กลิ่นอายสนิมเหล็กและกลิ่นคาวเลือดจางๆ ที่ลอยคลุ้งอยู่ในห้องทำงานส่วนตัวไม่ได้น่าสะพรึงกลัวเท่ากับความเงียบงันที่แผ่ขยายออกมาราวกับคลื่นใต้น้ำ คิรากรยืนนิ่งสนิทอยู่เบื้องหลังโต๊ะทำงานไม้สักทอง ร่างสูงใหญ่ในชุดสูทสีเข้มไร้ที่ติทว่ายับยู่ยี่เล็กน้อยเนื่องจากแรงอารมณ์ที่เพิ่งปะทุขึ้น สายตาคมกริบดั่งใบมีดโกนจดจ้องกระดาษแผ่นยับยู่ยี่ที่เปรอะเปื้อนคราบสีแดงเข้มบนโต๊ะ—จดหมายเลือดจากศัตรูตัวฉกาจที่กล้าพอจะล้ำเส้นเข้ามาถึงอาณาจักรของเขา และสิ่งที่แนบมาด้วยคือเส้นผมสีดำสนิทนุ่มสลวยเส้นนั้น... เส้นผมของรินรดา
"มันต้องการอะไร..." น้ำเสียงทุ้มต่ำที่ลอดออกมาจากไรฟันของมาเฟียหนุ่มแหบพร่าและเต็มไปด้วยไอสังหารที่พร้อมจะผลาญทุกอย่างให้เป็นจุล
"มันบอกว่า... ถ้าอยากได้ตัวคุณรินรดากลับคืนมาแบบครบสามสิบสอง ให้คุณคิรากรไปที่โกดังร้างท่าเรือหมายเลขเจ็ดคนเดียวตอนเที่ยงคืนนี้ครับ ห้ามแจ้งตำรวจ ห้ามพกปืน และห้ามให้ใครตามไปเด็ดขาด" ลูกน้องคนสนิทกล่าวรายงานด้วยน้ำเสียงสั่นเทา ก้มหน้าต่ำจนแทบชิดพื้นเพราะไม่กล้าเผชิญหน้ากับพายุอารมณ์ที่กำลังคำรามอยู่ในดวงตาคู่นั้น
คิรากรแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความขบขัน ร่างหนาก้าวถอยหลังหนึ่งก้าวอย่างเหลืออด มือหนากำเข้าหากันแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน ใบหน้าหล่อเหลาคมคายบิดเบี้ยวด้วยความโกรธเกรี้ยวที่พุ่งทะยานถึงขีดสุด ไม่ใช่เพราะหวาดกลัวต่อคำขู่ของศัตรู แต่เป็นเพราะความรู้สึกเจ็บแปลบที่แล่นริ้วขึ้นมาในอกข้างซ้าย—ความกลัว... ความกลัวที่จะต้องสูญเสียผู้หญิงคนนั้นไปตลอดกาล ผู้หญิงที่เข้ามาปأسป่วนหัวใจที่ด้านชาของเขาจนพังทลาย
ปัง!
กำปั้นหนักๆ กระแทกลงบนโต๊ะทำงานจนข้าวของกระจัดกระจาย "มันกล้ามาก..." คิรากรพزซำคำนั้นด้วยความเคียดแค้น ดวงตาแดงก่ำด้วยพิษสงครามประสาทที่ศัตรูจงใจหยิบยื่นให้
ในขณะเดียวกัน ประตูห้องทำงานก็ถูกผลักเปิดออกอย่างแรง ร่างบางของรินรดาที่เพิ่งหลุดพ้นจากการถูกกักบริเวณชั่วคราวด้วยความเป็นห่วงก้าวเข้ามา เธอยังไม่ทันได้เอ่ยปากถามอะไร สายตากลับกวาดไปเห็นซองจดหมายและเส้นผมบนโต๊ะ หัวใจดวงน้อยกระตุกวูบ ความหวาดกลัวแล่นพล่านไปทั่วร่างเมื่อตระหนักได้ทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น
"คุณคิรากรคะ... นั่นมัน..." รินรดาครางชื่อเขาเสียงสั่น น้ำตาคลอเบ้าด้วยความตกใจ
คิรากรหันขวับกลับมามอง ร่างสูงพุ่งเข้าประชิดตัวเธอด้วยความเร็วราวกับเสือชีตาร์ที่ตะครุบเหยื่อ มือหนากระชากต้นแขนเรียวบางทั้งสองข้างเข้าหาตัวอย่างแรงจนรินรดาอุทานออกมาด้วยความเจ็บ แรงดึงดูดอันดิบเถื่อนและร้อนรนทำให้ร่างของทั้งคู่แนบชิดกันอย่างไร้ช่องว่าง
"ใครอนุญาตให้เธอเดินเข้ามาในนี้!" เขาคำรามใส่หน้าเธอ ลมหายใจร้อนผ่าวเป่ารดพวงแก้มเนียน ความหวาดกลัวที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความเกรี้ยวกราดแสดงออกผ่านแรงบีบที่หัวไหล่ "รู้ไหมว่าพวกมันต้องการอะไร! พวกมันต้องการเอาชีวิตเธอ!"
