"ดูเหมือนว่าเกมนี้... จะสนุกกว่าที่ฉันคิดไว้เสียอีกนะรินรดา"
เสียงทุ้มต่ำที่เจือไปด้วยความระรื่นหูทว่าอันตรายราวกับเสียงคำรามของพญาเสือโคร่งที่กำลังต้อนเหยื่อให้จนมุม ดังคลอเคลียอยู่ข้างใบหูของฉัน คิรากรไม่ได้ถอยห่างออกไปไหนเลย ร่างกายสูงใหญ่กำยำของเขาแนบชิดติดกับแผ่นหลังของฉันจนแทบจะหลอมรวมเป็นร่างเดียวกัน ไออุ่นจากตัวเขาร้อนผ่าวแผ่ซ่านทะลุผ่านเนื้อผ้าของชุดเดรสราตรีสีนิลออกมาราวกับจะแผดเผาผิวเนื้อให้ละลาย
ฉันพยายามสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อตั้งสติ แต่กลิ่นกายหรูหราปนกลิ่นบุหรี่จางๆ และความดุดันเฉพาะตัวของผู้ชายคนนี้ กลับทำให้ปอดของฉันสั่นไหวและสมองพร่าม่านไปหมด ศักดิ์ศรีที่เคยพยายามขีดเส้นกั้นระหว่างเรากำลังถูกความหิวกระหายทางอารมณ์กัดกินจนแทบไม่เหลือชิ้นดี
"ปล่อยฉันนะคะ... คุณคิรากร" ฉันเค้นเสียงลอดไรฟัน พยายามดึงความแข็งกร้าวครั้งสุดท้ายออกมาต้านทาน แต่เสียงสั่นพร่าที่หลุดรอดออกไปกลับทรยศความตั้งใจเสียสิ้น
"ปล่อยอย่างนั้นหรือ?" คิรากรหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะที่สั่นสะเทือนผ่านแผ่นอกของเขามากระทบแผ่นหลังของฉัน จนฉันสะท้านเฮือก มือหนาร้อนจัดราวกับเตาไฟเอื้อมเข้ามาตะמתข้อมือของฉันไว้แน่น บีบตรึงมันไว้ด้วยแรงที่ไม่อาจขัดขืน ก่อนจะกระชากร่างของฉันให้หันกลับไปประจันหน้ากับเขาอย่างแรง
ดวงตาคมกริบสีนิลดั่งรัตติกาลคู่นั้นกวาดมองสำรวจใบหน้าของฉันอย่างจาบจ้วง ราวกับสัตว์ป่ากำลังพินิจพิเคราะห์เหยื่ออันโอชะที่มันเป็นผู้ล่า ไม่มีแววตาชิงชังรังเกียจอย่างที่ควรจะเป็นในฐานะ 'คู่แค้น' อีกต่อไปแล้ว มีเพียงเปลวไฟสีเพลิงที่ลุกโชนอยู่ในความมืดมิด คล้ายกับต้องการจะแผดเผาฉันให้มอดไหม้คามือ
"ตั้งแต่วินาทีแรกที่เธอเดินเข้ามาในอาณาจักรของฉัน รินรดา... เธอคิดจริงๆ หรือว่าฉันจะยอมปล่อยให้เพชรเม็ดงามที่ตกลงมาถึงมือหลุดรอยไปง่ายๆ?"
นิ้วเรียวแกร่งของเขาเกลี่ยไล้อย่างเชื่องช้าที่ริมฝีปากอิ่มของฉัน สัมผัสนั้นทั้งหยาบคายและเย้ายวนในเวลาเดียวกัน ผิวเนื้อของเขาหยาบกร้านตามวิถีของชายผู้กุมอำนาจเบ็ดเสร็จ แต่สัมผัสที่กดลงมากลับสร้างความรัญจวนประหลาดจนฉันเผลอเม้มริมฝีปากเข้าหากันโดยอัตโนมัติ
"คุณเกลียดฉัน..." ฉันกระซิบเสียงแผ่ว ความน้อยเนื้อต่ำใจและความจริงที่เจ็บปวดผสมปนเปอยู่ในอก "ครอบครัวของฉันทำลายทุกอย่างที่คุณสร้าง... ทำไมคุณถึงไม่ทำลายฉันเสียให้สิ้นซากล่ะคะ"
"ทำลายเธอ?" คิรากรทวนคำ นัยน์ตาคมกริบหรี่ลงเล็กน้อย รอยยิ้มมุมปากปรากฏขึ้นอย่างเยือกเย็นและทรงเสน่ห์ "การทำให้เธอหายไปจากโลกนี้ มันง่ายเกินไปสำหรับความผิดที่พวกมันทำไว้... แต่การทำให้ผู้หญิงที่ถือดีอย่างเธอ ยอมจำนนต่อฉันด้วยความเต็มใจ คุกเข่าอ้อนวอนขอความรักจากผู้ชายที่เธอควรจะเกลียดชังต่างหาก... คือเกมที่สนุกที่สุด"
สิ้นคำพูดนั้น เขาก็ไม่ปล่อยให้ฉันได้ทันตั้งตัว ปลายคางมนถูกมือหนาเชยขึ้นบังคับให้แหงนรับ ปากหยักลึกทาบทับลงมาบดขยี้ริมฝีปากของฉันอย่างไร้ความปรานี รสจูบที่เริ่มต้นด้วยความดิบเถื่อนและเอาแต่ใจ เปลี่ยนผันเป็นความร้อนแรงที่แผดเผาทุกสติสัมปชัญญะ ความโกรธเกรี้ยว ความแค้น และแรงปรารถนาอันบิดเบี้ยวถูกหลอมรวมเข้าด้วยกันในรสสัมผัสที่วาบหวามจนแทบหยุดหายใจ
