เสียงเคาะประตูที่ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันยามวิกาล ไม่ได้เป็นเพียงแค่การมาเยือนของผู้เป็นบิดา แต่มันคือเสียงคำรามของกรงเล็บแห่งอดีตที่พร้อมจะตะปบทึ้งทุกความสุขที่คิรากรเพิ่งจะไขว่คว้ามาได้
รินรดา สะดุ้งตื่นขึ้นจากความฝันอันเลือนราง ร่างบางภายใต้ผ้าห่มผืนหนาสั่นเทาด้วยความตื่นตระหนก เมื่อสัมผัสได้ถึงความเย็นยะเยือกที่แผ่ซ่านมาจากแววตาของชายหนุ่มผู้กุมร่างเธอไว้ คิรากรไม่ได้ขยับเขยื้อน กรามของเขาขบเข้าหากันแน่นจนเป็นสันนูน เส้นเลือดที่ขมับปูดโปนบ่งบอกถึงโทสะที่กำลังแผดเผาอยู่ภายใน
"เปิดประตูให้ฉันหน่อยสิลูกชาย... พ่อมีเรื่อง 'สนุกๆ' จะคุยด้วย เกี่ยวกับแม่ของยัยเด็กที่นอนอยู่ใต้ร่างแกตอนนี้"
ประโยคทุบตีประสาทที่เล็ดลอดเข้ามาผ่านบานไม้เนื้อดี ทำลายบรรยากาศอันเร่าร้อนเมื่อครู่ให้แหลกสลายลงในพริบตา คิรากรแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความขบขัน มีเพียงความเหี้ยมเกรียมและรังสีอำมหิตที่แผ่ขยายออกมารอบตัว จนรินร้ารู้สึกหายใจไม่อิ่ม
"อย่าออกไป..." รินรดาเอ่ยเสียงสั่น พลางใช้มือเรียวคว้าชายเสื้อเชิ้ตของเขาไว้แน่น หยาดน้ำตาคลอหน่วยด้วยความหวาดกลัวที่แล่นริ้วไปทั่วสรรพางค์กาย แม้เธอจะไม่รู้ว่าบิดาของเขาต้องการจะเล่นเกมสกปรกอะไร แต่เธอมั่นใจว่ามันต้องเกี่ยวกับตัวเธอและครอบครัวที่เธอพยายามปกป้องอย่างแน่นอน
คิรากรก้มลงมองมือเรียวที่สั่นเทาบนอกเสื้อของเขา แววตาดุดันอ่อนลงชั่วเสี้ยววินาที—เพียงชั่วเสี้ยววินาทีจริงๆ ก่อนที่ความแข็งกร้าวจะกลับมาครอบงำ เขาเอื้อมมือหนาขึ้นมาสัมผัสแก้มเนียนของหญิงสาวอย่างแผ่วเบา เป็นสัมผัสที่ขัดแย้งกับบรรยากาศตึงเครียดรอบตัวอย่างสิ้นเชิง
"อยู่ตรงนี้... ล็อคประตูให้แน่นแล้วอย่าเปิดให้ใครหน้าไหนทั้งนั้น จนกว่าฉันจะกลับเข้ามา เข้าใจไหมรินรดา" น้ำเสียงของเขาไม่ใช่การขอร้อง แต่เป็นคำสั่งเด็ดขาดที่เธอไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธ
ร่างสูงผุดลุกขึ้นจากเตียงอย่างรวดเร็ว คว้าเสื้อคลุมมาสวมทับเรือนร่างกำยำที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามและร่องรอยแห่งแรงปรารถนาเมื่อครู่ ก่อนจะก้าวเดินด้วยฝีเท้าหนักแน่นตรงไปยังประตูห้องนอน เปิดออกเผชิญหน้ากับความมืดมิดและศัตรูสายเลือดเดียวกันที่ยืนรออยู่
เบื้องหลังบานประตูที่ปิดสนิท รินรดากอดเข่าตัวเองแน่น หัวใจเต้นรัวรากับจะหลุดออกมานอกอก ความหวาดกลัวไม่ได้มาจากความป่าเถื่อนของคิรากรอีกต่อไป แต่มันคือเงาอดีตอันเน่าเฟะที่ตามมาหลอนหลอน และพร้อมจะพรากทุกสิ่งทุกอย่างไปจากเธอ
ณ โถงทางเดินชั้นบน แสงไฟสีส้มสลัวสาดส่องกระทบใบหน้าของประมุขแห่งตระกูล... นายใหญ่ผู้ทรงอิทธิพลยืนกอดอกด้วยท่าทีสุขุมเยือกเย็น มุมปากหยักยิ้มเยาะอย่างเหนือกว่า ข้างกายมีบอดี้การ์ดร่างยักษ์ยืนคุมเชิงอยู่หลายนาย
