กาลครั้งหนึ่ง ณ รอยจูบสีเพลิง•ตอนที่ 32

การกดดันจากผู้ใหญ่

ผลงานโดย จูบแรกยามสายัณห์
กลิ่นอายความเย็นเยียบของเครื่องปรับอากาศในห้องทำงานหรูหราใจกลางตึกระฟ้า ไม่ได้ช่วยลดทอนไอความร้อนระอุที่แผดเผาอยู่กลางอกของคนทั้งคู่ลงได้เลยแม้แต่น้อย รินรดายืนตัวแข็งทื่ออยู่เบื้องหน้าโต๊ะทำงานตัวใหญ่ ขณะที่สายตาคมกริบดั่งใบมีดของคิรากรกำลังจดจ้องมองมา ราวกับต้องการจะเฉือนผิวเนื้อเธอลึกลงไปถึงกระดูก "ที่พ่อฉันพูด... มันจริงไหม" คำถามนั้นไม่ใช่เสียงตะคอก แต่มันคือน้ำเสียงทุ้มต่ำที่กดดันจนอากาศรอบตัวแทบจะกลายเป็นของแข็ง ความเงียบงันเข้าปกคลุมชั่วขณะ มีเพียงเสียงหัวใจของรินรดที่เต้นระรัวราวกับกลองศึก แผ่นหลังบางแนบชิดติดกับบานประตูไม้เนื้อดีที่เธอเพิ่งก้าวถอยหลังมาชนเมื่อครู่ เส้นทางหนีหายถูกปิดตายโดยสมบูรณ์ ไม่ต่างอะไรจากหัวใจของเธอที่ถูกกรงเล็บแห่งอำนาจของเขาตะปบเอาไว้จนแทบแหลกสลาย "คุณคิรากร..." เสียงหวานสั่นพร่าอย่างควบคุมไม่ได้ เธอกลืนก้อนสะอื้นลงคออย่างยากลำบาก พยายามเชิดหน้าขึ้นเพื่อรักษาเศษเสี้ยวสุดท้ายของศักดิ์ศรีเอาไว้ "เรื่องระหว่างคุณกับฉันมัน..." "ตอบฉัน!" คิรากรตวาดก้อง ร่างสูงใหญ่ผุดลุกขึ้นจากเก้าอี้หนังราคาแพง แรงกระแทกทำให้โต๊ะทำงานสั่นสะเทือนเล็กน้อย เขาก้าวเข้ามาประชิดตัวเธอด้วยความเร็วที่ไม่เปิดโอกาสให้เธอได้ตั้งตัว มือหนาคว้าหมับเข้าที่ข้อมือบางของเธอทันที แรงบีบนั้นหนักหน่วงและเต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยวที่ถูกจุดชนวน "ตระกูลของเธอส่งเธอมาตีสนิทกับฉันเพื่อล้างหนี้งั้นเหรอ! รินรดา! เธอมันก็แค่สินค้าเน่าๆ ชิ้นหนึ่งที่พ่อเธอนำมาเร่ขายให้ฉันสอดใส่ เพื่อแลกกับเศษเงินงี่เง่าพวกนั้นใช่ไหม!" "ไม่ใช่!" รินรดาปฏิเสธเสียงแข็ง หยาดน้ำตาแห่งความคับแค้นเอ่อคลอหน่วยดวงตากลมโต แต่เธอพยายามอย่างยิ่งที่จะไม่ยอมให้มันร่วงหล่นลงมาต่อหน้าผู้ชายใจร้ายคนนี้ "ฉันไม่ใช่สินค้า... และฉันไม่เคยรู้เรื่องข้อตกลงบ้าๆ ระหว่างคุณกับพ่อของฉันเลย!" "โกหก!" คิรากรแค่นหัวเราะในลำคอ รอยยิ้มหยันปรากฏขึ้นบนริมฝีปากหยักลึกที่เคยแนบชิดซับความหวานจากเรียวปากเธออย่างเร่าร้อนเมื่อไม่กี่วันก่อน "ผู้หญิงอย่างเธอมันก็เหมือนกันหมด หน้าซื่อตาใส แต่เบื้องหลังกลับเสนอตัวเข้ามาในอาณาจักรของฉันอย่างง่ายดาย