เสียงฝีเท้าหนักหน่วงที่โถมเข้าประชิดหน้าประตูห้องทำงานนิรภัยชั้นใต้ดิน ดึงสติของรินรดาให้หลุดออกจากความหวาดผวา เธอกำแฟ้มเอกสารปกหนังสีดำในมือแน่นจนข้อพับนิ้วขาวซีด หัวใจดวงน้อยเต้นระรัวราวกับจะหลุดออกมานอกอก ท่ามกลางความมืดสลัวที่มีเพียงแสงไฟนีออนสีส้มสลัวจากหน้าจอคอมพิวเตอร์แม่ข่าย ความจริงอันน่าสะพรึงกลัวที่เพิ่งปรากฏแก่สายตา กำลังแผดเผาจิตใจของเธอให้มอดไหม้เป็นจุล
เอกสารแผ่นแล้วแผ่นเล่า ภาพถ่ายเก่าเก็บที่ถูกสแกนไว้ ใบมรณบัตร และบันทึกข้อความลับระหว่างตระกูล... ทุกอย่างชี้ชัดว่าอุบัติเหตุทางรถยนต์ที่คร่าชีวิตบิดามารดาของคิรากรเมื่อสิบปีก่อน ไม่ได้เป็นเพียงความประมาทบนท้องถนน แต่มันคือ "การฆาตกรรมอำพราง" ที่มีลายมือของคนในตระกูลเธออยู่เบื้องหลัง!
"โธ่... คุณพ่อ คุณแม่ ทำไมท่านถึงทำเรื่องแบบนี้..." น้ำตาหยดใสไหลพรากอาบแก้มเนียนอย่างไม่อาจกลั้น รินรดารู้สึกเหมือนโลกทั้งใบกำลังพังทลายลงมาทับร่าง เธอไม่ได้เป็นเพียงแค่ลูกหนี้ที่ต้องชดใช้ด้วยเรือนร่างและหยาดน้ำตาอีกต่อไปแล้ว แต่เธอกำลังยืนอยู่บนกองเลือดของครอบครัวผู้ชายที่ทั้งรักทั้งหวาดกลัวอย่างที่สุด
ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!
เสียงทุบประตูด้านนอกพร้อมเสียงตะโกนโวยวายของบอดี้การ์ดดังแทรกเข้ามาในโสตประสาท "คุณรินรดาครับ! รีบออกมาเถอะครับ คนของคุณหญิงกำลังจะพังประตูเข้ามาแล้ว!"
รินรดาสะดุ้งเฮือก เธอไม่มีเวลาให้ฟูมฟายอีกต่อไป หญิงสาวรีบยัดแฟ้มเอกสารลับลงในกระเป๋าเป้สะพายหลังอย่างลนลาน ก่อนจะกวาดสายตามองหาทางหนีทีไล่ ทว่ายังไม่ทันที่เธอจะก้าวเท้าออกจากโต๊ะทำงาน แรงกระแทกมหาศาลจากประตูก็ทำให้บานประตูเหล็กกล้าบุด้วยนิรภัยสั่นสะเทือน
ปัง!
บานประตูถูกถีบเปิดออกพร้อมกับร่างของชายชุดดำกลุ่มใหญ่ที่กรูเข้ามาอย่างรวดเร็ว ทว่าคนที่ก้าวตามเข้ามาทีหลังด้วยท่าทีสง่างาม เย็นชา และทรงอำนาจ กลับไม่ใช่คนของคุณหญิงอย่างที่เอดส์รายงาน แต่เป็นดวงตาสสีเข้มดุจรัตติกาลของคิรากรเอง!
มาเฟียหนุ่มยืนตระหง่านอยู่ตรงกรอบประตู ใบหน้าหล่อเหลาเรียบตึงไร้ความรู้สึก ทว่าแววตานั้นกลับลุกโชนไปด้วยเปลวเพลิงแห่งความโทสะที่น่ากลัวยิ่งกว่าปีศาจ เขากวาดสายตามองสภาพห้องที่ยุ่งเหยิง ก่อนที่นัยน์ตาคมกริบจะมาหยุดอยู่ที่ร่างบางซึ่งยืนตัวสั่นเทาอยู่หลังโต๊ะทำงาน
"คิดจะทำอะไร... รินรดา" เสียงทุบต่ำเอ่ยขึ้น เรียบเย็นจนบาดลึกถึงขั้วหัวใจ คิรากรสาวเท้าเข้ามาใกล้ทีละก้าว ย่างก้าวของเขาดั่งราชสีห์ที่กำลังต้อนเหยื่อจนมุม รัศมีอันกดดันแผ่ซ่านจนอากาศรอบตัวแทบจะกลายเป็นน้ำแข็ง
"คะ... คิรากร..." รินรดาถอยหลังกรูดจนสะโพชนิดติดขอบโต๊ะ เธอพยายามซ่อนกระเป๋าเป้ไว้ด้านหลัง แต่มันช้าเกินกว่าจะพ้นสายตาอันเฉียบคมของเขา
"ฉันถามว่า... เธอเข้ามาทำอะไรในเขตหวงห้ามนี้" มือหนาคว้าหมับเข้าที่ต้นแขนเรียวบาง บีบแน่นด้วยแรงอารมณ์ที่พุ่งพล่านจนรินรดาต้องนิหน้าด้วยความเจ็บปวด "ของที่เธอซ่อนไว้ข้างหลังนั่น... มันคืออะไร!"
