เศษกระดาษ pergament ยับยู่ยี่นับสิบแผ่นถูกขยำและกองสุมอยู่มุมห้องราวกับซากภูเขาไฟที่ดับสนิท บนโต๊ะไม้โอ๊กตัวเก่ามีเพียงแสงสว่างวับแวมจากตะเกียงเวทมนตร์ที่ใกล้หมดเชื้อเพลิง ลินน์ทิ้งตัวฟุบหน้าลงกับท่อนแขน เสียงถอนหายใจยาวเหยียดดังเล็ดลอดออกมาพร้อมกับความรู้สึกหนักอึ้งในอกที่แทบจะบด
ขยี้หัวใจดวงน้อยๆ ของเขาให้แหลกสลาย
"ล้มเหลว... อีกแล้วสินะ"
เสียงพึมพำลอดผ่านริมฝีปากที่แห้งผาก บทเวทมนตร์ระดับกลางที่ใช้ควบคุมแรงโน้มถ่วงเพื่อยกก้อนหินอัคนีน้ำหนักร้อยปอนด์ยังคงเป็นกำแพงที่สูงชันเกินกว่าที่เด็กหนุ่มไร้พรสวรรค์เช่นเขาจะก้าวข้ามไปได้ ต่อให้เขาจะพยายามอ่านตำราจนดึกดื่น ท่องมนตร์ซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนคอแห้งผาก หรือแม้กระทั่งขอคำชี้แนะจากเซเลสเต้ที่พยายามช่วยติวอย่างเข้มงวด ผลลัพธ์ที่ได้ก็ยังคงเป็นเพียงความว่างเปล่าและแรงระเบิดเบาๆ ที่ทำให้คิ้วของเขาไหม้เกรียมทุกครั้งไป
เซเลสเต้เคยบอกเขาว่า *“เวทมนตร์ไม่ใช่แค่การท่องจำ แต่มันคือการสื่อสารระหว่างจิตวิญญาณกับธรรมชาติ”* แต่ในวินาทีนี้ ลินน์กลับรู้สึกว่าจิตวิญญาณของตนเองช่างว่างเปล่าและแห้งแล้งเสียเหลือเกิน
"ถ้าข้าเก่งกาจได้สักครึ่งหนึ่งของเจ้าหญิงเซเลสเต้... หรืออย่างน้อยที่สุด ถ้าข้ามีพลังเวทที่ไหลเวียนในเส้นเลือดมากกว่านี้ เรื่องแค่นี้คงไม่
ยากเย็นนักหรอก" ลินน์กัดริมฝีปากแน่นจนรู้สึกถึงรสคาวเลือด ความพ่ายแพ้สะสมกัดกินความมั่นใจของเขาจนแทบไม่เหลือชิ้นดี น้ำใสๆ เอ่อคลอเบ้าตาก่อนจะหยดลงบนโต๊ะไม้จนเกิดเป็นรอยด่างดวง
ทันใดนั้น เสียงกระพือปีกเบาๆ ก็ดังขึ้น พร้อมกับสัมผัสนุ่มนิ่มที่คุ้นเคยมาแตะลงบนเส้นผมยุ่งเหยิงของเขา
"โฮ่ๆ ร้องไห้ขี้มูกโป่งอีกแล้วนะเจ้ามนุษย์หัวฟู นึกว่าเจ้าจะมีความอดทนมากกว่านี้เสียอีก"
เสียงแหลมเล็กติดจะกวนประสาทแต่นุ่ม
นวลดังขึ้น ฟัดจ์ ภูตจิ๋วคู่ใจกระโดดดุ๊กๆ ลงมาจากชั้นหนังสือ ขนสีขาวปุกปุยฟูฟ่อง หูกระตกกระต่ายข้างหนึ่งลู่ลงเล็กน้อย ดวงตากลมโตสีทับทิมมองสำรวจสภาพห้องที่เต็มไปด้วยกระดาษยับยู่ยี่ด้วยแววตาที่ฉายความเอ็นดูระคนเห็นใจอย่างลึกซึ้ง
ลินน์เงยหน้าขึ้น ดวงตาแดงก่ำมองภูตจิ๋วตัวแสบด้วยความรู้สึกท้อแท้ "ฟัดจ์... ข้ามันแย่จงจริง ข้าพยายามมาเป็นร้อยครั้งแล้วนะเวทบทนี้ ทำไมข้าถึงทำไม่ได้สักที หรือว่าคำพูดของพวกคนอื่นๆ ในชั้นเรียนจะเป็นจริง... ว่าคนไร้พรสวรรค์อย่างข้าไม่มีวันเป็นจอมเวทที่แท้จริงได้หรอก"
ฟัดจ์ถอนหายใจออกมาเสียงดัง *ฟู่ว* เจ้าภูตกระต่ายใช้เท้าหน้าทั้งสองข้างเท้าสะเอวบนกองกระดาษ ก่อนจะเดินเข้าไปใกล้ใบหน้าของลินน์แล้วเอื้อมอุ้งเท้านุ่มๆ ไปแตะที่หน้าผากของเด็กหนุ่มเบาๆ เป็นเชิงปราม
"ฟังให้ดีนะเจ้าทึ่ม ลินน์ที่ข้ารู้จัก ไม่ใช่คนที่ยอมแพ้ให้1 กับกองกระดาษพวกนี้ เจ้าลืมไปแล้วหรือไงว่ากว่าที่เราจะมาถึงจุดนี้ได้ เราผ่านอะไรมาบ้าง เจ้าเคยล้มเหลวกับการเรียกภูตอัญเชิญมาแล้วกี่ครั้ง เจ้าเคยโดนหัวเราะเยาะมาแล้วกี่หน แต่สุดท้ายใครกันล่ะที่ยืนหยัดอยู่ตรงนี้?"
