บันทึกวุ่นรักของจอมเวทฝึกหัดกับภูตจิ๋วตัวป่วน•ตอนที่ 3

โรงเรียนอาคาเดเมีย มหัศจรรย์แดนเวท

ผลงานโดย ไมโลกับภูตน้อย
“ถ้าเจ้ายังเดินเซ่อซ่าแบบนี้ รับรองได้เลยว่าก่อนถึงมื้อเที่ยง เจ้าคงได้กลายเป็นปุ๋ยให้ต้นแมนเดรกในสวนพฤกษศาสตร์แน่ ลินน์!” เสียงแหลมเล็กทว่าเต็มไปด้วยความหงุดหงิดดังขึ้นข้างหูผม พร้อมกับแรงดึงที่หูซ้ายจนแทบจะติดมือไป ฟัดจ์—ภูตกระต่ายจอมกวนที่มีปีกใสแจ๋วราวกับแมลงสาบกำลังเกาะอยู่บนไหล่ผม มันทำหน้ามุ่ยพลางชี้ไม้ชี้มือไปยังโถงทางเดินหินอ่อนที่ทอดยาวราวกับไม่มีที่สิ้นสุดของ 'อาคาเดเมีย' ผมไม่ได้ตอบโต้อะไร ทำได้เพียงยกมือขึ้นกุมหูที่แดงก่ำพลางเบี่ยงตัวหลบกลุ่มนักเรียนชั้นปีสูงที่เดินเรียงแถวผ่านไป ราวกับฝูงผึ้งที่รีบเร่งหาทางกลับรัง พวกเขาเหล่านั้นไม่ได้มองผมเลยด้วยซ้ำ สำหรับทุกคนที่นี่ ผม—เด็กหนุ่มไร้พรสวรรค์—ก็เป็นเพียงอากาศธาตุที่บังเอิญเดินเข้ามาอยู่ในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้เท่านั้น “ใจเย็นน่าฟัดจ์ ฉันแค่มองทางอยู่” ผมกระซิบตอบเบาๆ ขณะพยายามจัดชุดเครื่องแบบที่ยังดูไม่ค่อยจะเข้าที่เข้าทางเท่าไรนัก “มองทาง? ดูนั่นสิ!” มันชี้ไปที่บันไดเวียนที่จู่ๆ ก็ขยับเลื่อนสลับตำแหน่งกันเองเหมือนฟันเฟืองนาฬิกาขนาดยักษ์ “ถ้าเจ้าไม่รีบเดินตามหลังยัยเจ้าหญิงจอมเผด็จการนั่นไปให้ทัน มีหวังวันนี้เจ้าได้ไปนั่งเรียนวิชาประวัติศาสตร์เวทมนตร์ในห้องสมุดร้างแทนห้องเรียนรวมแน่นอน!” คำว่า ‘ยัยเจ้าหญิงจอมเผด็จการ’ ของฟัดจ์คงหมายถึงเซเลสเต้ เธอเดินอยู่ข้างหน้าเราราวๆ ห้าช่วงตัว แผ่นหลังของเธอเหยียดตรงอย่างสง่างาม เส้นผมสีเงินยวงยาวสลวยสะท้อนแสงไฟจากโคมระย้าเวทมนตร์ที่ลอยเคว้งอยู่กลางอากาศ แม้เธอจะดูเย็นชาและเคร่งครัดตามกฎของตระกูลเวทมนตร์ชั้นสูง แต่ผมสังเกตเห็นว่านิ้วมือของเธอกำชายเสื้อคลุมแน่น และสายตาที่มองไปรอบๆ นั้น ไม่ได้มีความมั่นใจอย่างที่ท่าทางแสดงออกมาเลย ทันใดนั้น เซเลสเต้ก็หยุดกะทันหันจนผมเกือบจะพุ่งชนแผ่นหลังของเธอเข้าเต็มรัก เธอหันกลับมาดวงตาสีฟ้าครามคู่นั้นกวาดมองผมราวกับกำลังประเมินน้ำหนักของความโง่เขลาในสมองผมอยู่ “ลินน์” น้ำเสียงของเธอราบเรียบแต่แฝงความกดดัน “ถ้าเธอคิดจะมาที่นี่เพื่อเป็นนักท่องเที่ยว ก็เชิญไปที่อื่น แต่ถ้าเธอคิดจะอยู่ที่นี่ในฐานะจอมเวท... ก็หัดใช้สายตาที่ไม่ได้มีไว้แค่ชมความงามของหินประดับผนังซะบ้าง