"วางมันลงซะ ลินน์... ถ้าไม่อยากให้หอสมุดแห่งนี้กลายเป็นเถ้าถ่านก่อนพระอาทิตย์ตก"
เสียงทุ้มต่ำของอาเธอร์ไม่ได้เต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยว แต่มันสั่นประสาทกว่านั้น เขายืนนิ่งอยู่กลางโถงทางเดินชั้นในสุดของหอสมุดหลวง แสงเทียนเวทมนตร์วูบไหวสะท้อนนัยน์ตาที่ดูคล้ายกำลังมองทะลุผ่านกระเป๋าผ้าใบเก่าของผมไปถึงบางสิ่งที่อยู่ข้างใน
"อาเธอร์... คุณหมายความว่ายังไง?" ผมถาม เสียงของผมแห้งผาก ศิลาจารึกสีดำสนิทที่เพิ่งเก็บได้จากกองซากหนังสือเก่าเริ่มสั่นไหวเบาๆ จนรู้สึกได้ถึงแรงกระเพื่อมผ่านผิวผ้า
ฟัดจ์ที่เกาะอยู่บนไหล่ผมถึงกับขนตั้งชัน เจ้าภูตจิ๋วที่ปกติมักมีคำพูดกวนประสาทเสมอ บัดนี้กลับหุบปากสนิท มันขยับปีกเล็กๆ ของมันเข้าใกล้หูผมแล้วกระซิบด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ "ลินน์... ทิ้งมันไปเดี๋ยวนี้ พลังงานในนั้นมันไม่ใช่เวทมนตร์ของมนุษย์ มัน... มันเหมือนกับสิ่งที่รอจ้องจะกลืนกินเราอยู่"
"เจ้าหนู ฟังข้า" อาเธอร์ขยับเข้ามาใกล้หนึ่งก้าว มือของเขาแตะที่ด้ามไม้กายสิทธิ์อย่างไม่ไว้วางใจ "ศิลานั่นไม่ใช่ตำราเวทที่เจ้าตามหา แต่มันคือตราประทับของ 'ผู้ถูกเนรเทศ' หากวิญญาณภายในนั้นตื่นขึ้นมา มันไม่ได้ต้องการแค่ทำลายหอสมุด แต่มันต้องการร่างที่สมบูรณ์เพื่อกลับมาจุติใหม่ และข้าเกรงว่า... ความมุ่งมั่นอันไร้ที่สิ้นสุดของเจ้า คือภาชนะชั้นยอดที่มันเฝ้ารอมานับพันปี"
ผมชะงัก ลมหายใจสะดุด ความเย็นเยือกแล่นพล่านไปตามไขสันหลัง ผมมองดูมือตัวเองที่สั่นเทาขณะจับกระเป๋าไว้แน่น เซเลสเต้ที่ยืนอยู่ข้างๆ ผมมาตลอดเริ่มยกไม้กายสิทธิ์ขึ้นขนานไปกับพื้น เธอมีสีหน้าเคร่งเครียด ดวงตาสีฟ้าครามคู่นั้นหรี่ลงด้วยความระแวดระวัง
"อาเธอร์ ท่านรู้เรื่องนี้มาตลอดใช่ไหม?" เซเลสเต้เอ่ยขึ้น น้ำเสียงของเธอราบเรียบแต่แฝงด้วยความเด็ดขาด "ท่านหลอกล่อให้เรามาที่นี่ เพื่อเป็นเหยื่อล่อให้ศิลานั่นแสดงตัว... เพื่อที่ท่านจะได้แย่งชิงมันไปให้พวกสภาเวทมนตร์งั้นหรือ?"
อาเธอร์ยิ้มบางๆ แต่นัยน์ตาไม่มีความขบขันเลยแม้แต่น้อย "เจ้าหญิง... ความจริงเป็นสิ่งน่ากลัวกว่าที่เจ้าคาดคิดไว้มาก ความมืดมักจะแฝงตัวอยู่ในกฎเกณฑ์ที่เราเชื่อถือเสมอ หากข้าต้องการแย่งชิง ข้าคงไม่เตือนให้เจ้าหนูนี่วางมันลงก่อนที่วิญญาณจะสัมผัสตัวเขาได้หรอก"
ทันใดนั้น เสียงกระซิบแผ่วเบาที่ฟังดูเหมือนภาษาโบราณที่ตายไปแล้วก็ดังขึ้นจากในกระเป๋า มันไม่ใช่เสียงคน แต่เป็นเสียงเหมือนเกล็ดน้ำแข็งที่เสียดสีกัน เสียงนั้นทำให้หูของผมอื้ออึง จิตสำนึกเริ่มพร่าเลือน ผมรู้สึกเหมือนมีนิ้วมือที่มองไม่เห็นนับร้อยกำลังไต่ยั้วเยี้ยอยู่ตามแขนของผม
"ลินน์! อย่าฟังมัน!" ฟัดจ์ตะโกนใส่หน้าผม แต่มันกลับฟังดูไกลออกไปเหมือนอยู่คนละฟากฝั่งของมหาสมุทร
ผมพยายามดึงสติกลับมา แต่ทว่ามือของผมกลับไม่ยอมทำตามคำสั่ง มันค่อยๆ เปิดปากกระเป๋าออกช้าๆ ศิลาจารึกสีดำเริ่มเปล่งแสงสีม่วงหม่นออกมา แสงนั้นไม่ได้ให้ความสว่าง แต่มันดูดกลืนแสงไฟโดยรอบให้มืดมิดลง พื้นหินใต้เท้าเริ่มร้าวเป็นทางยาวตามจังหวะชีพจรที่เต้นตุบๆ ออกมาจากศิลา
