"ถ้าสภาเวทมนตร์ยังมัวแต่ถกเถียงเรื่องพิธีการบ้าบໍ้นั่นอยู่ เมืองนี้คงกลายเป็นจุลไปก่อนที่พวกท่านจะได้เคาะไม้เท้าตัดสินเสียอีก!"
เสียงตวาดก้องของเซเลสเต้ดังสะท้อนก้องห้องโถงหินอ่อนของสภาสูง แรงกดดันจากไอเวทธาตุอัคคีที่แผ่ออกมาจากตัวเธอทำให้เชิงเทียนทองคำสั่นไหว เปลวไฟสีครามเต้นระริกสะท้อนกับนัยน์ตาคู่สวยที่ฉายแววเดือดดาลอย่างที่ไม่มีใครเคยเห็นมาก่อน เจ้าหญิงจอมเวทอัจฉริยะกำลังยืนค้ำโต๊ะประชุมยาว สองมือจิกขอบโต๊ะจนข้อต่อพับนิ้วขาวซีด
รอบโต๊ะนั้นเต็มไปด้วยเหล่าผู้อาวุโสสวมเสื้อคลุมปักลายดารา ใบหน้าของแต่ละคนซีดเผือด ไม่ใช่เพราะความเกรี้ยวกราดของเด็กสาวรุ่นหลาน แต่เป็นเพราะเสียงระฆังเตือนภัยเวทมนตร์ที่ดังสนั่นติดต่อกันเป็นครั้งที่เจ็ดจากหอคอยกลางเมือง
*ตูมมม!*
แรงสั่นสะเทือนระดับมหาศาลทำให้โคมระย้าคริสตัลบนเพดานแกว่งไกว ฝุ่นผงร่วงกราวลงมาเหมือนหิมะ ลินน์ถอยหลังไปกึ่งหนึ่ง แผ่นหลังชนเข้ากับบานประตูไม้สักหนาหนักโดยไม่รู้ตัว มือขวาของเขากุมด้ามไม้กายสิทธิ์แน่นจนเหงื่อชุ่ม ในขณะที่เจ้าฟัดจ์—ภูตจิ๋วคู่หูรูปร่างคล้ายกระต่ายปีกสีมุก—กำลังเกาะอยู่บนไหล่ของเขา ขนตามตัวฟูฟ่องด้วยกระแสไฟฟ้าสถิต ปากเล็กๆ พึมพำคำด่าทอสารพัดสัตว์ประหลาดที่กำลังถล่มเมืองอยู่ด้านนอก
"ใจเย็นๆ ก่อนท่านเซเลสเต้..." หัวหน้าสภาผู้เฒ่าละล่ำละลักกล่าว เสียงสั่นเทาขณะพยายามประสานมือระงับสติอารมณ์ "การประกาศสภาวะฉุกเฉินระดับสูงสุด... มันต้องใช้เสียงรับรองเป็นเอกฉันท์ของคณะมนตรี และต้องผ่านพิธีเบิกเนตรผนึก... หากทำโดยพลการ มันอาจไปกระตุ้นให้ค่ายกลโบราณ..."
"พิธีบ้าบออะไรกันอีกเล่า ตาแก่หัวโบราณ!" ฟัดจ์สวนขึ้นทันควันด้วยน้ำเสียงแหลมสูงที่เป็นเอกลักษณ์ เจ้าภูตจิ๋วตบปีกพรึบแล้วลอยตัวขึ้นมาเผชิญหน้ากับหัวหน้าสภา "มองออกไปนอกหน้าต่างโน่น! เจ้าพวกเงาทมิฬมันกำลังย่างกอดหอสมุดหลวงอยู่แล้ว ขนมปังอบเนยร้านโปรดของข้ากำลังจะกลายเป็นขี้เถ้า! ถ้าพวกท่านยังห่วงแต่ระเบียบราชการ ข้าจะเอาหางฟาดหน้าพวกท่านทีละคนให้หายโง่เลยคอยดู!"
"ฟัดจ์ หยุดก่อน..." ลินน์เอ่ยเสียงต่ำ แม้จะสั่นเล็กน้อยแต่แฝงความเด็ดเดี่ยว เขาเดินก้าวเข้ามากลางห้อง สายตาสบเข้ากับเหล่าผู้อาวุโสทีละคน "พวกเราไม่มีเวลาแล้วครับท่านอาจารย์... นักเรียนและประชาชนนับพันกำลังติดอยู่ใต้ซากตึกเวทมนตร์ หากเราไม่ประกาศสภาวะฉุกเฉินเพื่อระดมพลและเปิดใช้เกราะป้องกันเขตเมืองชั้นใน ตอนนี้... ทุกอย่างคงจบสิ้น"
สถานการณ์ภายนอกหน้าต่างกระจกสีบานใหญ่บอกเล่าเรื่องราวนั้นได้ดีกว่าคำพูดใดๆ ท้องฟ้ายามบ่ายที่ควรจะสดใส บัดนี้กลับถูกย้อมด้วยสีม่วงอมแดงของกลุ่มควันพิษ ฝูงกิลเวิร์ตกลายพันธุ์นับร้อยตัวกำลังบินวนเวียนกรีดร้อง เสียงคำรามต่ำๆ จากอสูรใต้พิภพสั่นสะเทือนพื้นดินใต้ฝ่าเท้าเป็นระยะ ความโกลาหล ความหวาดกลัว และกลิ่นอายความตายกำลังคืบคลานเข้ามาปกคลุมโกลด์เคิร์ส—เมืองแห่งเวทมนตร์ที่เคยรุ่งโรจน์และสงบสุขที่สุดในอาณาจักร
เซเลสเต้หันมามองลินน์ แววตาที่แข็งกร้าวเมื่อครู่ผ่อนคลายลงชั่วพริบตาเมื่อเห็นความมุ่งมั่นในดวงตาของเด็กหนุ่มผู้ไม่มีพรสวรรค์เวทมนตร์คนนี้ เขามักจะเป็นแบบนี้เสมอ... ในยามที่คนอื่นยอมแพ้ ลินน์มักจะก้าวไปข้างหน้าด้วยความกล้าหาญที่หาได้ยากยิ่ง
"ฉันตัดสินใจแล้ว" เซเลสเต้ประกาศกร้าว เธอสะบัดมือขวา วงแหวนเวทสีครามปรากฏขึ้นกลางอากาศ เอกสารสิทธิ์ขาดในฐานะผู้สืบสายเลือดแห่งผู้ก่อตั้งถูกดึงออกมาจากแหวนมิติ "ในนามแห่งทายาทสายตรง ฉันขอใช้อำนาจพิเศษประกาศ 'สภาวะฉุกเฉินระดับวิกฤต' ณ บัดนี้! ใครกล้าคัดค้าน... เชิญมารับทัณฑ์อัคคีจากฉันได้เลย!"
