แสงไฟนีออนจากตึกสูงระฟ้าสะท้อนลงมาบนผิวกระจกใสบานใหญ่ของเพนต์เฮาส์หรูใจกลางมหานคร เงาสะท้อนนั้นบิดเบี้ยวและเลือนราง ราวกับตัวตนของลลิลในค่ำคืนนี้ ที่แม้จะยืนอยู่บนจุดสูงสุดของความมั่งคั่งเหนือใคร แต่หัวใจกลับเคว้งคว้างราวกับกำลังยืนอยู่บนปากเหวที่ไร้ก้นบึ้ง
หน้าจอสมาร์ทโฟนในมือของเธอยังคงสว่างวาบ แสดงผลตัวเลขยอดเงินในบัญชีและสิทธิ์การถือครองที่เพิ่งถูกโอนถ่ายเข้ามาอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดจากตระกูลสุนทร—ตระกูลผู้เคยเหยียบย่ำและหัวเยาะเย้ยความยากจนของพวกเขาในอดีต วงเงินไม่จำกัดที่ปรากฏอยู่บนหน้าจอไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่มันคือคราบน้ำตาและเลือดเนื้อที่ถูกชำระด้วยอำนาจเงินตราอันไร้ปรานี
แต่สำหรับลลิล... ชัยชนะครั้งนี้กลับไม่ได้สร้างความอิ่มเอมใจให้เธอเลยแม้แต่น้อย
"ต้นกล้า..." เสียงของเธอกระSิบแผ่วเบา เจือความสั่นเครือที่เธอพยายามซ่อนไว้ไม่ให้มันหลุดรอดออกไปมากกว่านี้
ร่างสูงโปรดของต้นกล้าก้าวเข้ามาหยุดยืนเบื้องหลัง เงามืดทอดทับร่างบอบบางของหญิงสาวราวกับเกราะคุ้ม
กัน เขายังคงสวมชุดสูทสีเข้มไร้ที่ติ กลิ่นอายความเย็นชาและกลิ่นน้ำหอมราคาแพงผสมผสานกับบรรยากาศยามค่ำคืนได้อย่างลงตัว ทว่าดวงตาสองข้างที่ทอดมองเธอกลับปราศจากความโกรธเกรี้ยว มีเพียงความว่างเปล่าที่ล้ำลึกเกินกว่าใครจะหยั่งถึง
ชายหนุ่มยื่นมือเรียวยาวออกไป ปลายนิ้วแตะลงบนเส้นผมสลวยของเธอเบาๆ ราวกับกำลังปลอบประโลมแมวตัวน้อยที่ตื่นตระหนก แต่สัมผัสไร้ซึ่งความอบอุ่นนั้นกลับทำให้ลลิลสะท้านเฮือก
"กลัวเหรอ, ลลิล?" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้น เรียบเรื่อยราวกับสายน้ำนิ่งสนิทที่ซ่อนกระแสน้ำวนอันเชี่ยวกราดไว้เบื้องล่าง
ลลิลหันกลับมาเผชิญหน้ากับเขา ดวงตากลมโตเอ่อคลอด้วยหยาดน้ำตาที่พยายามกลั้นไว้ ความกดดันตลอดหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ความหวาดกลัวต่ออำนาจมืดของตระกูลใหญ่ และความรู้สึกผิดบาปที่ตนเองกลายเป็นส่วนหนึ่งของการทำลายล้างครั้งนี้ มันกัดกินจิตใจของเธอจนแทบแหลกสลาย
"เรากำลังทำอะไรอยู่คะ... ต้นกล้า?" น้ำเสียงของเธอสั่นสะท้าน หยาดน้ำตาหยดหนึ่งร่วงหล่นลงกระทบหลังมือของเธอเอง "พวกมันแพ้แล้ว พวกมันสูญสิ้นทุกอย่างแล้วตามที่คุณต้องการ... แต่ทำไม... ทำไมฉันถึงรู้สึกว่าเรากำลังสูญเสียความเป็นมนุษย์ไปเรื่อยๆ ล่ะคะ?"