"คิดยังไงถึงมาเหยียบเรือนหอของฉันดึกดื่นขนาดนี้ครับ คุณพ่อ" คิรากรเอ่ยขึ้น น้ำเสียงเรียบสนิทแต่เต็มไปด้วยแรงกดดันที่พร้อมจะระเบิดได้ทุกเมื่อ
"หึ... เรือนหอเหรอ แกกำลังเรียกรังของเล่นกับลูกสาวของคนที่ทำลายครอบครัวเราว่าเรือนหออย่างนั้นเหรอคิรากร" ผู้เป็นพ่อแค่นเสียงเยาะหยัน ก้าวเท้าเข้ามาประชิดบุตรชายอย่างไม่เกรงกลัวสายตาดุดانที่จ้องมองมา "แกคงหลงเสน่ห์ยัยเด็กนั่นจนโหัวไม่ขึ้นแล้วสินะ ถึงได้ลืมความแค้นที่แม่ของแกต้องตรอมใจตายไป"
คำพูดนั้นราวกับมีดกรีดลงบนแผลเก่า คิรากรขบกรามแน่น ดวงตาคมกริบวาวโรจน์ด้วยเพลิงโทสะ "อย่ามาพูดจาเพ้อเจ้อเรื่องแม่ผม! แกมีธุระอะไรก็ว่ามา อย่าเสียเวลาดีกว่า"
"ฉันไม่ได้เพ้อเจ้อ..." ผู้เป็นพ่อหยิบซองเอกสารสีน้ำตาลโยนลงบนโต๊ะไม้ตัวเตี้ยตรงหน้า "นี่คือหลักฐานทั้งหมด... แม่ของยัยเด็กนั่น ไม่ได้เป็นแค่ลูกหนี้ธรรมดาอย่างที่แกเข้าใจ แต่หล่อนคือคนที่วางแผนยักยอกเงินบริษัทเราในอดีต จนทำให้ตระกูลเราเกือบพังพินาศ และเป็นชนวนเหตุให้แม่แกต้องจบชีวิตลงด้วยความตรอมใจ!"
คิรากรนิ่งงัน ร่างกายชะงักไปชั่วขณะ ดวงตาเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความตกตะลึง แม้จะมีความแค้นฝังใจอยู่ก่อนแล้ว แต่หลักฐานตรงหน้ากลับพุ่งเป้าไปที่มารดาของรินรดา หญิงสาวที่เขาเพิ่งมอบทั้งร่างกายและหัวใจให้
"แกโกหก..." คิรากรเค้นเสียงลอดไรฟัน แววตาสั่นไหวด้วยความสับสน
"แกจะเชื่อฉัน หรือจะเชื่ออีนางผู้หญิงร่านๆ ที่นอนรอให้แกบำเรอกามอยู่ข้างในห้องนั้นล่ะลูกชาย!" เสียงหัวเราะเยาะเย้ยดังสะท้อนก้องโถงทางเดิน
ในเสี้ยววินาทีนั้น ประตูห้องนอนด้านหลังคิรากรก็เปิดแง้มออกช้าๆ ร่างบางของรินรดายืนตัวสั่นเทาอยู่ตรงกรอบประตู ดวงตากลมโตเต็มไปด้วยหยาดน้ำตา เธอได้ยิน... เธอได้ยินทุกถ้อยคำที่ถูกสาดใส่ราวกับสายฝนกรดที่แผดเผาผิวเนื้อ
คิรากรหันขวับกลับไปมองหญิงสาวที่ยืนอยู่เบื้องหลัง แววตาที่เคยมีแต่ความลุ่มหลงและเสน่หา บัดนี้กลับแปรเปลี่ยนเป็นความเย็นชา ดุดัน และเต็มไปด้วยคำถามที่เธอกลัวที่สุดในชีวิต
ดวงตาทั้งสองคู่ประสานกันท่ามกลางความเงียบงันที่น่าอึดอัด รินรดารู้สึกเหมือนโลกทั้งใบกำลังพังทลายลงตรงหน้า เมื่อเธอเห็นเงาแห่งความลังเลและความโกรธเกรี้ยวระลอกใหม่ฉายชัดขึ้นในดวงตาคู่คมของเขา
"รินรดา..." เสียงทุ้มต่ำเอמהเรียกชื่อเธอ แต่ครั้งนี้มันไม่มีความอ่อนโยนหลงเหลืออยู่อีกต่อไป "ที่พ่อฉันพูด... มันจริงไหม"
ขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและสนับสนุนกันมาโดยตลอดนะคะ จูบแรกยามสายัณห์
กาลครั้งหนึ่ง ณ รอยจูบสีเพลิง•ตอนที่ 31
อดีตที่ตามมาหลอกหลอน
ผลงานโดย จูบแรกยามสายัณห์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (จูบแรกยามสายัณห์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กาลครั้งหนึ่ง ณ รอยจูบสีเพลิง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!