บันทึกวุ่นรักของจอมเวทฝึกหัดกับภูตจิ๋วตัวป่วน•ตอนที่ 38

จดหมายปริศนาฉบับที่สอง

ผลงานโดย ไมโลกับภูตน้อย
“หยุดเดินเดี๋ยวนี้ ถ้าไม่อยากให้ปอดของแกกลายเป็นที่เก็บความลับนิรันดร์” เสียงทุ้มต่ำราวกับเสียงบดกรวดของชายปริศนาคนนั้นหยุดชะงักลงที่มุมตึกเก่าแก่ฝั่งตะวันตก พื้นที่ซึ่งถูกทิ้งร้างมานานหลายทศวรรษ กลิ่นอับชื้นของตะไคร่น้ำและกลิ่นดินชื้นแฉะเตะเข้าจมูกจนผมแทบสำลัก ฟัดจ์ที่เกาะอยู่บนไหล่ผมขยับปีกกระพือเบาๆ ด้วยความตื่นกลัว มันไม่ได้ปากดีเหมือนเคย แต่มือเล็กๆ ของเจ้าภูตกระต่ายกลับกำชายเสื้อคลุมของผมไว้แน่นจนยับย่น ผมตัดสินใจก้าวออกไปจากเงามืด เผชิญหน้ากับแผ่นหลังกว้างภายใต้ผ้าคลุมสีเทาหม่นที่ดูราวกับกลืนกินแสงสว่างโดยรอบ “คุณเป็นใคร? และทำไมถึงต้องล่อผมมาที่นี่” ผมถาม พยายามบังคับน้ำเสียงไม่ให้สั่นเครือ แม้หัวใจจะเต้นรัวจนแทบกระเด็นออกมาข้างนอก ชายคนนั้นค่อยๆ หันกลับมา ช้า...ช้าจนน่าอึดอัด ใต้ฮู้ดนั้นไม่มีใบหน้าชัดเจน มีเพียงดวงตาสีอำพันคู่หนึ่งที่สะท้อนแสงจันทร์สลัว เขายื่นมือที่มีรอยแผลเป็นพาดผ่านลงมาหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งออกมาจากอกเสื้อ มันไม่ใช่กระดาษธรรมดา แต่มันคือแผ่นหนังเวทมนตร์ที่สั่นไหวและส่งเสียงหวีดหวิวราวกับคนกำลังคร่ำครวญ “จดหมายฉบับแรกแค่คำเตือนถึงการมีอยู่” ชายผู้นั้นเอ่ย พลางโยนแผ่นหนังลงบนพื้นหินตรงหน้าผม “ฉบับที่สอง... คือคำทำนายถึงสิ่งที่กำลังจะดับสูญ” ผมก้มลงเก็บมันขึ้นมา ทันทีที่ปลายนิ้วสัมผัส ความเย็นเยียบแล่นปราดเข้าสู่กระดูกสันหลัง อักษรหมึกสีเลือดเริ่มปรากฏขึ้นบนแผ่นหนังอย่างรวดเร็ว— *‘เมื่อดวงดาราไร้แสงในคืนจันทร์ดับ หอคอยหลักจะหลั่งน้ำตาเป็นเปลวเพลิง ประตูบานที่เจ็ดจะถูกเปิดออกด้วยกุญแจที่ไร้ตัวตน... ภัยพิบัติไม่ได้มาจากภายนอก แต่มันกำลังรอนแรมอยู่ในหัวใจของสถาบันนี้’* “นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน?” ฟัดจ์โผล่หัวออกมาจากปกเสื้อของผม แววตาที่ปกติจะกวนประสาทบัดนี้เต็มไปด้วยความหวาดหวั่น “ลินน์... เจ้าแผ่นหนังนี่มันพลังงานเวทมนตร์ระดับต้องห้ามนะ! ใครที่เขียนมันขึ้นมา... มันต้องการแช่งโรงเรียนของเราชัดๆ!” ชายปริศนาแค่นหัวเราะในลำคอ “โรงเรียนเวทมนตร์งั้นหรือ? พวกแกก็แค่เด็กที่หัดจุดไฟเล่นในป่าที่กำลังจะมอดไหม้ต่างหากล่ะ” เขาก้าวเข้ามาใกล้จนผมสัมผัสได้ถึงไอเย็นที่แผ่ออกมาจากตัว “หันไปมองข้างหลังซะ แล้วแกจะรู้ว่าสิ่งที่ฉันพูดไม่ใช่คำขู่ แต่มันคือสัจธรรม” ผมหันไปตามสัญชาตญาณ— บนหอคอยหลักของโรงเรียนที่เคยสว่างไสวด้วยเวทมนตร์ป้องกันตัว บัดนี้กลับมีกลุ่มควันสีม่วงเข้มพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า ราวกับอสรพิษที่ถูกปลุกให้ตื่นจากภวังค์ เสียงระฆังประจำโรงเรียนที่ไม่ได้ดังมานานหลายร้อยปีกลับเริ่มส่งเสียงโหยหวนรัวถี่ มันไม่ใช่เสียงเรียกเข้าเรียน