“หุบปากแล้วถอยไปข้างหลังฉันเดี๋ยวนี้ ลินน์”
น้ำเสียงของเซเลสเต้เยียบเย็นจนไอเวทสีครามที่ปลายคทากายสิทธิ์ของเธอควบแน่นเป็นเกล็ดน้ำแข็งบางๆ ในอากาศ
เด็กหนุ่มเจ้าของชื่อไม่ได้ก้าวถอยหลังตามคำสั่ง ตรงกันข้าม ลินน์ทรุดตัวลงนั่งคุกเข่าบนพื้นหินอ่อนที่แตกร้าว เขม้นมองรอยไหม้เกรียมรูปกรงเล็บที่ยังคงคุกรุ่นด้วยควันกำมะถันจางๆ ตัวอักษรสีดำสนิทที่แฝงไอคำสาปยังคงสลักฝังแน่นอยู่บนพื้นหิน ราวกับจะเย้ยหยันม่านพลังป้องกันระดับสูงของโรงเรียนเวทมนตร์หลวงเซนต์มิราเคิล
*‘ยินดีต้อนรับสู่บททดสอบที่แท้จริง... เจ้าแห่งผู้ทำลายคำสาป’*
“ฟัดจ์ ดมกลิ่นซิ ได้อะไรบ้างไหม” ลินน์เอ่ยถามโดยไม่หันกลับไปมอง
“แหวะ! เหม็นสาบเหมือนถุงเท้าหมักเนยแข็งของอาจารย์ใหญ่สามร้อยปีเลยล่ะคู่หู!” ภูตจิ๋วร่างกลมปุ๊กลักษณะคล้ายกระต่ายขนปุยสีครีมสะบัดปีกโปร่งแสงดังพึ่บพั่บ มันลอยเคว้งอยู่เหนือไหล่ของลินน์ หูยาวลู่ลงแนบศีรษะ จมูกสีชมพูฟุดฟิดอย่างรังเกียจ ขณะที่มือป้อมๆ ยังคงกำเศษพายแอปเปิลที่แอบจิ๊กมาจากห้องอาหารไว้แน่น “แล้วก็นะ เจ้าของรอยเท้าเนี่ยเหยียบแรงชะมัด บิสกิตเนยที่ฉันทำตกไว้แบนแต๊ดแต๋หมดเลย เห็นไหม! คดีนี้ต้องเรียกร้องค่าทำขวัญเป็นทาร์ตสตรอว์เบอร์รีสิบชิ้น!”
“นี่ไม่ใช่เวลาห่วงเรื่องกินนะ ฟัดจ์!” เซเลสเต้ตวัดสายตาดุ คิ้วเรียวสวยขมวดมุ่นเข้าหากัน นิ้วมือเรียวยาวของเธอที่กุมด้ามคทาแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด บ่งบอกถึงแรงกดดันมหาศาลที่เธอกำลังแบกรับ “เขตหอสมุดโบราณชั้นในได้รับการปกป้องด้วยข่ายมนตร์เก้าชั้น... เป็นไปไม่ได้เลยที่คนภายนอกจะแทรกซึมเข้ามาโดยไม่ทำให้สัญญาณเตือนภัยของราชสำนักทำงาน เว้นแต่ว่า...”