ความเงียบเข้าปกคลุมพื้นที่กว้างใหญ่ชั่วขณะ มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศและเสียงหัวใจของลลิลที่เต้นรัวด้วยความหวาดหวั่น
ต้นกล้าไม่ตอบทันที เขาลดมือลง สบตากับหญิงสาวด้วยแววตาที่สงบนิ่งจนน่ากลัว มุมปากของชายหนุ่มยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย—รอยยิ้มที่ไม่ได้ไปถึงดวงตา เป็นรอยยิ้มเยียบเย็นที่ตอกย้ำว่าอดีตเด็กหนุ่มผู้ถูกเหยียบย่ามในวันนั้น ได้ตายไปอย่างสมบูรณ์แบบแล้ว
"ความเป็นมนุษย์งั้นเหรอ?" ต้นกล้าทวนคำ เสียงหัวเราะในลำคอเบาหวิวดังขึ้น ช่างเย็นชาและเสียดแทงหัวใจ "ตอนที่พวกมันโยกย้ายเงินบริจาคช่วยชีวิตแม่ฉันจนท่านต้องตายอย่างไร้ที่พึ่ง... ตอนที่พวกมันถีบหัวเราออกจากบริษัทโดยที่เราไม่มีแม้แต่เงินซื้อข้าว... ตอนนั้น... พวกมันเคยถามหาความเป็นมนุษย์จากเราบ้างไหม, ลลิล?"
ลลิลสะอื้นฮัก มือบางยกขึ้นปิดใบหน้า ความทรงจำอันเจ็บปวดพรั่งพรูเข้ามาซัดสาดซ้ำแล้วซ้ำเล่า
"ฉันรู้..." ลลิลเสียงเครือ "ฉันจำได้ทุกอย่าง... แต่ฉันกลัว กลัวว่าความแค้นนี้มันจะไม่มีวันสิ้นสุด กลัวว่าวันหนึ่ง... คุณจะกลายเป็นปีศาจที่แม้แต่ฉันเองก็จำไม่ได้อีกต่อไป"
ต้นกล้าก้าวเข้าไปประชิดตัวเธออย่างไร้ซุ่มเสียง มือหนาคว้าข้อมือบางที่กำลังสั่นเทาของเธอเอาไว้ บีบเบาๆ แต่หนักแน่นพอที่จะทำให้เธอรับรู้ถึงตัวตนของเขา
เขาโน้มใบหน้าลงมาจนหน้าผากเกือบชิดกัน ลมหายใจอุ่นร้อนปะทะเข้ากับพวงแก้มที่เปื้อนคราบน้ำตา สายตาที่ทอดมองเธอนั้นเต็มไปด้วยความลุ่มลึกและคำสัญญาที่หนักอึ้งราวกับภูเขา
"จำไว้, ลลิล..." ต้นกล้ากระซิบช้าๆ ทีละคำ ชัดถ้อยชัดคำราวกับร่ายคาถาที่ไม่มีวันเสื่อมคลาย "ต่อให้โลกใบนี้จะล่มสลาย ต่อให้ฉันต้องกลายเป็นปีศาจที่แบกรับความบาปทั้งหมดของนรกอเวจี..."