"ฉัน... ฉันแค่วิตกกังวล..." รินรดาพยายามกลั้นสะื้น เงยหน้าขึ้นสบตาคมกริบที่เต็มไปด้วยร่องรอยของความทรมาน "ปล่อยฉันนะ... คุณเจ็บฉัน..."
คำว่าเจ็บของเธอไม่ได้หมายถึงรอยมือที่บีบแน่นบนต้นแขน แต่หมายถึงความเจ็บปวดที่ฉายชัดอยู่ในแววตาของเขาต่างหาก คิรากรชะงักไปชั่วขณะเมื่อเห็นหยาดน้ำตาใสๆ เอ่อคลอเบ้าตาคู่สวยนั้น ความแข็งกร้าวที่เคยมีพังทลายลงในเสี้ยววินาที ร่างสูงดึงเธอเข้ามากอดแนบอกอย่างแรง ราวกับต้องการหลอมรวมเธอให้กลายเป็นเนื้อเดียวกับร่างกายของเขา เพื่อปกป้องเธอจากโลกอันโหดร้ายใบนี้
"โง่ที่สุด..." เขาซุกใบหน้าลงกับซอกคอหอมกรุ่น สูดดมกลิ่นกายสาวที่คุ้นเคยเพื่อเรียกสติ ลมหายใจร้อนระอุเป่ารดลาดไหล่เปลือยเปล่าทำให้รินรดาสั่นสะท้าน "รู้ไหมว่าฉันเกือบคลั่งตอนที่เห็นเส้นผมนั่น... รู้ไหมว่าฉันแทบอยากจะฆ่าทุกคนที่มันบังอาจแตะต้องตัวเธอ..."
รินรดานิ่งงัน หัวใจเต้นรัวระส่ำจนแทบกระเด็นออกมานอกอก ฝ่ามือบางยกขึ้นโอบรอบเอวสอบของเขาโดยไม่รู้ตัว ความรู้สึกผิดและเสน่หาที่ซับซ้อนตีรวนอยู่ในอก เธอกำลังจะเอ่ยปากปลอบโยน แต่คิรากรกลับผละออกเล็กน้อยเพื่อจ้องลึกลงไปในดวงตาของเธอ แววตาของเขาในตอนนี้มันทั้งดุดัน อ่อนล้า และโหยหาในเวลาเดียวกัน
นิ้วเรียวหนาไล้เชยคางมนขึ้นอย่างถือวิสาสะ บังคับให้เธอต้องรับสัมผัสอันเร่าร้อนที่กำลังจะตามมา รสจูบที่ระอุอุ่นเริ่มทาบทับลงบนริมฝีปากนุ่มทันทีโดยไม่ให้ตั้งตัว มันไม่ใช่จูบแห่งความอ่อนโยน แต่มันคือการประทับตราแสดงความเป็นเจ้าของที่ดุดัน หิวกระหาย และเต็มไปด้วยความหวาดกลัวที่จะสูญเสีย
ริมฝีปากหนาบดขยี้กลีบปากบางอย่างเอาแต่ใจ ลิ้นร้อนรุกรานเข้ามาตักตวงความหวานล้ำภายในโพรงปากอย่างไม่รู้จักพอ รินรดาสั่นสะท้านไปทั้งร่าง สมองขาวโพลนจนคิดอะไรไม่ออก ร่างกายอ่อนปวกเปียกจนต้องทิ้งน้ำหนักทั้งหมดโถมเข้าหาแผงอกกว้าง มือหนาเลื่อนลงมาโอบกระชับเอวคอดกิ่วเข้าหาตัวแนบแน่นยิ่งขึ้น เสียงหอบหายใจกระชั้นชิดประสานกันไปกับความเงียบงันในห้องทำงาน รสจูบที่ลึกซึ้งและเร่าร้อนดึงดูดพวกเขาทั้งคู่ให้ดำดิ่งลงไปในห้วงอารมณ์ที่ควบคุมไม่ได้
คิรากรถอนริมฝีปากออกอย่างอ้อยอิ่ง ปลายจมูกโด่งคลอเคลียอยู่กับพวงแก้มแดงก่ำ หน้าอกของเขากระเพื่อมไหวรุนแรงตามจังหวะการหายใจ ดวงตาคู่คมจดจ้องมองริมฝีปากบวมเจ่อของหญิงสาวด้วยความปรารถนาอันดิบเถื่อนที่ยังคุกรุ่นอยู่เต็มอก
เขาอ้าปากคล้ายจะเอ่ยบางอย่างออกมา ริมฝีปากหยักลึกขยับเพื่อเปล่งถ้อยคำที่อัดแน่นอยู่ในส่วนลึกของหัวใจ—คำที่ผู้ชายอย่างเขาไม่เคยปริปากบอกใครมาตลอดชีวิต คำที่เปรียบเสมือนจุดอ่อนอันยิ่งใหญ่ที่สุด