หัวหน้าสภากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เมื่อเห็นประกายไฟสีฟ้าล้อมรอบตัวเด็กสาวผู้ทรงพลังที่สุดในรุ่น เขาจำต้องก้มศีรษะลง "ตาม... ตามพระประสงค์ขององค์หญิง..."
เสียงสัญญาณเตือนภัยเวทมนตร์เปลี่ยนโทนเสียงจากเสียงกริ่งแหลมสูง เป็นเสียงระฆังทุ้มต่ำดังกังวานไปทั่วทุกตึกคณะ ทุกตรอกซอกซอย และทุกมุมของเมืองโกลด์เคิร์ส นั่นคือสัญญาณบอกให้ทุกคนรู้ว่า "มหานครแห่งเวทมนตร์เข้าสู่ภาวะสงครามแล้ว"
"ลินน์ เซเลสเต้!" ฟัดจ์ตะโกนลั่นพร้อมกับบินกลับมาเกาะหัวลินน์แน่น "ดูที่ลานน้ำพุด้านล่างนั่นสิ! ไอ้ตัวที่อยู่ข้างล่างนั่น... มันไม่ใช่กิลเวิร์ตธรรมดา!"
ทั้งสามคนพุ่งตัวไปที่ระเบียงหินอ่อนด้านนอก สายตากวาดมองลงไปยังลานกว้างใจกลางเมืองที่บัดนี้พังพินาศ น้ำพุเทพธิดาถูกทำลายจนแหลละเอียด ทว่าสิ่งที่น่ากลัวที่สุดไม่ใช่ซากปรักหักพัง แต่เป็นเงาร่างมหึมาที่กำลังก้าวออกมาจากม่านหมอกสีดำ
มันคืออสูรกายร่างยักษ์ที่มีรูปร่างคล้ายอัศวินสวมเกราะเหล็กสีนิลทมิฬ ทว่าส่วนหัวกลับเป็นกะโหลกสัตว์อสูรโบราณ และที่น่าตกใจที่สุดคือ... ในมือขวาของมันกำลังถือดาบยาวที่แผ่ออร่าเวทมนตร์คุ้นตาอย่างประหลาด
เวทมนตร์ต้องห้ามที่ควรจะถูกผนึกไว้ใต้ดินลึกเมื่อร้อยปีก่อน...
เซเลสเต้หน้าซีดเผือกทันทีที่เห็นสัญลักษณ์สลักบนเกราะนั้น "เป็นไปไม่ได้... นั่นมัน ตราสัญลักษณ์ของ...!"
ยังไม่ทันที่เซเลสเต้จะเอ่ยจบประโยค พื้นดินบริเวณระเบียงที่พวกเขายืนอยู่ก็ระเบิดออกเป็นเสี่ยงๆ แรงอัดกระแทกมหาศาลส่งร่างของทั้งสามลอยกระเด็นถอยหลัง ท่ามกลางกลุ่มควันและเศษปูนที่ปลิวว่อน ร่างเงาทมิฬในชุดคลุมสีดำสนิทก็ปรากฏตัวขึ้นอย่างเงียบเชียบตรงหน้าประตูทางเข้าห้องประชุม
ผู้มาใหม่ค่อยๆ เงยหน้าขึ้นเผยให้เห็นรอยยิ้มเย็นเยียบที่มุมปาก ภายใต้แสงไฟสีเพลิงจากเมืองที่กำลังลุกไหม้
"ยินดีต้อนรับสู่จุดจบของพวกเจ้า... ลินน์ เจ้าหนูผู้ไร้เวทมนตร์ และท่านเจ้าหญิงผู้โง่เขลา" เสียงแหบพร่าราวกับเสียงเสียดสีของโลหะดังขึ้น "ข้า... คือผู้ที่จะมาปิดตำนานของโรงเรียนเวทมนตร์แห่งนี้เอง"
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและคอยส่งกำลังใจให้ลินน์กับเจ้าฟัดจ์ตัวป่วนเสมอมานะครับ แล้วพบกันในตอนต่อไปครับ!
บันทึกวุ่นรักของจอมเวทฝึกหัดกับภูตจิ๋วตัวป่วน•ตอนที่ 50
เมืองเวทมนตร์โกลาหล
ผลงานโดย ไมโลกับภูตน้อย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ไมโลกับภูตน้อย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บันทึกวุ่นรักของจอมเวทฝึกหัดกับภูตจิ๋วตัวป่วน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!