"ปล่อยนะ! ฉันเจ็บ!" เธอพยายามดิ้นรน ขัดขืนด้วยศักดิ์ศรีที่เหลืออยู่ แม้หัวใจจะหวาดกลัวจนแทบหยุดเต้น "คุณไม่มีสิทธิ์มาทำกับฉันแบบนี้!"
"ไม่มีสิทธิ์งั้นเหรอ?" คิรากรหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความขบขัน แต่มันเต็มไปด้วยความหยันเย้ยและร้าวราน ร่างสูงโน้มใบหน้าลงมาใกล้จนปลายจมูกแทบจะชนกัน ลมหายใจอุ่นร้อนที่ปะทะแก้มไม่ได้ทำให้รู้สึกผ่อนคลาย กลับเต็มไปด้วยกลิ่นอายอันตรายที่พร้อมจะแผดเผาทุกสิ่ง "ผู้หญิงที่ฉันซื้อมาด้วยเงิน และใช้เรือนร่างชดใช้หนี้... ไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะเงยหน้ามองฉันด้วยซ้ำ!"
เขากระชากกระเป๋าเป้ออกจากหลังเธออย่างไร้ความปรานี เอกสารลับข้างในร่วงหล่นลงมากระจายเกลื่อนพื้น ทันทีที่สายตาคมกริบกวาดไปเห็นหัวข้อบนกระดาษแผ่นบนสุด ร่างสูงของมาเฟียหนุ่มก็ชะงักกึก ลมหายใจของเขาขาดห้วงไปชั่วขณะ
ความเงียบงันเข้าปกคลุมห้องนิรภัยชั่วครู่ ก่อนที่คิรากรจะค่อยๆ ก้มลงหยิบเอกสารแผ่นนั้นขึ้นมาอ่านด้วยมือที่สั่นเทาเล็กน้อย ร่องรอยความเยือกเย็นเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยความมืดมน ดุดัน และร้าวลึกเกินกว่าจะคาดเดา
"เธอ... ไปเอามาจากไหน" เสียงกระซิบของเขาแหบพร่าราวกับคนหมดแรง แต่น่ากลัวเสียยิ่งกว่าเสียงคำราม
"ฉัน... ฉันบังเอิญเจอ..." รินรดากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เธอมองสบตาคนตรงหน้าด้วยแววตาที่ไหวระริก ปนเปไปด้วยความรู้สึกผิดและความเห็นใจที่ไม่อาจปิด
คิรากรเงยหน้าขึ้นช้าๆ แววตานั้นแดงก่ำราวกับซาตานที่กำลังจะคลั่ง เขากำเอกสารในมือจนยับยู่ยี่ ก่อนจะก้าวเข้าไปประชิดตัวเธออีกครั้ง ล็อกเอวบางไว้ด้วยแขนแกร่งข้างเดียวราวกับคีมเหล็ก ดึงร่างของเธอลอยขึ้นมาแนบชิดจนแผ่นอกแกร่งแนบสนิทกับอกอิ่ม
"รู้ความจริงแบบนี้แล้ว..." น้ำเสียงของเขาพร่าเลือนแต่ทรงพลังกดดันจนน่าอึดอัด ปลายจมูกโด่งคลอเคลียอยู่ข้างแก้มเนียนที่เปื้อนคราบน้ำตา "คิดจะหนีฉันไปอีกคนใช่ไหม... รินรดา"
"ฉัน..." รินรดาอ้าปากจะปฏิเสธ แต่ริมฝีปากหนากลับทาบทับลงมาปิดกั้นคำพูดทุกอย่างทันที เป็นจูบที่ไม่มีความอ่อนหวาน มีแต่ความดุดัน บ้าคลั่ง และเรียกร้อง เพื่อระบายความเจ็บปวดทั้งหมดที่สุมอก เขาขบเม้มริมฝีปากเธอย้ำๆ จนได้กลิ่นคาวเลือดจางๆ รสชาติแห่งความเค็มปร่าของหยาดน้ำตาผสมปนเปไปกับสัมผัสร้อนแรงที่รุกรานจนเธอแทบสิ้นสติ
ร่างบางสะท้านเฮือก มือเล็กพยายามทุบตีอกแกร่งเพื่อประท้วง แต่ก็ไม่ต่างอะไรกับการสะกิดผิวกายของภูเขาเหล็ก ในที่สุดเธอก็พ่ายแพ้ต่อแรงดึงดูดอันป่าเถื่อน ยอมปล่อยให้เรียวปากอดยอมรับการรุกล้ำนั้นด้วยความจำนน
กระทั่งเขาถอนจูบออกอย่างอ้อยอิ่ง ปล่อยให้เธอยืนหอบหายใจโยนตัวโยนอยู่บนอ้อมแขนแกร่ง คิรากรโน้มใบหน้าลงกระซิบชิดริมหูของเธอด้วยน้ำเสียงเยือกเย็นที่สั่นระริก
"ในเมื่อเธอรู้ความลับนี้แล้ว... เธอก็ไม่มีวันได้ออกไปจากที่นี่อีกต่อไป... แม้แต่ศพก็ไม่มีสิทธิ์!"
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและดำดิ่งไปในห้วงอารมณ์อันมืดมนและร้อนแรงนี้ด้วยกันนะคะ
--- "จูบแรกยามสายัณห์"
กาลครั้งหนึ่ง ณ รอยจูบสีเพลิง•ตอนที่ 13
ความลับที่ซ่อนไว้
ผลงานโดย จูบแรกยามสายัณห์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (จูบแรกยามสายัณห์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กาลครั้งหนึ่ง ณ รอยจูบสีเพลิง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!