เธอชะงักคำพูดไว้เพียงนั้น ดวงตาสีอเมทิสต์ไหววูบด้วยความกังวลที่พยายามซ่อนไว้ภายใต้ท่าทีเย่อหยิ่งสง่างาม
“เว้นแต่ว่าผู้บุกรุกจะไม่ใช่ ‘คนภายนอก’ ใช่ไหมครับ” ลินน์ต่อประโยคให้แผ่วเบา
เขายื่นปลายนิ้วที่สวมถุงมือหนังเก่าๆ แตะลงบนขอบรอยไหม้ ความอบอุ่นที่ไร้คลื่นพลังเวทมนตร์ของลินน์สัมผัสได้ถึงบางสิ่งที่แปลกประหลาด เขาไม่มีพรสวรรค์ด้านการร่ายคาถาอลังการอย่างเซเลสเต้ ไม่สามารถสร้างกำแพงเพลิงหรือหอกน้ำแข็งได้ แต่สิ่งที่เขามีมาตั้งแต่เกิดคือประสาทสัมผัสต่อความผิดเพี้ยนของสิ่งแวดล้อม—ความเงียบที่เงียบเกินไป ความร้อนที่ไม่เข้ากับทิศทางลม
“เวทมนตร์ป้องกันของเซเลสเต้ไม่ได้ล้มเหลวหรอกครับ” ลินน์เงยหน้าขึ้น สบตากับเจ้าหญิงจอมเวทด้วยรอยยิ้มบางๆ ที่มักจะมอบความมั่นใจให้ผู้อื่นเสมอ “ดูตรงนี้สิ รอยแตกของหินไม่ได้กระจายออกจากศูนย์กลางเหมือนถูกระเบิดจากข้างนอก... แต่มันเหมือนมีอะไรบางอย่าง ‘งอก’ ขึ้นมาจากใต้ดิน”
เซเลสเต้ก้าวเข้ามาใกล้ ชายกระโปรงเครื่องแบบสีน้ำเงินเข้มขลิบทองสะบัดเบาๆ เธอย่อตัวลงข้างเด็กหนุ่ม กลิ่นหอมสะอาดของดอกลิลลี่ขาวประจำตัวเธอพัดผ่านความอับชื้นในอากาศ ปลายคทาของเธอเปล่งแสงนวลตา ตรวจสอบเนื้อหินตามที่ลินน์ชี้
“เวทแทรกซึมผ่านสายแร่... วิชาโบราณของตระกูลนอกรีต” หญิงสาวกระซิบ สีหน้าเคร่งเครียดขึ้นทวีคูณ “แต่โรงเรียนเราตั้งอยู่บนฐานศิลาศักดิ์สิทธิ์ที่ลบล้างมนตร์มืดทั้งหมด สายแร่ใต้ดินจะยอมรับพลังแบบนี้ได้ยังไงกัน?”
“ก็ถ้าสายแร่มันไม่ได้บริสุทธิ์ผุดผ่องอย่างที่พวกผู้ดีเขาเคลมไว้แต่แรกล่ะยัยเจ้าหญิง!” ฟัดจ์บินร่อนลงมาเกาะบนหมวกทรงสูงเบี้ยวๆ ของลินน์ ก่อนจะใช้ปลายเท้าสะกิดเศษผงสีเทาเงินที่ตกอยู่ข้างรอยแตก “ดูนี่สิ แวววาวเหมือนเกล็ดปลาเน่าๆ แต่รสชาติ... อื๋อ ไม่เอา ไม่ชิมดีกว่า คราวที่แล้วเผลอเลียผงเวทมนตร์เข้าไป ลิ้นชาไปตั้งสามวัน บ่นอะไรไม่ได้เลย ทรมานแทบแย่!”
“ปากบอกทรมาน แต่คนอื่นเขาสงบหูไปสามวันเต็มๆ เลยนะฟัดจ์” ลินน์แซวเบาๆ พลางหยิบหลอดแก้วขนาดเล็กออกมาจากกระเป๋าคาดเอว เขาใช้มีดพับทื่อๆ ค่อยๆ ปาดเศษผงสีเทาเงินนั้นเก็บลงไปอย่างระมัดระวัง
“ลินน์! เจ้าคนทรยศ! ฉันอุตส่าห์ช่วยหาหลักฐานนะ!” ภูตกระต่ายพองแก้มกลมดิ๊กจนตัวแทบลอยขึ้นไปชนเพดาน
เซเลสเต้ส่ายหน้าอย่างระอาใจกับความสนิทสนมของสองคู่หูต่างสายพันธุ์ ทว่าริมฝีปากที่เคยมักจะเม้มแน่นกลับคลายออกเล็กน้อย ความตึงเครียดในอกของเธอบรรเทาลงอย่างน่าประหลาดทุกครั้งที่ลินน์ยังคงมองโลกในแง่ดีเช่นนี้ แม้ในสถานการณ์ที่อาจหมายถึงความเป็นความตายก็ตาม
“ผงแร่เงินกลืนวิญญาณ...” เซเลสเต้พึมพำขณะมองผงในหลอดแก้ว “มันเป็นวัตถุดิบต้องห้ามระดับสี่ ใช้สำหรับกลบกลิ่นอายเวทมนตร์และชะลอการตอบสนองของข่ายอาคม คนร้ายไม่ได้ทำลายม่านพลัง แต่ใช้สิ่งนี้ ‘ทำให้ข่ายอาคมหลับใหล’ ชั่วขณะ”
“แปลว่ามันต้องใช้เวลาเตรียมนานมาก” ลินน์ยืนขึ้น ปัดฝุ่นที่หัวเข่า สายตาของเขากวาดมองไปตามทางเดินยาวของหอสมุดโบราณ ชั้นหนังสือไม้โอ๊กสูงจรดเพดานทอดเงาทะมึนลงมาตามแสงจันทร์ที่ลอดผ่านหน้าต่างทรงโค้ง “ถ้าคนร้ายแอบเข้ามาลงผงแร่นี่ไว้ล่วงหน้า ร่องรอยการเดินก็ต้องไม่หยุดอยู่แค่ตรงนี้”
