"ร้อยล้านเหรียญสหรัฐฯ ในบัญชีของบริษัทลูก ‘เอ็มไพร์ โฮลดิ้ง’ ถูกโอนเข้ากองทุนปริศนาเมื่อสามนาทีที่แล้วครับท่านประธาน... แต่ระบบรักษาความปลอดภัยแจ้งเตือนว่า ไม่สามารถตรวจสอบปลายทางได้ มันเหมือนกับถูกกลืนหายไปในอากาศ"
เสียงรายงานของเลขาธิการหนุ่มสั่นระริก ปลายมือที่ถือแท็บเล็ตชื้นเหงื่อจนแทบจะหลุดร่วงลงบนพื้นพรมราคาแพงในห้องทำงานใหญ่โตโอ่อ่า ทว่าผู้ชายที่นั่งไขว่ห้างอยู่บนเก้าอี้หนังแท้กลับหัวเราะออกมาเบาๆ ราวกับกำลังฟังเรื่องตลกขบขันในงานเลี้ยงน้ำชา
"ตื่นตูมไปได้ กิตติ"
ภาคภูมิ ประธานบริหารแห่งอาณาจักรธุรกิจอสังหาริมทรัพย์หมื่นล้าน วางแก้วคริสตัลบรรจุไวน์ราคาแพงลงบนโต๊ะทำงานด้วยท่าทีผ่อนคลาย ดวงตาเรียวรีที่เต็มไปด้วยความทะเยอทะยานกวาดมองกราฟฟิกแสดงผลกำไรพุ่งทะยานบนจอคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่
"เงินแค่นั้นสำหรับเรา มันเป็นแค่เศษผงธุลีที่ปลิวไปตามลม ปล่อยให้พวกมดปลวกมันดีใจไปเถอะ อีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า เมื่อโครงการประมูลที่ดินล็อตใหญ่ที่สุดของปีตกเป็นของเรา มูลค่าหุ้นในมือจะพุ่งทะยานจนพวกมันตามไม่ทันด้วยซ้ำ"
"แต่ว่า... หุ้นส่วนรายใหญ่ของเราสามรายเพิ่งแจ้งขอถอนทุนกะทันหันครับ..." กิตติกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ใบหน้าซีดเผือดราวกับคน
"เหอะ ถอนทุนงั้นเหรอ?" ภาคภูมิแค่นAยิ้มหยัน นัยน์ตาฉายแววดูแคลนอย่างไร้ความปรานี "พวกมันก็แค่หมาขี้เรื้อนที่กลัวความเสี่ยง เดี๋ยวพอเห็นข่าวเรากวาดซื้อที่ดินแปลงนั้นได้ พวกมันก็จะคลานกลับมาเลียรองเท้าเหมือนเดิม... ไปเตรียมรถได้แล้ว ฉันจะไปงานประชุมผู้ถือหุ้นเพื่อประกาศศักดาให้พวกมันเห็นว่า ใครคือผู้คุมเกมตัวจริงในตลาดนี้"
ความมั่นใจที่เคลือบด้วยความโลภและอำนาจฉาบฉวย กำลังทำให้ผู้ชายคนนี้ตาบอดสนิท
เขาไม่เคยรู้เลยว่า... กรงขังที่ตนเองภาคภูมิใจนักหนา บัดนี้ถูกล็อกกลอนจากด้านนอกเรียบร้อยแล้ว
ห่างออกไปจากใจกลางย่านธุรกิจอันพลุกพล่าน เพียงไม่กี่กิโลเมตร ภายในเพนต์เฮาส์หรูหราที่มองเห็นวิวกรุงเทพมหานครได้แบบพาโนรามา บรรยากาศกลับเงียบสงบและเต็มไปด้วยกลิ่นอายของชัยชนะที่เยือกเย็น
ต้นกล้ายืนสงบนิ่งอยู่หน้ากระจกใสบานยักษ์ นิ้วเรียวยาวเคาะลงบนผิวกระจกเบาๆ เป็นจังหวะ ราวกับกำลังบรรเลงบทเพลงแห่งการล่มสลาย สวมสูทสั่งตัดเข้ารูปสีดำสนิทที่ขับเน้นบุคลิกอันเยชาและทรงอำนาจ ดวงตาคมกริบมองทอดไปยังตึกสูงระฟ้าของตระกูลภาคภูมิ ซึ่งตั้งตระหง่านอยู่ไกลๆ ด้วยสายตาของนักล่าที่กำลังมองเหยื่อเดินเข้าสู่ปากหลุมพราง
"คุณไม่ทานกาแฟหน่อยเหรอคะ ตั้งแต่เช้าคุณยังไม่ได้แตะอะไรเลยนะ"
