะถูกผลักเปิดออกโดยบอดี้การ์ดคนสนิท สีหน้าของลูกน้องมือขวาซีดเผือดและตื่นตระหนกอย่างเห็นได้ชัด จนทำให้คิรากรต้องขมวดคิ้วมุ่นด้วยความไม่พอใจที่ถูกขัดจังหวะ
"นายครับ... เกิดเรื่องใหญ่แล้วครับ!" บอดี้การ์ดละล่ำละลักรายงานด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ "สายของเราทางฝั่งท่าเรือรายงานมาว่า... โกดังสินค้าล็อตใหญ่ที่สุดของเรา ถูกคนของ 'มัน' วางเพลิงเผาจนราบคาบไปแล้วครับ... และตอนนี้ ไฟกำลังลามมาถึงเขตคฤหาสน์ของเราแล้ว!"
รินรดาชะงักกึก หัวใจกระตุกวูบเมื่อได้ยินคำว่าไฟและการทำลายล้าง ขณะที่นัยน์ตาสีเข้มของคิรากรเปลี่ยนเป็นสีนิลมืดสนิทด้วยความเหี้ยมเกรียม รังสีสังหารแผ่พุ่งออกมาจากร่างสูงใหญ่จนน่ากลัว เกมระหว่างเขาและศัตรูไม่ได้เป็นเพียงแค่การเล่นสนุกอีกต่อไป แต่มันคือสงครามล้างผลาญที่กำลังจะแผดเผาทุกคนให้มอดไหม้ไปพร้อมกัน!
โปรดติดตามตอนต่อไปนะคะ
(ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่อยู่เคียงข้างและสนับสนุน "จูบแรกยามสายัณห์" เสมอมานะคะ)
กาลครั้งหนึ่ง ณ รอยจูบสีเพลิง•ตอนที่ 17
ความอิจฉาริษยา
ผลงานโดย จูบแรกยามสายัณห์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (จูบแรกยามสายัณห์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กาลครั้งหนึ่ง ณ รอยจูบสีเพลิง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!