ทายาทพันล้านกับสมุดบันทึกชำระแค้น•ตอนที่ 7

กับดักที่วางไว้

ผลงานโดย ต้นไม้ริมระเบียง
หน้าจอทัชสกรีนขนาดใหญ่บนโต๊ะทำงานหรูหราสว่างวาบด้วยกราฟิกสีแดงฉานที่กำลังดิ่งพสุธา มูลค่าตลาดของกลุ่มบริษัทภวัตกรกุล—อาณาจักรธุรกิจที่เคยผูกขาดความยิ่งใหญ่มานานหลายทศวรรษ—กำลังละลายหายไปราวกับกองหิมะต้องแสงแดดยามเที่ยงวัน เสียงแจ้งเตือนจากระบบวิเคราะห์การเงินดังระรัวติดต่อกันเป็นทอดๆ ราวกับเสียงกู่ร้องแห่งความพินาศ "ท่านประธานคะ... หุ้นกู้ชุดใหม่ของบริษัทเราถูกเทขายออกมาในตลาดมืดแบบบล็อกเดลแล้วค่ะ ยอดรวมเกินกว่าสามพันล้านภายในเวลาไม่ถึงสิบนาที แรงกระแทกนี้ทำให้สภาพคล่องของเราติดลบจนธนาคารพากันปฏิเสธการค้ำประกันแล้วค่ะ!" เสียงเลขาฯ ส่วนตัวของกิตติพงษ์สั่นเครือจนแทบฟังไม่ได้ศัพท์ ใบหน้าของเธอซีดเผือดไร้สีเลือดขณะก้าวถอยหลังราวกับกำลังเผชิญหน้ากับภูตผี กิตติพงษ์กัดกรามแน่นจนกล้ามเนื้อสันกรามปูดโปน นัยน์ตาแข็งกร้าวคู่นั้นเต็มไปด้วยเส้นเลือดฝอยแดงก่ำ เขาไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเองว่าตัวเลขในบัญชีที่เคยค้ำจุนอำนาจของเขามาตลอดชีวิต จะถูกกัดเซาะจนพรุนได้ด้วยปลายนิ้วของเด็กหนุ่มที่เขาเคยเหยียบย่ำเมื่อหลายปีก่อน "ใคร... ใครเป็นคนปล่อยข่าวเรื่องบัญชีลับในหมู่เกาะเคย์แมนออกไป?" กิตติพงษ์คำรามลอดไรฟัน เสียงทุบโต๊ะดังสนั่นห้องทำงานกระจกใสที่มองเห็นทัศนียภาพยามค่ำคืนของมหานคร "ไม่มีชื่อผู้ส่งค่ะท่าน... แต่เอกสารทุกฉบับแนบตราสัญลักษณ์ของกองทุน 'ไวท์ โอ๊ค' มารuยาทพร้อมกับข้อความสั้นๆ ว่า... *'ยินดีต้อนรับสู่ค่ำคืนแห่งการชำระบาปครับ... ท่านประธานผู้สูงส่ง'* " เลขาฯ สาวตอบด้วยน้ำเสียงสั่นเทา พลางยื่นแท็บเล็ตให้ผู้เป็นนายดูข้อความที่ส่งตรงมาจากระบบเข้ารหัสระดับสูง ในวินาทีนั้นเอง ลลิลซึ่งนั่งเงียบอยู่มุมห้องบนโซฟาหนังแท้สีเข้มก็ขยับตัวเล็กน้อย เธอสวมชุดสูทเข้ารูปสีครีมที่ขับเน้นความสง่างามและความเปราะบางในคราวเดียวกัน นิ้วเรียวยาวค่อยๆ วางถ้วยชาอุ่นลงบนจานรอง เสียงกระทบกันเบาๆ นั้นช่างเยือกเย็นและทรงพลังท่ามกลางความตึงเครียด "คุณกำลังตกใจอะไรหรือคะ คุณกิตติพงษ์?" ลลิลเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ซึ่งความหวาดกลัว ดวงตากลมโตคู่นั้นมองตรงไปยังชายวัยกลางคนผู้กำลังเสียสติด้วยความสมเพชเวทนาที่ปิดไม่มิด "อำนาจที่คุณได้มาจากการแย่งชิงและเหยียบย่ำคนอื่น มันก็มีวันหมดอายุเสมอ... ไม่ใช่หรือคะ?" "นังเด็กนี่! แกกับไอ้ต้นกล้าสมรู้ร่วมคิดกันใช่ไหม!" กิตติพงษ์พุ่งเข้าหาลลิลด้วยความโกรธเกรี้ยว สัญชาตญาณดิบเถื่อนสั่งให้เขาต้องการทำลายทุกอย่างที่ขวางหน้าเพื่อระบายความอัปยศ ทว่า... ประตูห้องทำงานไม่ได้ถูกล็อค แต่มันถูกเปิดออกอย่างไร้ซุ่มเสียงโดยชายในชุดสูทสקิลเลอร์สี่คน ต้นกล้ายืนสงบนิ่งอยู่ที่กรอบประตู มือข้างหนึ่งสอดไว้ในกระเป๋ากางเกง รอยยิ้มมุมปากของเขายังคงเย็นชาและไร้ความปรานีเช่นเดิม "อย่าใช้มือสกปรกของคุณแตะต้องเธอแม้แต่ปลายนิ้วเดียวนะครับ" ต้นกล้าเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล แต่แฝงไว้ด้วยกระแสจิตสังหารที่ทำให้อุณหภูมิในห้องลดฮวบลงทันที กิตติพงษ์ชะงักฝ่ามือที่ง้างค้างกลางอากาศ เมื่อหันกลับไปสบตากับต้นกล้า เขาก็พบว่าเด็กหนุ่มคนนี้ไม่ได้เป็นเพียงเหยื่อผู้เคยอ่อนแออีกต่อไปแล้ว