"หยุดนะ!" เซเลสเต้ร่ายเวทป้องกันขนาดยักษ์ครอบคลุมตัวเราทั้งสาม แต่มันกลับแตกสลายทันทีที่สัมผัสกับรัศมีสีม่วงนั้น แรงอัดกระแทกจนพวกเรากระเด็นไปคนละทิศละทาง
ผมล้มลงกับพื้นหินเย็นเฉียบ ศิลานั้นหลุดออกจากกระเป๋าและลอยคว้างอยู่กลางอากาศ มันเริ่มขยายขนาดขึ้นจนดูเหมือนดวงตาที่สามที่กำลังลืมตาตื่น แรงกดดันมหาศาลกดทับจนผมขยับตัวไม่ได้ แม้แต่จะหายใจยังทำได้ลำบาก
"อาเธอร์... ช่วย... ช่วยด้วย..." ผมพยายามเค้นเสียงออกมา
อาเธอร์ไม่ได้ขยับเข้ามาช่วย เขาทำสิ่งที่ผมไม่คาดฝัน เขาคุกเข่าลงข้างหนึ่งแล้วก้มศีรษะให้กับการปรากฏตัวของพลังงานนั้น "ข้าขออภัยที่รบกวนท่าน... แต่ท่านยังไม่มีสิทธิ์ตื่นขึ้นมาตอนนี้"
เขาเริ่มร่ายเวทมนตร์ด้วยภาษาที่ผมไม่เคยได้ยินมาก่อน มือของเขาเรืองแสงสีทองสว่างจ้า ทว่าในจังหวะที่เขากำลังจะผนึกศิลานั้นอีกครั้ง เงาดำสายหนึ่งก็พุ่งพรวดออกมาจากมุมมืดของชั้นหนังสือ มันไม่ใช่สัตว์อสูร ไม่ใช่คน แต่มันคือเงาที่รูปร่างคล้ายกับตัวผมเองทุกประการ
เงาร่างนั้นพุ่งเข้าหาศิลาจารึกด้วยความเร็วสูง ก่อนจะคว้ามันไว้แล้วหันมามองผมด้วยรอยยิ้มที่บิดเบี้ยว รอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยความกระหายและอำนาจมืด
"ขอบใจมากนะ ลินน์" เงามืดนั้นเอ่ยด้วยเสียงที่เหมือนกับเสียงของผมทุกประการ "ที่พาข้ามาส่งถึงที่นี่... ถึงเวลาเปลี่ยนถ่ายอำนาจคืนให้เจ้าของที่แท้จริงแล้ว"
มันกดศิลาเข้าที่หน้าอกของตัวเอง แสงสีม่วงระเบิดออกจนทั้งห้องสมุดสั่นสะเทือน อาเธอร์เบิกตากว้างด้วยความตกใจสุดขีด ในขณะที่เซเลสเต้กรีดร้องออกมาด้วยความกังวลใจ ผมมองดูเงานั้นที่ค่อยๆ มีเลือดเนื้อขึ้นมาแทนที่ความว่างเปล่า และในวินาทีที่เงาร่างนั้นหันกลับมาจ้องตาผม ผมก็ตระหนักได้ว่าสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อจากนี้ คือฝันร้ายที่เลวร้ายยิ่งกว่าความตาย
ผมพยายามคว้าไม้กายสิทธิ์ที่ตกอยู่ข้างตัว แต่เงามืดนั่นกลับก้าวข้ามพื้นที่มาหยุดอยู่ตรงหน้าผมในชั่วพริบตา มันโน้มตัวลงมาใกล้จนผมสัมผัสได้ถึงความเย็นเยียบที่แผ่ออกมาจากตัวมัน ก่อนจะกระซิบข้างหูผมว่า...
"ขอบคุณที่มอบร่างนี้ให้ข้า... แต่น่าเสียดายที่เจ้าคงไม่ได้ใช้อีกต่อไปแล้ว"
ทันใดนั้น แสงสีขาวสว่างวาบขึ้นจากเพดานหอสมุด ผนึกโบราณที่อาเธอร์เฝ้ารักษามาตลอดชีวิตเริ่มร่วงหล่นลงมาเป็นเศษหิน ประตูทางเข้าที่ควรจะปิดตายถูกกระแทกจนพังทลายลง พร้อมกับการปรากฏตัวของกลุ่มคนในชุดคลุมสีเงินที่ถือตราสัญลักษณ์ที่ผมคุ้นเคยที่สุด... ตราสัญลักษณ์ของโรงเรียนที่ผมเพิ่งถูกไล่ออกมาเมื่อเช้านี้!
ขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามการผจญภัยของลินน์และฟัดจ์มาถึงตรงนี้ครับ!
บันทึกวุ่นรักของจอมเวทฝึกหัดกับภูตจิ๋วตัวป่วน•ตอนที่ 35
ตำราเวทที่หายไป
ผลงานโดย ไมโลกับภูตน้อย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ไมโลกับภูตน้อย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บันทึกวุ่นรักของจอมเวทฝึกหัดกับภูตจิ๋วตัวป่วน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!