"กลั้นหายใจไว้! อย่าแม้แต่จะกระดิกตัว!"
เสียงกระซิบของเซเลสเต้ที่แฝงด้วยความหวาดหวั่นยังคงก้องอยู่ในโสตประสาทของผม แม้ว่าดาบสีดำทมิฬเล่มนั้นจะพาดผ่านหน้าอกไปเพียงเสี้ยววินาทีจนทำให้เสื้อของผมขาดวิ่นเป็นทางยาว กลิ่นอายเวทมนตร์อันน่าสะพรึงกลัวยังคงตกค้างอยู่บนผิวหนัง ทันทีที่ร่างของเซเลสเต้กระโจนถอยห่างออกไปพร้อมกับเสียงร้องตะโกนแสร้งทำเป็นชัยชนะ ผมจึงทิ้งตัวลงกับพื้นหญ้าแข็งกระด้างอย่างหมดรูป
วินาทีที่หัวใจเต้นโครมครามจนแทบจะหลุดออกมาจากอก ความเงียบก็เข้าครอบงำสนามประลองที่ถูกเนรมิตขึ้นมากลางโรงเรียนเวทมนตร์แห่งนี้
"ตาย... ตายจริงเหรอเนี่ย? เจ้าพวกมนุษย์นี่ฝีมือถึงขั้นสังหารคนได้โดยไม่ต้องกะพริบตาเลยหรือไง!"
เสียงแหลมเล็กที่คุ้นหูดังขึ้นข้างหูผม พร้อมกับสัมผัสนุ่มนิ่มของหูยาวๆ ที่ปัดผ่านแก้ม ฟัดจ์ ภูตจิ๋วคู่หูตัวแสบของผมกำลังเกาะอยู่ที่ปกเสื้อ พลางใช้มือเล็กๆ ของมันสะกิดใบหน้าผมอย่างลุกลี้ลุกลน
"ฟัดจ์... ข้ายังไม่ตาย" ผมกระซิบตอบเบาๆ โดยไม่ลืมตา
"ก็เห็นอยู่ว่าเจ้าทำตัวเหมือนปลาทูตากแห้งนั่นแหละ! ลินน์ เจ้าบ้าเอ๊ย! ถ้าเจ้าตายขึ้นมา ใครจะหาขนมมาเซ่นข้า ใครจะคอยฟังข้าบ่นเรื่องพฤติกรรมประหลาดๆ ของเจ้าหญิงจอมเผด็จการนั่นกัน!"
ฟัดจ์บ่นพึมพำ แต่ผมสัมผัสได้ถึงความสั่นเทาเล็กน้อยในน้ำเสียงนั้น เจ้ากระต่ายมีปีกตัวจ้อยเริ่มดึงเสื้อผมแรงขึ้น ราวกับจะเช็กว่าผมยังเป็นเนื้อเป็นหนังอยู่จริงๆ ไม่ใช่ภาพลวงตา
ผมค่อยๆ ลืมตาขึ้น เห็นหลังของเซเลสเต้ที่กำลังเดินห่างออกไปจากลานประลอง แผ่นหลังนั้นดูแข็งแกร่งและโดดเดี่ยว ท่ามกลางเสียงโห่ร้องและเสียงวิพากษ์วิจารณ์ของเหล่านักเรียนคนอื่นที่ต่างคิดว่าการประลองจบลงแล้วด้วยการที่ผม 'พ่ายแพ้' อย่างหมดรูป
"เฮ้ เจ้าหนู! เจ้าฟื้นแล้วเหรอ?"