เขาเว้นจังหวะ เลื่อนมือขึ้นมาประคองแก้มเนียนของเธอ นิ้วหัวแม่มือเกลี่ยหยาดน้ำตาออกให้อย่างอ่อนโยน ทว่าแววตากลับเด็ดเดี่ยวไร้ความลังเล
"...มือคู่นี้ จะไม่มีวันปล่อยเธอเด็ดขาด" ต้นกล้าเอמהคำมั่นสัญญาด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบแต่ทรงพลังที่สุด "ความกลัวของเธอ ความเจ็บปวดของเธอ ให้ฉันเป็นคนแบกรับมันไว้เอง หน้าที่ของเธอมีเพียงอย่างเดียว... คือยืนอยู่ข้างฉัน แล้วมองดูพวกมันชดใช้กรรมด้วยความอัปยศอดสูที่สุดก็พอ"
คำพูดนั้นไม่ได้อบอุ่น แต่มันกลับมีแรงดึงดูดประหลาดที่ทำให้หัวใจที่สั่นคลอนของลลิลค่อยๆ สงบลง ความหวาดกลัวถูกแทนที่ด้วยความภักดีอันมืดมน เธอมองลึกลงไปในดวงตาคู่นั้น ดวงตาที่สะท้อนเพียงภาพของเธอคนเดียว
ลลิลสูดหายใจเข้าลึก หลับตาลงรับสัมผัสจากเขา ก่อนจะพยักหน้าช้าๆ เป็นการยอมจำนนต่อโซ่ตรวนแห่งความรักและความแค้นที่ร้อยรัดพวกเขาเข้าไว้ด้วยกันอย่างไม่มีวันแยกขาด
ทว่า... ในวินาทีที่ความเงียบสงบกำลังโรยตัวปกคลุมบรรยากาศโรแมนติกอันบิดเบี้ยวนี้ เสียงสัญญาณเตือนภัยจากระบบรักษาความปลอดภัยของเพนต์เฮาส์ก็ดังขึ้นกะทันหัน!
*ปี๊บ! ปี๊บ! ปี๊บ!*
หน้าจอโฮโลแกรมกลางห้องนั่งเล่นสว่างวาบขึ้นโดยอัตโนมัติ เผยให้เห็นภาพจากกล้องวงจรปิดชั้นล่างสุดของอาคาร ร่างของชายวัยกลางคนในชุดสูทพรีเมียมยับยู่ยี่ ใบหน้าซีดเผือดด้วยความตื่นตระหนก กำลังทุบประตูห้องโถงอย่างไร้สติ พร้อมกับเสียงตะโกนแหบแห้งที่ลอดผ่านไมโครโฟนเข้ามา
"เปิดประตูให้ฉัน! นายน้อยต้นกล้า! ได้โปรด... เมตตาผมด้วย! ผมยอมจำนนทุกอย่างแล้ว!"
ต้นกล้าหันไปมองหน้าจอเล็กน้อย มุมปากหยักลึกยกยิ้มเยาะขึ้นทันที ดวงตาคมกริบทอประกายวับวับด้วยความสนุกสนาน
และก่อนที่ลลิลจะได้เอ่ยถามอะไร ประตูลิฟต์ส่วนตัวที่เชื่อมตรงจากชั้นใต้ดินก็ส่งเสียง "ติ๊ง" ดังสนั่น พร้อมกับร่างของแขกผู้ไม่ได้รับเชิญ—ผู้ซึ่งเคยเป็นประธานกรรมการบริหารผู้ยิ่งใหญ่แห่งสุนทร กรุ๊ป—ก้าวเซถลาออกมาคุกเข่าลงแทบเท้าของพวกเขา โดยมีบอดี้การ์ดร่างยักษ์สองคนยืนคุมเชิงอยู่ด้านหลัง พร้อมกับแฟ้มเอกสารสีดำสนิทในมือที่ถูกโยนลงแทบเท้าของต้นกล้าอย่างไม่ไยดี!
"ยินดีต้อนรับสู่ค่ำคืนแห่งการชำระบาปครับ... ท่านประธานผู้สูงส่ง" ต้นกล้าเอ่ยทักทายด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ซึ่งความปรานีใดๆ ทั้งสิ้น
--------------------------------------------------
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่ร่วมเดินทางและดำดิ่งไปกับความมืดมนงดงามนี้ด้วยกันนะคะ
ทายาทพันล้านกับสมุดบันทึกชำระแค้น•ตอนที่ 6
ความเปราะบางยามค่ำคืน
ผลงานโดย ต้นไม้ริมระเบียง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ต้นไม้ริมระเบียง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ทายาทพันล้านกับสมุดบันทึกชำระแค้น นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!