แต่มันคือเสียงสัญญาณเตือนภัยระดับวิกฤตที่ไม่ได้ยินมาตั้งแต่ยุคก่อตั้ง “ลินน์! นั่นมัน... เซเลสเต้!” ฟัดจ์ร้องลั่น ชี้ไปที่ระเบียงหอคอยที่ไกลออกไป ร่างของเด็กสาวเจ้าของเรือนผมสีเงินที่ผมคุ้นเคยดีกำลังยืนเด่นอยู่ท่ามกลางเปลวเพลิงสีม่วง ร่างของเธอสั่นเทา มือของเธอไม่ได้ถือไม้กายสิทธิ์ แต่เธอกำลังกุมกุญแจโบราณรูปทรงประหลาดที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน กุญแจที่ดูราวกับมีชีวิต มันกำลังกัดกินพลังเวทมนตร์ของเธอไปทีละน้อยจนใบหน้าของเธอซีดเผือด “เซเลสเต้หยุดนะ!” ผมตะโกนสุดเสียง ทิ้งจดหมายปริศนาไว้เบื้องหลังและวิ่งตรงไปยังหอคอยด้วยความเร็วทั้งหมดที่มี ทว่าก่อนที่ผมจะก้าวพ้นเขตเงามืด มือเย็นเฉียบของชายปริศนาก็คว้าไหล่ผมไว้แน่นจนขยับไม่ได้ “อย่าเข้าไป... นั่นไม่ใช่เซเลสเต้ที่แกหลงรักหรอก” เขาโน้มตัวลงมากระซิบที่ข้างหูจนผมขนลุกชัน “กุญแจบานนั้นไม่ได้ถูกเปิดโดยใคร แต่มันกำลังเปลี่ยนผู้ถือครองให้กลายเป็น ‘ภาชนะ’ ของสิ่งที่รอคอยอยู่หลังประตูบานที่เจ็ดต่างหาก” ฟัดจ์ที่เห็นท่าไม่ดีเริ่มร่ายเวทป้องกันตัวรอบตัวผม แต่ชายคนนั้นเพียงแค่ปัดมือเบาๆ เวทมนตร์ของฟัดจ์ก็สลายไปราวกับฟองอากาศ “ถ้าแกอยากช่วยเธอ” เขากล่าวพลางปล่อยมือ “จงเลือกระหว่างการทิ้งเกียรติยศของจอมเวทไปกับกฎระเบียบที่ไร้ความหมาย หรือการกลายเป็นอาชญากรเพื่อทำลายหอคอยนั่นทิ้งเสียตั้งแต่ตอนนี้” ผมมองไปที่เซเลสเต้บนยอดหอคอยอีกครั้ง เธอหันมามองผม ดวงตาของเธอไม่ได้เป็นสีฟ้าใสอย่างที่เคย แต่กลับกลายเป็นสีดำสนิทไร้แววตา เธอยิ้มให้ผม... รอยยิ้มที่ทำให้หัวใจของผมแตกสลายเป็นเสี่ยงๆ ก่อนที่เธอจะยกกุญแจนั้นขึ้นเหนือหัว แล้วแสงสว่างสีม่วงที่รุนแรงจนผมต้องหลับตาแน่นก็ระเบิดออกมาจากตัวเธอ เสียงกึกก้องสะเทือนไปทั่วโรงเรียน พื้นดินใต้เท้าผมเริ่มแยกออกเป็นร่องลึก เสียงกรีดร้องของนักเรียนคนอื่นๆ ดังระงมไปทั่วบริเวณ และในวินาทีที่ผมตัดสินใจจะกระโดดเข้าไปหาเธอ ผมกลับเห็นเงาสีดำขนาดมหึมาก้าวออกมาจากรอยแยกของประตูบานที่เจ็ด... มันไม่ใช่สัตว์อัญเชิญ แต่มันคือร่างของใครบางคนที่ผมรู้จักดีที่สุดในฐานะ ‘อาจารย์ใหญ่’ ของที่นี่ “อาจารย์... ท่านทำแบบนี้ทำไมครับ?” ผมเค้นเสียงถามท่ามกลางความโกลาหล ร่างนั้นหันมามองผม พร้อมกับหยิบหน้ากากสีขาวขึ้นมาสวม “เพราะบทเรียนสุดท้ายของโรงเรียนแห่งนี้... คือการเรียนรู้ว่าแสงสว่างที่แกปกป้องมาตลอดน่ะ มันก็แค่เรื่องโกหกยังไงล่ะ ลินน์” ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามร่วมเดินทางไปกับผมในบทที่เข้มข้นที่สุดตอนนี้ แล้วมาลุ้นกันต่อในตอนถัดไปนะครับ ผมสัญญาว่าจะไม่ทำให้ทุกท่านผิดหวังครับ - ไมโลกับภูตน้อย
สารจากนักเขียน (ไมโลกับภูตน้อย)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บันทึกวุ่นรักของจอมเวทฝึกหัดกับภูตจิ๋วตัวป่วน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%