ดูสิว่าพื้นตรงหน้าเธอ... มันคืออะไร” ผมก้มลงมอง พื้นหินอ่อนลวดลายเรขาคณิตตรงหน้าผมกำลังสั่นไหวเบาๆ และเริ่มเปลี่ยนสีจากสีขาวเป็นสีแดงฉานเหมือนเลือดที่กำลังเดือดพล่าน นี่คือสัญญาณเตือนของ 'กับดักอักขระ' ของโรงเรียนที่ออกแบบมาเพื่อทดสอบสมาธิของนักเรียนใหม่ “ก้าวเท้าซ้ายไปที่รูปสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน แล้วตามด้วยเท้าขวาที่รูปวงกลมที่มีอักขระตัว 'รูน' หัวกลับ” เซเลสเต้สั่งเสียงเรียบ “ห้ามพลาดแม้แต่มิลลิเมตรเดียว ไม่อย่างนั้นเธอคงได้กลายเป็นรูปปั้นหินประดับระเบียงไปตลอดเทอมแน่” ฟัดจ์บนไหล่ผมส่งเสียงหัวเราะคิกคัก “เอาล่ะเจ้ามนุษย์ผู้ไร้เวทมนตร์ ครั้งนี้แหละที่จะวัดกันว่าเจ้ามีดีแค่ความใจดีหรือมีไหวพริบเอาตัวรอดได้จริงไหม” ผมสูดหายใจลึก กลิ่นอายของเวทมนตร์เก่าแก่ในอาคารแห่งนี้อบอวลจนรู้สึกถึงแรงกดดันในอากาศ ผมเพ่งสมาธิไปที่พื้นหิน ลืมความกังวลเรื่องการถูกมองข้าม ลืมความรู้สึกด้อยค่าที่ติดตัวมาตลอดชีวิต ผมเห็นเส้นสายพลังงานที่ไหลเวียนอยู่ใต้พื้นหินเหล่านั้น มันเปรียบเสมือนจังหวะชีพจรของสถานที่แห่งนี้ ผมก้าวเท้าซ้ายลงไป... สัมผัสถึงความเย็นเยียบที่แผ่ซ่านขึ้นมาถึงข้อเท้า ก่อนจะขยับเท้าขวาไปยังจุดที่เซเลสเต้บอก ความตึงเครียดในอากาศคลายตัวลงทันที พื้นหินที่แดงฉานกลับมาเป็นสีขาวนวลสะอาดตาอีกครั้ง เซเลสเต้ชะงักไปครู่หนึ่ง แววตาของเธอมีความประหลาดใจปรากฏขึ้นเพียงเสี้ยววินาที ก่อนที่เธอจะปรับสีหน้าให้กลับมาเรียบเฉยตามเดิม “โชคดีนี่... หรือว่าเธออาจจะมีอะไรที่มากกว่าแค่เด็กหนุ่มธรรมดาๆ กันนะ?” เราเดินลึกเข้าไปในตัวอาคารจนกระทั่งถึงห้องโถงใหญ่ ที่นั่นเต็มไปด้วยนักเรียนนับร้อยกำลังวุ่นวายกับการจับกลุ่มและทดสอบเวทมนตร์ขั้นพื้นฐาน เสียงร่ายเวทสลับกับเสียงระเบิดเบาๆ ดังขึ้นเป็นระยะ แต่ที่น่าสนใจกว่านั้นคือสายตาของทุกคนที่มองมายังผมและเซเลสเต้—ไม่ใช่เพราะผมหรอกครับ แต่เป็นเพราะเซเลสเต้—เธอคือความหวังของตระกูลเวทมนตร์เก่าแก่ที่ใครๆ ก็ต่างจับจ้อง “ดูนั่นสิ นั่นมันคุณหนูเซเลสเต้แห่งตระกูลวาลเดนเบิร์กนี่นา แล้วไอ้เด็กข้างๆ นั่นใครน่ะ? ดูจืดชืดเป็นบ้า สัตว์อัญเชิญก็เป็นแค่ภูตกระต่ายพิการปีกนั่นอีก” เสียงซุบซิบดังลอดออกมาจากกลุ่มนักเรียนที่อยู่ไม่ไกลนัก ฟัดจ์ขยับตัวทำท่าจะกระโจนเข้าใส่คนที่วิจารณ์มัน แต่ผมคว้าหางมันไว้ทัน “ปล่อยข้า! ข้าจะเอาฟันหน้ากัดจมูกพวกปากเสียให้ดู!” “ใจเย็นน่าฟัดจ์ เรามาที่นี่เพื่อเรียน ไม่ใช่เพื่อหาเรื่อง” ผมปลอบใจเจ้าภูตตัวดีพลางลูบหลังมันเบาๆ ในขณะที่ผมกำลังจะหันไปสนใจกับตารางเรียน เซเลสเต้ก็ขยับเข้ามาใกล้จนผมได้กลิ่นหอมจางๆ คล้ายดอกไม้ฤดูหนาวจากตัวเธอ “ลินน์ ฟังให้ดีนะ มีบางอย่างในโรงเรียนนี้ที่ไม่ชอบมาพากล วันนี้มีนักเรียนที่สอบเข้าได้ด้วยคะแนนต่ำกว่าเกณฑ์ปกติหายตัวไปสามคนในหอพักชั้นล่าง...” เธอโน้มตัวลงมาใกล้ขึ้น จนเสียงกระซิบของเธอมีเพียงผมและฟัดจ์ที่ได้ยิน “อย่าไว้ใจใคร แม้แต่เงาของตัวเอง และที่สำคัญที่สุด... ห้ามเปิดสมุดบันทึกเล่มสีดำที่เธอถืออยู่นั่นให้ใครเห็นเด็ดขาด โดยเฉพาะอาจารย์ใหญ่” ผมก้มลงมองสมุดบันทึกเล่มเก่าที่ผมพกติดตัวมาด้วยเสมอ มันเป็นสมุดที่พ่อทิ้งไว้ให้ก่อนจะหายสาบสูญไป ผมไม่เคยเข้าใจเลยว่าทำไมเซเลสเต้ถึงรู้เรื่องนี้ และทำไมเธอถึงดูหวาดกลัวนัก ยังไม่ทันที่ผมจะเอ่ยถาม เสียงระฆังเวทมนตร์ดังกึกก้องไปทั่วโถงใหญ่ พร้อมกับโถงทางเดินที่สว่างวาบด้วยแสงสีม่วงประหลาด อาจารย์ใหญ่เดินเข้ามาพร้อมกับไม้เท้าที่ส่องประกายเย็นเยียบ ท่านไม่ได้มองมาที่นักเรียน แต่สายตาท่านกลับพุ่งตรงมาที่ผม... ราวกับมองทะลุเข้าไปถึงสมุดบันทึกที่ผมกอดไว้แน่น “ยินดีต้อนรับนักเรียนใหม่ทุกคน” เสียงของอาจารย์ใหญ่แหบพร่าจนน่าขนลุก “กฎข้อแรกของที่นี่ คือสิ่งที่เจ้าคิดว่าเจ้าเป็น... อาจไม่ใช่สิ่งที่เจ้าเป็นจริงๆ... และลินน์... เจ้าควรเตรียมตัวให้ดี เพราะวันนี้ เจ้าไม่ได้ถูกเลือกให้มาที่นี่เพื่อเป็นนักเรียน... แต่เจ้าถูกเลือกมาเพื่อเป็น 'ผู้ปิดผนึก'” ทันทีที่คำนั้นหลุดออกจากปากอาจารย์ใหญ่ นักเรียนทั้งโถงก็เงียบกริบ แสงไฟในห้องดับวูบลง และความมืดมิดที่มาพร้อมกับไอเย็นจัดก็เข้าจู่โจมร่างผมจนสั่นสะท้าน ผมรู้สึกได้ถึงแรงดึงมหาศาลจากสมุดในมือ มันกำลังร้อนจัดราวกับมีไฟนรกอยู่ข้างใน และจู่ๆ ผนังด้านหลังของห้องโถงก็แยกออก เผยให้เห็นบางอย่างที่ซ่อนอยู่หลังภาพวาดขนาดมหึมา... มันคือห้องลับที่สั่นคลอนมิติทั้งมวลของโรงเรียนแห่งนี้! ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปกับผมในบทนี้ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้านะครับ!
สารจากนักเขียน (ไมโลกับภูตน้อย)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บันทึกวุ่นรักของจอมเวทฝึกหัดกับภูตจิ๋วตัวป่วน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%