ฉันเบิกตากว้างด้วยความตื่นตระหนก มือเล็กพยายามทุบตีลงบนแผ่นอกแกร่งเพื่อประท้วง แต่ทว่า... ร่างกายของฉันกลับทรยศ สมองสั่งให้ผลักไส แต่มือกลับขยุ้มสาบเสื้อสูทราคาแพงของเขาไว้แน่นโดยไม่รู้ตัว ความรู้สึกต่อต้านพังทลายลงอย่างรวดเร็วดั่งปราสาททรายถูกคลื่นซัด เมื่อเรียวลิ้นร้อนจัดของเขารุกล้ำเข้ามา กอบกุมลมหายใจและดูดกลืนทุกการปฏิเสธของฉันจนหมดสิ้น
สัมผัสจากเขาร้อนระอุ รุกเร้าและหนักหน่วงจนทำให้เข่าของฉันแทบทรุด คิรากรรู้จุดอ่อนของฉันดี เขากระชับวงแขนโอบเอวบางของฉันเข้าหาตัวจนแนบสนิท ไอร้อนจากกายหนาแผ่ซ่านเข้ามาในทุกอณูผิว มืออีกข้างของเขาเลื่อนขึ้นมาสอดเข้ากับกลุ่มผมยาวสลวย ขยุ้มท้ายทอยของฉันไว้มั่นเพื่อไม่ให้เบือนหนี รสจูบที่ลึกล้ำและดุดันดำเนินต่อไปเนิ่นนาน ท่ามกลางความเงียบงันของห้องทำงานส่วนตัวที่ปิดตายจากโลกภายนอก
เมื่อเขาผละริมฝีปากออกอย่างอ้อยอิ่ง หยาดน้ำใสไคลคลาคลออยู่ริมฝีปากบวมเจ่อของฉัน ลมหายใจของพวกเราหอบกระชั้นถี่รัวแข่งกัน คิรากรก้มลงมองฉันด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยเพลิงสวาทที่ยังคุกรุ่นไม่มอดดับ หน้าอกกว้างกระเพื่อมไหวตามจังหวะการหายใจ
ใบหน้าคมคายโน้มลงมาใกล้จนปลายจมูกของเราชนกัน เสียงกระซิบแหบพร่าดังขึ้นชิดริมฝีปากของฉันอีกครั้ง ทำเอาหัวใจที่เต้นไม่เป็นส่ำแทบจะกระเด็นหลุดออกมานอกอก
"เธอพ่ายแพ้แล้ว... รินรดา"
เขากระซิบด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความมั่นใจในชัยชนะ ทว่าแววตาคู่คมนั้นกลับฉายประกายความลุ่มหลงที่ไม่อาจซ่อนเร้นได้อีกต่อไป มันไม่ใช่แค่เกมแก้แค้นเพื่อความสะใจอีกแล้ว แต่มันคือหลุมพรางแห่งเสน่หาที่เขากำลังดึงฉันและตัวเขาเองดิ่งจมลงไปพร้อมๆ กัน
ในขณะที่ความหวานล้ำและความตึงเครียดกำลังหลอมรวมเราเป็นหนึ่งเดียว ท่ามกลางบรรยากาศที่อบอวลไปด้วยกลิ่นอายความลุ่มหลงอันตราย เสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้งติดๆ กันอย่างไม่มีมารยาท จากนั้นประตูบานใหญ่ก็ถูกผลักเปิดออกโดยไม่รอรับคำอนุญาต ร่างระหงของหญิงสาวในชุดเดรสสีแดงเพลิงผู้มาใหม่ก้าวเข้ามาด้วยรอยยิ้มเยาะ พร้อมกับเอ่ยประโยคที่ทำให้เลือดในกายของฉันเย็นเฉียบลงในพริบตา
"อุ๊ย... ฉันมาขัดจังหวะเวลาสวีทของคุณคิรากรกับ 'เชลย' ตัวน้อยหรือเปล่าคะเนี่ย?"
โปรดติดตามตอนต่อไปนะคะ
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่ร่วมเดินทางมาถึงห้วงอารมณ์อันร้อนแรงนี้ด้วยกันนะคะ นามปากกา "จูบแรกยามสายัณห์" ขอสัญญาว่าจะเสิร์ฟความฟินและดราม่าให้สะใจทุกท่านอย่างแน่นอนค่ะ!
กาลครั้งหนึ่ง ณ รอยจูบสีเพลิง•ตอนที่ 11
กลิ่นอายความลุ่มหลง
ผลงานโดย จูบแรกยามสายัณห์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (จูบแรกยามสายัณห์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กาลครั้งหนึ่ง ณ รอยจูบสีเพลิง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!