“ตามทางเดินไม่มีรอยเท้าเลยลินน์ ฉันใช้คาถาเปิดเผยร่องรอยแล้ว ว่างเปล่า” เซเลสเต้แย้งเบาๆ เธอโบกคทาอีกครั้ง ละอองแสงสีฟ้าพร่างพรายไปทั่วพื้น แต่ไม่มีสิ่งใดปรากฏขึ้นมาเลยแม้แต่น้อย
“เวทมนตร์เปิดเผยร่องรอยตรวจจับได้เฉพาะ ‘ความร้อน’ หรือ ‘มานาตกค้าง’ ใช่ไหมครับ?” ลินน์หันมาถาม
“ใช่ นั่นคือหลักการพื้นฐาน”
“งั้นเรามาใช้วิธีที่ไม่ต้องพึ่งมานากันดูบ้างดีกว่า”
ลินน์ยิ้มกว้างก่อนจะถอดผ้าพันคอเนื้อหยาบของตัวเองออกมา เขาสะบัดมันเบาๆ ให้เกิดกระแสลมหมุนวนระดับต่ำใกล้พื้น ฝุ่นละอองที่สะสมอยู่ในซอกหลืบของหอสมุดที่ไม่ค่อยมีใครย่างกรายเข้ามาเริ่มฟุ้งกระจาย และในจังหวะนั้นเอง สิ่งที่ซ่อนอยู่ใต้ความสมบูรณ์แบบของเวทมนตร์ก็เผยตัว
บนพื้นหินที่ดูเหมือนสะอาดสะอ้าน มีจุดว่างเปล่าเป็นวงกลมเล็กๆ เรียงสลับกันเป็นแนวยาว มุ่งหน้าลึกเข้าไปยังส่วนต้องห้ามของหอสมุด—มันไม่ใช่รอยเท้ามนุษย์ แต่เป็นรอยกดทับที่เบามาก เบาจนเหมือนคนร้ายใช้วิธีเขย่งปลายเท้า หรือไม่ก็มีบางสิ่งช่วยพยุงน้ำหนักตัวเอาไว้
“รอยไม้เท้า...” เซเลสเต้เบิกตากว้าง “ปลายไม้เท้าที่หุ้มด้วยยางไม้ซับเสียง!”
“และกลิ่นน้ำมันตะเกียงชนิดพิเศษ!” ฟัดจ์ร้องลั่น พลางบินพุ่งไปข้างหน้าอย่างลืมตัว “กลิ่นเหมือนน้ำมันดอกราตรีที่พวกอาจารย์แก่ๆ ชอบใช้จุดอ่านหนังสือตอนดึกๆ เลย! ตามข้ามาเลยพวกตัวโตทั้งสอง เจ้าแห่งภูตดมกลิ่นจะนำทางเอง!”
“ระวังตัวด้วยนะ ฟัดจ์!” ลินน์ตะโกนเตือนพลางรีบสาวเท้าตามไป เซเลสเต้กระชับคทาในมือแล้วก้าวตามประกบข้างลินน์อย่างรวดเร็ว สัญชาตญาณการต่อสู้ของเธอตื่นตัวเต็มพิกัด
ทางเดินแคบลงเรื่อยๆ บรรยากาศรอบข้างเริ่มเย็นเยียบผิดปกติ อุณหภูมิลดต่ำลงจนลมหายใจของทั้งสามคนกลายเป็นไอสีขาว กลิ่นอายความอบอุ่นของชีวิตค่อยๆ จางหายไป แทนที่ด้วยกลิ่นกระดาษสาบเก่าและไอชื้นของห้องใต้ดินที่ถูกปิดตายมานานนับศตวรรษ
รอยไม้เท้านำพาพวกเขามาหยุดอยู่หน้าประตูไม้โอ๊กบานยักษ์ที่ลงสลักด้วยตรารูปกริชไขว้กับดวงดาว—ห้องผนึกเอกสารลับแห่งปฐมกษัตริย์
ประตูบานนั้นแง้มอยู่เพียงครึ่งนิ้ว... โซ่ตรวนมนตร์สีทองที่เคยพันธนาการมันไว้ บัดนี้ถูกตัดขาดสะบั้นด้วยของมีคมที่ทรงอานุภาพยิ่งกว่าดาบเวทมนตร์ใดๆ
“ใครกันที่กล้าทำลายตราประทับของราชวงศ์...” เซเลสเต้เสียงสั่นด้วยความโกรธปนหวาดหวั่น กฎมณเฑียรบาลระบุไว้ชัดเจนว่าผู้ใดแตะต้องห้องนี้ต้องโทษประหารสถานเดียว
“ใจเย็นก่อนครับ เซเลสเต้” ลินน์แตะแขนเสื้อเธอเบาๆ เพื่อเตือนสติ สัมผัสที่มั่นคงของเขาช่วยดึงสมาธิของเจ้าหญิงกลับมาได้เสมอ “ข้างในไม่มีเสียงขยับเขยื้อน คนร้ายอาจจะไปแล้ว... หรือไม่ก็กำลังรอเราอยู่”
“ขะ...ข้างในมืดตื๋อเลยลินน์” ฟัดจ์บินกลับมาหลบหลังคอเสื้อของลินน์ เหลือโผล่ออกมาแค่ลูกตากลมโตสองข้างกับปลายหูสั่นระริก “มีบางอย่างไม่ชอบมาพากล ขนหางฉันลุกชันไปหมดแล้วเนี่ย ไม่ได้กลัวนะ! แค่ขนมันตอบสนองต่อความชื้นเฉยๆ!”