แต่คือผู้ล่าที่ถือครองชีวิตและความตายของเขาไว้ในกำมือ "แกต้องการอะไร... ต้นกล้า? อยากได้หุ้นคืน? อยากได้บริษัทนี้ใช่ไหม? เอาไปเลย! เอาไปให้หมด แต่อย่าทำลายตระกูลภวัตกรกุลของฉัน!" กิตติพงษ์เปลี่ยนท่าทีอย่างรวดเร็ว ความหยิ่งทะนงถูกบดขยี้จนไม่เหลือชิ้นดี เขาคุกเข่าลงกับพื้นพรมราคาแพงอย่างไร้ศักดิ์ศรี ต้นกล้าเดินเข้ามาใกล้เรื่อยๆ เสียงฝีเท้ากระทบพื้นหินอ่อนดังสะท้อนก้องกังวาน เขาย่อตัวลงเล็กน้อยเพื่อให้สายตาอยู่ในระดับเดียวกับอดีตประธานผู้ยิ่งใหญ่ ก่อนจะโน้มตัวไปกระซิบข้างใบหูที่กำลังสั่นเทา "หุ้นบริษัทขยะของคุณเหรอครับ? ผมไม่เคยสนใจตั้งแต่แรกแล้ว... สิ่งที่ผมต้องการไม่ใช่แค่การยึดคืน แต่เป็นการทำให้คุณได้ลิ้มรสความรู้สึกของการสูญเสีย 'ทุกสิ่งทุกอย่าง' เหมือนที่พ่อแม่ผมเคยได้รับเมื่อสิบปีก่อนต่างหากล่ะครับ" ต้นกล้าผละตัวออกแล้วหยิบสมุดปกหนังสีดำสนิทเล่มคุ้นเคยออกมาจากกระเป๋าเสื้อนอก เปิดหน้ากระดาษที่จดบันทึกรายชื่อผู้ร่วมขบวนการทุจริตทั้งหมดไว้ ปากกาหมึกซึมราคาแพงถูกดึงปลอกออกอย่างใจเย็น "หน้าสุดท้ายของสมุดเล่มนี้... กำลังรอให้ผมเซ็นชื่อเพื่ออนุมัติการฟ้องร้องล้มละลายแบบพลิกแผ่นดินอยู่พอดีเลยครับ" ติ๊ง! เสียงแจ้งเตือนข้อความเข้าจากโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าเสื้อของกิตติพงษ์ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงัน เขากดรับด้วยมือที่สั่นเทา หน้าจอแสดงภาพประกาศจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย: *'ระงับการซื้อขายหุ้นทั้งหมดของกลุ่มบริษัทภวัตกรกุลชั่วคราว เนื่องจากตรวจพบความผิดปกติทางบัญชีระดับวิกฤต'* ในขณะเดียวกัน ประชาสัมพันธ์ด้านล่างของตึกสูงได้ส่งสัญญาณภาพวงจรปิดขึ้นมาบนหน้าจอหลักของห้องทำงาน รถตำรวจคอมมานโดไม่ต่ำกว่าสิบคันและเจ้าหน้าที่ ปปง. กำลังเคลื่อนพลปิดล้อมตึกสำนักงานใหญ่แห่งนี้ทุกด้านแล้ว ต้นกล้าเก็บปากกาเข้าที่ รอยยิ้มของเขาฉาบด้วยความสำเร็จอันเยือกเย็น ขณะที่ลลิลลุกขึ้นยืนเคียงข้าง ส่งมือเรียวมาประสานเข้ากับฝ่ามืออุ่นของเขาอย่างแนบแน่นเพื่อมอบพลังใจอันอบอุ่นท่ามกลางสงครามประสาทครั้งนี้ "คุณผู้ชายคะ..." เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยส่วนตัวของต้นกล้าก้าวเข้ามาโค้งคำนับด้วยความเคารพสูงสุด ก่อนจะเอ่ยรายงานสถานการณ์ล่าสุดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "เฮลิคอปเตอร์ส่วนตัวจอดรออยู่บนดาดฟ้า พร้อมพาคุณต้นกล้าและคุณลลิลเดินทางออกจากพื้นที่ตามกำหนดการแล้วครับ... และตอนนี้ ทางการได้อายัติบัญชีส่วนตัวทั้งหมดของท่านประธานกิตติพงษ์เป็นที่เรียบร้อยแล้วค่ะ ไม่มีทางรอดแม้แต่บาทเดียว" ต้นกล้าก้มลงมองกิตติพงษ์ที่ทรุดฮวบลงกองกับพื้นอย่างไร้เรี่ยวแรง ดวงตาเบิกโพลงด้วยความสิ้นหวังอย่างถึงที่สุด ก่อนที่เขาจะหันหลังพาคนรักก้าวเดินออกจากห้องทำงานนั้นไปอย่างสง่างาม ทิ้งให้อดีตมหาเศรษฐีจมดิ่งอยู่กับความมืดมิดของความพินาศที่ตนเองเป็นผู้สร้างขึ้นมาเองทั้งหมด --- ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่ร่วมเดินทางและสะใจไปพร้อมกันในตอนนี้นะคะ
สารจากนักเขียน (ต้นไม้ริมระเบียง)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ทายาทพันล้านกับสมุดบันทึกชำระแค้น นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%