เสียงทุ้มต่ำของชายร่างใหญ่คนหนึ่งดังขึ้นใกล้ๆ ผมลืมตาเต็มตื่น เห็นรุ่นพี่มาร์คัสจากคณะนักรบเวทมนตร์กำลังก้มลงมองผมด้วยความเป็นห่วง เขาเป็นคนที่มีร่างกายบึกบึนและมีชื่อเสียงเรื่องความใจดี มาร์คัสยื่นมือมาหมายจะประคองผมขึ้นจากพื้น
"ให้ข้าช่วยนะ เจ้าดูสะบักสะบอมกว่าที่คิดเสียอีก ดูสิ... รอยดาบเฉียดนั่นน่ะ อันตรายมากนะ"
มาร์คัสพูดพลางเอื้อมมือมาหมายจะแตะไหล่ผม แต่ก่อนที่มือของเขาจะสัมผัสตัว ผมกลับรู้สึกถึงแรงปะทะเล็กๆ ที่พุ่งเข้าใส่ฝ่ามือของรุ่นพี่มาร์คัสจนเขาต้องชักมือกลับด้วยความตกใจ
*เปรี้ยง!*
ประกายไฟสีม่วงเล็กๆ แตกกระจายออกจากจุดที่มือมาร์คัสจะสัมผัสตัวผม ฟัดจ์พุ่งออกมาจากคอเสื้อของผมด้วยความเร็วสูง ร่างเล็กๆ ของมันยืนตระหง่านอยู่บนไหล่ของผม ปีกโปร่งใสสั่นพริ้วด้วยความโกรธเกรี้ยว ดวงตากลมโตจ้องเขม็งไปที่มาร์คัสอย่างไม่เกรงกลัว
"อย่า-มา-แตะ-ต้อง-ลินน์-ของ-ข้า!" ฟัดจ์แผดเสียงแหลมเล็กแต่ก้องกังวานไปทั่วบริเวณ
"เฮ้ย! ภูตอะไรเนี่ย?" มาร์คัสหัวเราะเบาๆ อย่างนึกเอ็นดู พลางพยายามจะเอื้อมมือไปจับฟัดจ์ "ใจเย็นน่าเจ้าตัวเล็ก ข้าแค่จะช่วยเพื่อนของเจ้า"
"เพื่อนงั้นเรอะ? เจ้าเป็นมนุษย์ตัวโตกลิ่นเหงื่อคลุ้ง แถมยังทำหน้าตาเจ้าชู้ใส่ลินน์อีก ข้าไม่มีทางยอมให้คนพรรค์นี้มาทำตัวสนิทสนมกับเขาเด็ดขาด!" ฟัดจ์กระโดดไปมาบนหัวของผม ก่อนจะรวบรวมพลังเวทมนตร์เล็กๆ สร้างกำแพงอากาศกั้นระหว่างผมกับมาร์คัส
ผมได้แต่หัวเราะแห้งๆ ในใจ ฟัดจ์อาจจะดูเหมือนโกรธที่มาร์คัสเข้ามาใกล้ แต่ลึกๆ แล้วผมรู้ดีว่ามันกำลัง 'หึงหวง' ตามประสาภูตคู่หูที่คิดว่าผมเป็นสมบัติชิ้นเดียวของมัน มันไม่ชอบใจนักเวลาที่มีใครก็ตามเข้ามาแบ่งปันช่วงเวลาหรือความสนใจไปจากผม โดยเฉพาะคนที่มีบุคลิกเข้าหาคนง่ายแบบรุ่นพี่มาร์คัส
"พอเถอะฟัดจ์ รุ่นพี่เขามีน้ำใจนะ" ผมรีบคว้าตัวฟัดจ์ลงมาวางบนไหล่ แต่เจ้าตัวดีก็ยังทำหน้ามุ่ย เชิดใส่รุ่นพี่มาร์คัสไม่เลิก
"มีน้ำใจเหรอ? ลินน์ เจ้ามันซื่อบื้อจนน่าโมโหเลยรู้ไหม? ดูนั่น!" ฟัดจ์บุ้ยปากไปทางทิศของเซเลสเต้ที่หยุดเดินและหันกลับมามองเราจากระยะไกล ดวงตาของเจ้าหญิงเย็นชาคู่นั้นไม่ได้มองมาที่ผมด้วยความสมเพชเหมือนที่คนอื่นมอง แต่มันมีความวูบไหวบางอย่างซ่อนอยู่
"นางนั่นก็อีกคน จะมองมาทำไมกันนักหนา! ทั้งที่เมื่อกี้ยังเฉือนเนื้อเจ้าเกือบขาดอยู่เลย สองมาตรฐานชัดๆ!" ฟัดจ์บ่นกระปอดกระแปด พลางซุกหน้าเข้ากับซอกคอผมเพื่อซ่อนความรู้สึก
ผมลุกขึ้นยืนปัดฝุ่นตามเสื้อผ้า ความรู้สึกปวดร้าวที่รอยแผลยังคงอยู่ แต่มันเทียบไม่ได้เลยกับความสับสนในใจ เซเลสเต้ต้องการอะไรกันแน่? คำสั่ง 'แสร้งว่าตาย' นั้นเป็นแผนการเพื่อช่วยชีวิตผมจริงๆ หรือเป็นเพียงหมากตัวหนึ่งในกระดานที่ผมยังมองไม่เห็น
"เอาล่ะ ฟัดจ์ เราต้องไปกันได้แล้ว" ผมกระซิบข้างหูมัน
"จะไปไหน? จะไปหานางนั่นเหรอ? บอกไว้ก่อนนะ ถ้าเจ้าเดินไปทางนั้น ข้าจะแกล้งทำของใส่หัวนางให้ดู!"