เสียงหวานใสแต่แฝงด้วยความห่วงใยดังขึ้นเบื้องหลัง ลลิลเดินถือถ้วยกาแฟอุ่นๆ เข้ามาใกล้ เธอยื่นมันให้เขาด้วยรอยยิ้มบางเบา แม้ดวงตาคู่สวยจะยังคงมีความกังวลหลงเหลืออยู่บ้างจากเรื่องราวในอดีต แต่ในยามนี้ มันกลับเปล่งประกายความเชื่อมั่นอย่างเต็มเปี่ยม
ต้นกล้าหันกลับมารับถ้วยกาแฟจากมือเรียว ปลายนิ้วของเขาสัมผัสกับปลายนิ้วของเธอแผ่วเบา ความอบอุ่นจากหญิงสาวคือสิ่งเดียวในโลกที่สามารถละลายน้ำแข็งในใจของเขาได้
"ผมไม่ต้องทานอะไรหجรอกครับลลิล... แค่ได้เห็นพวกมันเริ่มดิ้นรนด้วยความโง่เขลา ก็อิ่มเอมใจยิ่งกว่าอาหารมื้อไหนๆ แล้ว" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นพร้อมรอยยิ้มที่มุมปาก รอยยิ้มที่ไม่ได้มีความอบอุ่นหลงเหลืออยู่เลย มีเพียงความอำมหิตที่ซ่อนเร้น
"พวกเขายยังไม่รู้ตัวสินะคะว่ากำลังเดินเข้าสู่หลุมพรางที่คุณขุดไว้" ลลิลวางมือลงบนท่อนแขนแกร่งของเขาเบาๆ ราวกับจะช่วยถ่าย
"คนอย่างภาคภูมิ ไม่เคยเรียนรู้ความเจ็บปวดหรอกครับ เขาโตมาบนกองเงินกองทอง คิดว่าเงินซื้อได้ทุกอย่าง... แต่เขา ลืมไปว่า เงินมหาศาลที่เขามีในมือตอนนี้ แท้จริงแล้วมันเป็นแค่ตัวเลขที่ผมอนุญาตให้เขายืมใช้หายใจชั่วคราวเท่านั้น"
ต้นกล้าวางถ้วยกาแฟลงบนโต๊ะกระจก ก่อนจะหยิบสมุดปกหนังสีดำสนิทขึ้นมาพลิกเปิดหน้ากระดาษ ลายมือหวัดๆ แต่ทรงพลังจดบันทึกรายชื่อบริษัทและเส้นทางการเงินที่ถูกตัดขาดทีละเส้น ทีละเส้น อย่างเลือดเย็น
สมุดบันทึกชำระแค้นเล่มนี้ ไม่ได้บันทึกด้วยความแค้นเคืองแบบเด็กๆ แต่มันบันทึกด้วยตัวเลข กลยุทธ์ และสิทธิ์ขาดทางกฎหมายที่พร้อมจะบดขยี้กระดูกสันหลังของศัตรูให้แหลکละเอียดในคราวเดียว
"อีกสิบนาที ภาคภูมิจะก้าวเข้าสู่ห้องประชุมใหญ่" ต้นกล้าพูดพลําพรางปลดกระดุมข้อมือเสื้อ "และนั่นจะเป็นวินาทีสุดท้าย ที่เขาจะได้ยืนหยัดในฐานะประธาน"
ณ ห้องประชุมใหญ่ของบริษัทอสังหาริมทรัพย์ยักษ์ใหญ่ บรรยากาศตึงเครียดจนแทบหายใจไม่ออก บรรดาคณะกรรมการบริหารนั่งเงียบกริบ สายตาทุกคู่จับจ้องไปยังชายผู้ดำรงตำแหน่งประธาน ซึ่งก้าวเข้ามาด้วยรอยยิ้มเย่อหยิ่งและท่าทีเหนือกว่า
"พวกคุณทำหน้าเหมือนกับโลกกำลังจะแตกไปได้" ภาคภูมิหัวเราะในลำคอขณะหย่อนตัวลงนั่งที่ประธาน "เอาล่ะ ไหนล่ะรายงานผลประกอบการไตรมาสล่าสุด เอาขึ้นจอให้ทุกคนดูซิ เราจะได้รีบอนุมัติโครงการ..."
"ท่านประธานครับ..." เสียงของหัวหน้าฝ่ายกฎหมายเอ่ยแทรกขึ้นมาด้วยน้ำเสียงสั่นเทา หน้าตาซีดเผือดราวกับเจอผี "เรา... เราถูกฟ้องล้มละลายครับ"
รอยยิ้มบนใบหน้าของภาคภูมิแข็งค้างทันที ดวงตาเบิกกว้างด้วยความไม่เชื่อหู "คุณพูดบ้าอะไรวะ! ล้มละลายอะไร ในบัญชีเรายังมีเงินสดอีกเป็นร้อย...!"