เธอคิดว่าร่างกายของเธอมีค่าพอที่จะลบล้างหนี้สินหลายร้อยล้านได้หรือไง หмื?" นิ้วแกร่งละจากข้อมือเพื่อเปลี่ยนมาเชยคางสُาวเจ้าขึ้นบังคับให้สบตา แรงบีบที่ปลายคางทำเอาเธอเจ็บจนต้องนิหน้า แต่สิ่งที่เจ็บปวดมากกว่าคือแววตาดูถูกเหยียดหยามที่สะท้อนอยู่ในนัยน์ตาคู่คมกริบคู่นั้น มันคือความเกลียดชังที่ผสมผสานกับความปรารถนาอันดิบเถื่อนอย่างน่ากลัว "ถ้าคิดว่าฉันเป็นแค่ผู้หญิงไร้ค่า... ปล่อยฉันไปสิคะ" รินรดาเค้นเสียงพูดออกทางไรฟัน ความดื้อรั้นในตัวถูกปลุกเร้าจนพุ่งพล่าน "ปล่อยฉันไป แล้วคุณจะได้ไม่ต้องมาระแวงว่าฉันจะมาเกาะแกะตระกูลสูงส่งของคุณอีก!" "ปล่อยงั้นเหรอ?" คิรากรทวนคำ เสียงหัวเราะต่ำๆ ในลำคอของเขาช่างน่ากลัวเสียนี่กระไร ใบหน้าคมคายโน้มต่ำลงมาจนปลายจมูกแทบจะชนกัน ลมหายใจอุ่นร้อนที่เจือกลิ่นบุหรี่จางๆ ปะทะเข้ากับพวงแก้มเนียน "เธอคิดว่าเข้ามาในกรงของฉันแล้ว จะมีปัญญาบินหนีออกไปได้ง่ายๆ อย่างนั้นเหรอ รินรดา... ในเมื่อพ่อของเธอยกเธอให้ฉันเป็นเครื่องบรรณาการแล้ว เธอก็ต้องอยู่ชดใช้ความแค้นนี้ในฐานะ 'นางบำเรอ' ของฉันจนกว่าฉันจะเบื่อ!" สิ้นคำประกาศิต ริมฝีปากร้อนผ่าวก็ทาบทับลงมาอย่างไร้ความปรานี จูบครั้งนี้ไม่มีความอ่อนหวาน ละมุนละไม หรือโหยหาเหมือนดั่งเช่นเคย แต่มันคือการลงทัณฑ์ คือการบดขยี้ และประกาศกร้าวถึงความเป็นเจ้าเข้าเจ้าของ รินรดาพยายามเบือนหน้าหนีและทุบตีอกแกร่งเพื่อประท้วง แต่เรี่ยวแรงอันน้อยนิดของเธอกลับไม่ต่างอะไรกับการสะกิดผิวกายของพญาอินทรีย์ มือหนาตะปบเข้าที่ท้ายทอยของเธอ ล็อคบังคับให้รับรสจูบอันดุดันและเร่าร้อนที่ควานล้ำลึกจนเธอแทบขาดอากาศหายใจ ลิ้นร้อนกวาดต้อนความหวานภายในโพรงปากอย่างเอาแต่ใจ ขณะที่มืออีกข้างสอดเข้าไปใต้ร่มผ้า ลูบไล้ไปตามแผ่นหลังเนียนนุ่มด้วยสัมผัสที่ทั้งหยาบโลนและเต็มไปด้วยไฟปรารถนาที่แผดเผา ร่างกายของรินรดาสั่นสะท้าน แรงต่อต้านเริ่มอ่อนยวบลงทีละน้อย ความคุ้นเคยและสัญชาตญาณลึกๆ ใต้สำนึกตอบสนองสัมผัสของเขาอย่างน่าละอาย แม้สมองจะสั่งให้ผลักไส แต่กายสาวกลับร้อนรุ่มและโอนอ่อนผ่อนตามแรงอารมณ์ที่เขาเป็นผู้ชี้นำอย่างไม่รักดี คิรากรผริมฝีปากออกช้าๆ ปล่อยให้เธอได้หอบหายใจโกยกอบโกยอากาศเข้าปอด ขณะที่สายตาของเขายังคงจดจ้องเรือนร่างเย้ายวนที่หอบสะท้านอยู่ตรงหน้าด้วยความกระหาย "เห็นไหม... ร่างกายของเธอมันทรยศคำพูดสวยหรูพวกนั้น รินรดา เธอมันก็แค่ผู้หญิงที่โหยหาสัมผัสจากฉันไม่ต่างกัน" รินรดาเม้มริมฝีปากแน่นจนห่อเลือด ความรู้สึกอัปยศอดสูตีรวนขึ้นมาจุกอก น้ำตาที่พยายามกลั้นไว้ไหลทะลักลงมาอาบแก้มอย่างสุดจะกลั้น "คนใจร้าย... คุณมันเห็นแก่ตัวที่สุด" "ใช่... ฉันมันเห็นแก่ตัว และเธอก็ไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะปฏิเสธ" เขากระซิบเสียงพร่าข้างใบหู พร้อมกับดันร่างบางลงไปชิดกับผนังห้องอีกครั้ง มือใหญ่อันตรายเริ่มลูบไล้ต่ำลงมาเรื่อยๆ ปลุกเร้าทุกอณูผิวให้ลุกฮือด้วยไฟสวาทที่ยากจะควบคุม บรรยากาศรอบตัวตึงเครียดจนแทบขาดใจ ทว่าในวินาทีที่เปลวเพลิงแห่งเสน่หาเริ่มโหมกระหน่ำจนถึงขีดสุด เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นขัดจังหวะ ราวกับฟ้าผ่ากลางใจ "คุณคิรากรคะ... มีแขกสำคัญมาขอพบค่ะท่าน" เสียงเลขาฯ หน้าห้องดังลอดเข้ามาผ่านบานประตู คิรากรชะงักกักขังการเคลื่อนไหว ดวงตาคมกริบฉายแววหงุดหงิดระคนเย็นชา เขากดจูบหนักหน่วงลงที่ซอกคอขาวเนียนอีกครั้งอย่างคาดโทษ ก่อนจะผละตัวออกห่างด้วยความเสียดาย พร้อมกับเอ่ยคำสั่งเด็ดขาดที่กรีดลึกลงไปในขั้วหัวใจของเธอ "เก็บข้าวของแล้วไสหัวไปซะ! ไปให้พ้นจากสายตาฉัน... ก่อนที่ฉันจะเปลี่ยนใจไม่อยากให้เธอไปไหนเลยตลอดกาล!" รินรดายืนตัวสั่นเทา หยาดน้ำตาอาบแก้มในขณะที่มองแผ่นหลังกว้างที่หันหลังให้เธออย่างไม่แยแส ความเจ็บปวดแล่นริ้วไปทั่วร่าง เธอกัดฟันกรอด ตัดสินใจหันหลังเดินออกจากห้องนั้นโดยไม่หันกลับมามองอีกเลย โดยหารู้ไม่ว่า... ก้าวพ้นประตูนิตยสารแห่งนี้ไป ชีวิตของเธอจะไม่ได้เป็นอิสระอย่างที่คิด เมื่อบุคคลปริศนาที่ยืนรอเธออยู่ตรงโถงทางเดิน คือผู้ที่จะพลิกชะตากรรมของเธอไปตลอดกาล... "ยินดีที่ได้รู้จักนะ... คุณหนูรินรดา ลูกสาวคนสวยของตระกูลที่กำลังจะล่มสลาย" ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและดำดิ่งไปในห้วงอารมณ์อันร้อนแรงนี้ด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปค่ะ!
สารจากนักเขียน (จูบแรกยามสายัณห์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กาลครั้งหนึ่ง ณ รอยจูบสีเพลิง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%