ฟัดจ์พูดจาประชดประชัน แต่ทว่าในขณะที่ผมกำลังจะก้าวเดินออกไปจากสนามประลอง เสียงฝีเท้าหนักๆ ของใครบางคนก็หยุดลงตรงหน้าผมเสียก่อน เงาของคนผู้นั้นทาบทับลงมาจนบดบังแสงแดด
"คุณหนูลินน์... ดูเหมือนคุณจะเพิ่งรอดชีวิตมาได้อย่างหวุดหวิดนะ"
น้ำเสียงนั้นเย็นเยียบและทรงอำนาจจนผมต้องเงยหน้าขึ้นมอง ชายชุดคลุมคนเดิมที่อยู่ในเหตุการณ์เมื่อตอนต้นเดินตรงเข้ามาหาผม เขาไม่ได้ถอดหมวกคลุมออก แต่ผมเห็นรอยยิ้มที่มุมปากภายใต้เงามืดนั้นชัดเจน
"และดูเหมือน... ความลับที่คุณอุตส่าห์เก็บไว้อย่างดี จะไม่ได้เป็นความลับอีกต่อไปแล้ว"
เขาโยนวัตถุบางอย่างลงที่พื้นตรงหน้าผม มันเป็นตราประทับตระกูลที่ผมคุ้นตาเป็นอย่างดี ตราประทับที่หายไปจากคฤหาสน์ของผมตั้งแต่วันที่ครอบครัวถูกกวาดล้าง
ฟัดจ์หยุดดิ้นไปชั่วขณะ ขนบนตัวมันลุกชันขึ้นด้วยสัญชาตญาณอันตราย ชายคนนั้นโน้มตัวลงมาใกล้ๆ หูผมจนลมหายใจเย็นจัดรดต้นคอ "พระราชาไม่ได้ต้องการให้คุณรอด... แต่ถ้าคุณอยากรู้ว่าใครเป็นคนฆ่าพ่อแม่คุณจริงๆ คืนนี้... มาที่ห้องสมุดใต้ดินชั้นที่สี่"
ก่อนที่ผมจะทันได้เอ่ยถาม เขาก็หันหลังเดินหายเข้าไปในฝูงชนที่เริ่มสลายตัวไปอย่างรวดเร็วราวกับเงาหายไปในอากาศ
ฟัดจ์เงยหน้าขึ้นมองผม แววตาที่เคยหึงหวงและขี้เล่นหายไปสิ้น เหลือเพียงความหวาดกลัวที่สั่นระริก "ลินน์... อย่าไปนะ ข้าสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายความตายจากตัวเขา... มันไม่ใช่กับดักธรรมดา แต่มันคือคำเชื้อเชิญสู่หลุมศพ!"
ผมก้มลงเก็บตราประทับนั้นขึ้นมา หัวใจของผมเต้นแรงด้วยความโกรธและความสงสัยที่ตีรวนกันจนปวดหนึบ หากนี่คือทางเดียวที่จะไขความลับของวงศ์ตระกูลได้ ต่อให้ต้องแลกด้วยชีวิต ผมก็ไม่มีวันหันหลังกลับ
"ฟัดจ์... ครั้งนี้ข้าคงต้องขอโทษเจ้าด้วยนะ"
ผมสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะตัดสินใจเดินตามเงาของชายปริศนาคนนั้นไป ทิ้งให้ฟัดจ์ได้แต่เกาะไหล่ผมแน่นด้วยความกระวนกระวาย ท่ามกลางความมืดมิดที่เริ่มคืบคลานเข้ามาปกคลุมโรงเรียนเวทมนตร์ในยามโพล้เพล้
ขอบพระคุณทุกท่านที่ติดตามการเดินทางของลินน์และภูตจิ๋วตัวป่วนอย่างฟัดจ์มาถึงตอนนี้ และผมสัญญาว่าเรื่องราวจะเข้มข้นขึ้นในตอนถัดไปครับ!
บันทึกวุ่นรักของจอมเวทฝึกหัดกับภูตจิ๋วตัวป่วน•ตอนที่ 37
ฟัดจ์หึงหวงลินน์
ผลงานโดย ไมโลกับภูตน้อย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ไมโลกับภูตน้อย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บันทึกวุ่นรักของจอมเวทฝึกหัดกับภูตจิ๋วตัวป่วน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!