ทว่า... ทันทีที่ริมฝีปากขยับ คิรากรกลับชะงักกึก ความหวาดกลัวที่จะพ่ายแพ้ต่อความรู้สึกของตนเองถาโถมเข้ามา ประตูแห่งความเยือกเย็นที่เขาเพียรสร้างมานานนับปีเกือบจะพังทลายลงตรงหน้าหญิงสาวผู้นี้แล้ว ชายหนุ่มเม้มปากแน่น กลืนถ้อยคำสำคัญนั้นลงคอไปอย่างยากลำบาก พร้อมกับเสสายตาหลบไปทางอื่นเพื่อซ่อนร่องรอยความอ่อนแอที่เพิ่งแสดงออกมา
"คุณ... จะพูดอะไรหรือเปล่าคะ?" รินรดากระซิบถามด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา หัวใจเต้นระทึกด้วยความคาดหวังบางอย่างที่เธอเองก็ไม่กล้าแม้แต่จะเอ่ยชื่อมัน
คิรากรหันกลับมามองเธออีกครั้ง แววตาที่ฉายความอ่อนโยนเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยความเย็นชาดั่งน้ำแข็งที่ถูกเคลือบไว้ดังเดิม มือหนาปล่อยจากเอวบางอย่างรวดเร็ว ราวกับต้องการสร้างระยะห่างเพื่อดึงสติของตัวเองกลับคืนมา
"ไม่มีอะไร..." เขาตอบด้วยน้ำเสียงเรียบสนิท ไร้ซึ่งร่องรอยของความลังเลเมื่อครู่ "เธออยู่ที่นี่ ห้ามออกไปไหนเด็ดขาด... คืนนี้ฉันจะไปจัดการพวกมันด้วยตัวเอง"
พูดจบ มาเฟียหนุ่มก็สะบัดตัวเดินหันหลังให้ทันที โดยไม่รอฟังคำททท้านใดๆ จากหญิงสาว ร่างสูงก้าวฉับๆ ออกจากห้องทำงานไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งให้รินรดายืนเคว้งคว้างอยู่ลำพังท่ามกลางความอ้างว้างและความกลัวที่เกาะกินหัวใจ
ทว่า... ในวินาทีที่คิรากรผลักประตูเดินพ้นออกไปจากคฤหาสน์เพื่อเตรียมตัวมุ่งหน้าไปยังโกดังร้างตามคำท้าทายของศัตรู เสียงโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าเสื้อสูทของเขาก็แผดเสียงดังขึ้น ท่ามกลางความเงียบสงบยามวิกาล ชายหนุ่มหยิบมันขึ้นมาด้วยความหงุดหงิดและกดรับสายด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น
"มีอะไร..."
(นายครับ! รีบกลับเข้ามาในคฤหาสน์ด่วนเลยครับ! คนของเราที่เฝ้าหน้าประตู... มัน... มันถูกส่งกลับมาเป็นศพแล้วครับ! และในมือของมันมีกล่องพัสดุกระดาษสีดำสนิทส่งตรงถึงคุณ!")
คิรากรชะงักฝีเท้ากึก ดวงตาคมกริบเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยเมื่อความจริงอันน่าสะพรึงกลัวเปิดเผยออกว่า... เกมนี้มันไม่ใช่แค่การขู่กรรโชกธรรมดา แต่พวกมันกำลังเล่นตลกร้ายกับเขาอยู่ภายในบ้านของตัวเอง!
จูบแรกยามสายัณห์ ขอบคุณนักอ่านทุกท่านที่ติดตามและอินไปกับความรู้สึกของตัวละครด้วยกันเสมอนะคะ
กาลครั้งหนึ่ง ณ รอยจูบสีเพลิง•ตอนที่ 28
คำสารภาพของคนปากแข็ง
ผลงานโดย จูบแรกยามสายัณห์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (จูบแรกยามสายัณห์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กาลครั้งหนึ่ง ณ รอยจูบสีเพลิง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!