ลินน์ค่อยๆ ใช้มือดันบานประตูไม้หนักอึ้งให้เปิดออก เสียงบานพับที่ไม่ได้หยอดน้ำมันมานานส่งเสียงเอี๊ยดอาดบาดลึกเข้าไปในโสตประสาท ความมืดมิดภายในห้องทะลักล้นออกมาราวกับหมึกดำ
เซเลสเต้ร่ายเวท ‘ลูกไฟวิญญาณ’ ทรงกลมลอยขึ้นเหนือศีรษะ แสงสีฟ้าสว่างวาบขับไล่ความมืด เผยให้เห็นเศษกระดาษโบราณที่กระจัดกระจายเกลื่อนพื้น ตู้กระจกเก็บโบราณวัตถุตรงกลางห้องแตกละเอียด
แต่สิ่งที่ทำให้หัวใจของลินน์เต้นกระตุก ไม่ใช่ความเสียหายของห้อง...
บนแท่นวางคัมภีร์ที่ว่างเปล่า มีรอยเลือดสีเงินหยดแหมะอยู่สามหยด และข้างๆ รอยเลือดนั้น มีสิ่งของชิ้นหนึ่งตกอยู่ มันสะท้อนแสงไฟเวทมนตร์เป็นประกายคุ้นตาจนน่าใจหาย
ลินน์ก้าวเข้าไปหยิบมันขึ้นมาด้วยมืออันสั่นเทา มันคือเข็มกลัดเงินสลักรูปนกฟีนิกซ์คาบกิ่งมะกอก... เข็มกลัดประจำตำแหน่งที่มีเพียงผู้เดียวในโรงเรียนนี้ครอบครอง
“นี่มัน... ของท่านอาจารย์อาร์เธอร์นี่?” ลินน์พึมพำอย่างไม่อยากเชื่อสายตา
“อย่ายื่นมือไปแตะมัน ลินน์!”
เสียงกระซิบที่ดังขึ้นไม่ได้มาจากเซเลสเต้ และไม่ได้มาจากฟัดจ์... หากแต่ดังมาจากเงามืดด้านหลังชั้นหนังสือที่พังทลาย
พร้อมกับการปรากฏตัวของร่างในชุดคลุมสีเทาหม่นที่ก้าวพ้นออกมาสู่แสงสว่าง ทว่าใบหน้าที่ซ่อนอยู่ใต้ฮู้ดนั้น ไม่ใช่ใบหน้าของอาจารย์ใหญ่ผู้เมตตา แต่เป็นรอยยิ้มบิดเบี้ยวของบุคคลที่พวกเขาคิดว่าได้ตายจากโลกนี้ไปแล้วเมื่อสิบปีก่อน!
***
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและคอยส่งกำลังใจให้ลินน์กับเจ้าฟัดจ์ตัวป่วนเสมอมานะครับ แล้วพบกันในตอนต่อไปครับ!
บันทึกวุ่นรักของจอมเวทฝึกหัดกับภูตจิ๋วตัวป่วน•ตอนที่ 47
สืบจากร่องรอย
ผลงานโดย ไมโลกับภูตน้อย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ไมโลกับภูตน้อย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บันทึกวุ่นรักของจอมเวทฝึกหัดกับภูตจิ๋วตัวป่วน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!