"บัญชีทั้งหมดถูกอายัดโดยคำสั่งศาลครับ... และ... และหุ้นส่วนหลักร้อยเปอร์เซ็นต์ของบริษัทในเครือ ถูกซื้อกิจการแบบไม่ทันตั้งตัวโดยกลุ่มทุนนิรนาม ‘เอ็มไพร์ โฮลดิ้ง’ เมื่อหนาที่แล้ว... ตอนนี้ เราไม่เหลืออะไรเลยครับท่านประธาน แม้แต่ตึกที่เรานั่งอยู่ตอนนี้ ก็ตกเป็นของพวกเขาเรียบร้อยแล้ว"
ราวกับสายฟ้าฟาดลงกลางกลางวันแสกๆ ภาคภูมิลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้จนล้มคว่ำ ใบหน้าที่เคยแดงก่ำด้วยความมั่นใจ บัดนี้ซีดเผือดไร้สีเลือด เม็ดเหงื่อกาฬผุดพรายเต็มขมับ มือทั้งสองข้างสั่นเทาราวกับคนเป็นโรคพาร์킨슨
"เป็นไปไม่ได้! ใครหน้าไหนมันกล้าซื้อบริษัทฉัน! ใครวะ!" เขาตบโต๊ะตะโกนลั่นห้องด้วยความคลุ้มคลั่ง สูญเสียมาดของนักธุรกิจผู้ทรงอิทธิพลไปจนหมดสิ้น
ในวินาทีแห่งความตื่นตระหนกนั้นเอง ประตูห้องประชุมบานใหญ่ก็ถูกผลักเปิดออกอย่างช้าๆ
ร่างสูงโปรดในชุดสูทสีดำสนิทก้าวเข้ามาด้วยฝ่าเท้าที่มั่นคงและเงียบเชียบ แสงไฟจากภายนอกสาดส่องลงบนใบหน้าหล่อเหลาที่เรียบเฉยไร้ความรู้สึก นัยน์ตาคู่นั้นเย็นชาดุจน้ำแข็งขั้วโลก
ภาคภูมิหันขวับไปมองผู้มาใหม่ ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกตะลึงระคนหวาดกลัว เมื่อจำหน้าคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าได้ชัดเจน
"แก... แกมัน... ต้นกล้า!" ภาคภูมิถอยหลังกรูดจนสะดุดขอบเก้าอี้เกือบจะล้ม "เป็นไปได้ยังไง... บริษัทของแกมันเจ๊งไปตั้งแต่สิบปีที่แล้วไม่ใช่เหรอ! ทำไมแกถึง..."
ต้นกล้าหยุดยืนห่างจากโต๊ะประชุมเพียงไม่กี่ก้าว เขายกยิ้มมุมปากน้อยๆ รอยยิ้มที่เปี่ยมด้วยความเย้ยหยันและอำนาจอันล้นพ้น ดวงตาคู่คมจดจ้องมองอดีตศัตรูที่กำลังสั่นเทาเหมือนลูกนกตกน้ำ
"บริษัทของพ่อผมเจ๊ง เพราะฝีมือตระกูลสุนทรของคุณที่ใช้เล่ห์เหลี่ยมแย่งชิงไป... สิบปีเต็มๆ ที่ผมอดทนรอคอยวันนี้" ต้นกล้าเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ทว่าทรงพลังจนกดทับทุกคนในห้องให้อยู่ในความเงียบงัน "วันที่คุณจะได้ลิ้มรสชาติของการสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่าง... เหมือนที่ครอบครัวผมเคยได้รับ"
ภาคภูมิเข่าอ่อนทรุดฮวบคุกเข่าลงกับพื้นพรม ร่างกายสั่นเทิหมดแรงจะต้านทาน มือทั้งสองข้างยกขึ้นพนมไหว้ร้องขอชีวิตอย่างน่าเวทนา "ต้นกล้า... หลานรัก... ปล่อยฉันไปเถอะนะ ฉันผิดไปแล้ว..."
ต้นกล้าก้มมองดูอดีตนักธุรกิจผู้ยิ่งใหญ่ที่กำลังหมอบราบคาบแก้วอยู่แทบเท้าด้วยสายตาเรียเฉย ราวกับกำลังมองเศษขยะข้างถนน
เขายกข้อมือขึ้น เลื่อนหน้าจอสมาร์ทโฟนขึ้นมาเล็กน้อย ปลายนิ้วแตะลงบนหน้าจอเพื่อยืนยันคำสั่งสุดท้าย
เสียงแจ้งเตือนจากระบบธนาคารดังขึ้นกังวานในห้องประชุมที่เงียบสงัด:
*[ระบบยืนยันการทำธุรกรรม: โอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินทั้งหมดของบริษัทสุนทร กรุ๊ป เข้าสู่บัญชีส่วนตัวของ "ต้นกล้า" สำเร็จเรียบร้อยแล้ว — วงเงินใช้งานคงเหลือ: ไม่จำกัด]*
ติดตามตอนต่อไปในวันพรุ่งนี้ด้วยหัวใจที่เต้นระรึกนะคะ ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่ร่วมเดินทางมา ณ จุดนี้ด้วยกันค่ะ
---
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและสนับสนุน "ต้นไม้ริมระเบียง" เสมอมานะคะ
ทายาทพันล้านกับสมุดบันทึกชำระแค้น•ตอนที่ 5
ภาพลวงตาแห่งอำนาจ
ผลงานโดย ต้นไม้ริมระเบียง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ต้นไม้ริมระเบียง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ทายาทพันล้านกับสมุดบันทึกชำระแค้น นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!