ลินน์กะพริบตาปริบๆ ความอุ่นซ่านจากอุ้งเท้าของฟัดจ์แผ่ซ่านเข้ามาในจิตใจที่เหนื่อยล้า
ฟัดจ์บินขึ้นไปเกาะบนไหล่ของลินน์ ใช้แก้วนนุ่มนิ่มถูไถกับแก้มของเด็กหนุ่มเบาๆ น้ำเสียงที่เคยติดตลกเปลี่ยนเป็นจริงจังและอบอุ่นขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
"เวทมนตร์ไม่ได้วัดกันที่ปริมาณมานาที่ไหลเวียนในร่างกายหรอกนะลินน์ เจ้าหญิงเซเลสเต้อาจจะมีพรสวรรค์ที่ทำให้คนอื่นอิจฉา แต่สิ่งที่เจ้าหญิงไม่มี... และมีแต่เจ้าคนเดียวเท่านั้นที่มี คือความกล้าหาญที่จะลุกขึ้นมาสู้ใหม่ทุกครั้งหลังจากที่ล้มลงไปต่างหากล่ะ"
ภูตจิ๋วหยิบขนมปังอบเนยชิ้นโปรดที่แอบซ่อนไว้ในกระเป๋าเสื้อออกมา ยัดใส่มือของลินน์หน้าตาเฉย "กินซะ! สมองที่หิวโซจะคิดอะไรไม่ออก พรุ่งนี้ค่อยว่ากันใหม่ ข้าจะอยู่ข้างๆ เจ้าตรงนี้ ไม่หนีไปไหนแน่นอน จนกว่าเจ้าจะยกก้อนหินบ้านั่นลอยขึ้นฟ้าได้ หรือจนกว่าขนมปังของข้าจะหมดถุงนั่นแหละ!"
รอยยิ้มบางๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของลินน์ ความรู้สึกอบอุ่นไหล뢰แผ่ซ่านเข้าฮีลใจที่บอบช้ำจนความมืดมนในใจเริ่มจางหายไป เขาพยักหน้ารับช้าๆ บีบขนมปังในมือแน่นขึ้นด้วยความตั้งใจที่ถูกจุดประกายขึ้นมาใหม่อีกครั้ง "ขอบใจนะฟัดจ์ ถ้าไม่มีเจ้า ข้าคงแย่แน่ๆ"
"รู้ตัวก็ดีแล้ว!" ฟัดจ์ยิ้มแฉ่งกระดิกหูไปมาอย่างอารมณ์ดี "เอ้า! เลิกทำหน้าเป็นหมาหงอยได้แล้ว มาดูนี่ดีกว่า ข้าไปแอบจดสูตรลับการร่ายเวทแบบประหยัดพลังงานมาจากห้องสมุดต้องห้ามมาด้วยนะ..."
ในขณะที่ทั้งสองกำลังปรึกษาหารือกันอย่างออกรสท่ามกลางแสงตะเกียงที่ริบหรี่ บรรยากาศยามวิกาลของโรงเรียนเวทมนตร์ก็พลันเงียบสงบลง ทว่า ความเงียบนั้นกลับถูกทำลายลงด้วยเสียงฝีเท้าหนักแน่นคู่หนึ่งที่หยุดอยู่หน้าประตูห้องพักของลินน์
เสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้ง—ก๊อก ก๊อก ก๊อก—อย่างเป็นจังหวะและเยือกเย็น
ลินน์กับฟัดจ์หันขวับไปมองที่ประตูพร้อมกันด้วยความประหลาดใจ ในยามวิกาลเช่นนี้ ใครกันที่จะมาหาเด็กหนุ่มผู้สอบตกวิชาเวทมนตร์
ประตูกลอนไม้ค่อยๆ ถูกดันเปิดออกอย่างช้าๆ เผยให้เห็นเงาร่างของบุคคลปริศนาในชุดคลุมสีดำสนิทที่ปกปิดใบหน้ามิดชิด แสงไฟจากตะเกียงส่องกระทบเข้ากับวัตถุบางอย่างในมือของแขกยามวิกาลผู้นั้น—มันคือจดหมายผนึกตราประทับสีแดงเพลิงจากสภาสูงแห่งหอคอยเวทมนตร์ ที่ถูกส่งมาพร้อมกับคำสั่งพักการเรียนกะทันหันของลินน์!
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและส่งกำลังใจให้ลินน์กับฟัดจ์มาโดยตลอดนะครับ
ไมโลกับภูตน้อย
บันทึกวุ่นรักของจอมเวทฝึกหัดกับภูตจิ๋วตัวป่วน•ตอนที่ 45
ความผูกพันที่แน่นแฟ้น
ผลงานโดย ไมโลกับภูตน้อย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ไมโลกับภูตน้อย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บันทึกวุ่นรักของจอมเวทฝึกหัดกับภูตจิ๋วตัวป่วน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!