เสียงกระแทกแฟ้มเอกสารหนาปึ้กบนโต๊ะประชุมไม้มะฮอกกานีชั้นยี่สิบห้า ดังสะท้อนก้องกังวานจนผู้บริหารระดับสูงของตระกูลศิวากุลสะดุ้งเฮือก ใบหน้าของท่านประธานอาวุโสเผือดสีลงถนัดตา เม็ดเหงื่อกาฬผุดซึมตามไรผม ทั้งที่ห้องประชุมแห่งนี้เปิดแอร์เย็นฉ่ำจนหนาวยะเยือก
"คุณชายกิตติ... หุ้นสามัญสี่สิบเปอร์เซ็นต์ในมือของคุณ คงจะเริ่มอึดอัดจนหายใจไม่ออกแล้วสินะคะ ถึงได้รีบส่งจดหมายเวียนขอถอนทุนคืนแบบนี้"
น้ำเสียงหวานใสทว่าเฉียบคมราวกับใบมีดอาบน้ำผึ้งเอ่ยขึ้น ลินินเอนกายพิงพนักเก้าอี้หนังแท้ด้วยท่าทางสบายราวกับกำลังจิบชาชมสวนดอกไม้ เปลือกตาแต่งแต้มอายแชโดว์สีมุกเหลือบทองกวาดมองกลุ่มชายวัยกลางคนผู้เคยเรืองอำนาจในวงการการเงินทีละคน รอยยิ้มมุมปากของเธอไม่ได้บ่งบอกถึงความโกรธเกลียด หากแต่เป็นความเย้ยหยันที่ทรงพลังจนไม่มีใครกล้าสบตา
บนหน้าจอโปรเจกเตอร์ขนาดใหญ่ ตัวเลขกราฟการเงินของกลุ่มบริษัทศิวากุลกำลังดิ่งลงเหวเป็นเส้นสีแดงฉานราวกับน้ำตกไนแอการา ภายในเวลาไม่ถึงสี่สิบแปดชั่วโมงหลังจากที่ลินินประกาศกร้าวว่าจะกวาดซื้อหุ้นทั้งหมดในกระดาน ความพินาศก็มาเยือนเร็วยิ่งกว่าพายุฤดูร้อน
"คุณลินินครับ... เรื่องนี้เราคุยกันได้นะ" กรรมการบริหารคนหนึ่งส่งเสียงสั่นเครือ พยายามยกมือขึ้นประสานกันเพื่อซ่อนอาการสั่นเทา "สัญญาระหว่างเรากับตระกูลศิวากุลมีมานานกว่าสามสิบปี การที่คุณใช้วิธีการกดดันสภาพคล่องแบบนี้ มันไม่รุนแรงไปหน่อยหรือครับ"
"รุนแรงหรือคะ?" ลินินหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เสียงหัวเราะที่ไพเราะราวกับเสียงกระดิ่งแก้ว แต่กลับทำให้คนฟังรู้สึกเหมือนยืนอยู่ริมปากเหว "ตอนที่พวกคุณร่วมมือกันปล่อยข่าวใส่Hilight Property ของสามีดิฉัน เพื่อจะฮุบที่ดินแปลงยักษ์ย่านธุรกิจเมื่อหเดือนก่อน พวกคุณใช้คำว่าอะไรนะคะ... อ๋อ 'กลยุทธ์ทางธุรกิจ' สินะคะ แต่พอตอนนี้ดิฉันใช้เงินซื้อคืนหุ้นทุกตัวที่พวกคุณเอาไปจำนำไว้ แล้วบังคับให้ชำระหนี้ตามกำหนด... เรียกว่ารุนแรงหรือคะ เรียกว่า 'กรรมสนอง' ต่างหากล่ะคะ"
บรรยากาศในห้องประชุมกดดันจนแทบหายใจไม่ออก เอกสารคำขอถอนหุ้นและประกาศยกเลิกสัญญาเป็นพันธะสัญญากองโตถูกกองไว้ตรงหน้า เป็นหลักฐานประจักษ์ชัดว่าเครือข่ายพันธมิตรที่ตระกูลศิวากุลสะสมมาหลายชั่วอายุคน กำลังพังทลายลงด้วยน้ำมือของหญิงสาวผู้กุมอำนาจเงินมหาศาลเพียงคนเดียว
ในมุมมืดของห้องประชุม ใกล้กับบานกระจกเงาบานใหญ่ที่มองเห็นทัศนียภาพของกรุงเทพมหานครยามบ่าย คิรากรยืนกอดอกนิ่งสนิท ร่างสูงสง่าในชุดสูทตัดเย็บชั้นดีสีเทาเข้มแผ่ไอเย็นเยียบออกมาอย่างไร้การปรุงแต่ง ดวงตาคมกริบคู่นั้นทอดมองภรรยาด้วยความหลงใหลและพึงพอใจอย่างที่สุด เขารู้ดีว่าลินินไม่จำเป็นต้องใช้กำลังหรืออำนาจเถื่อนใดๆ เลย เพียงแค่ปลายนิ้วสัมผัสหน้าจอแท็บเล็ตสั่งการโอนเงินระรัว เธอก็สามารถทำให้จักรวรรดิที่ยิ่งใหญ่คุกเข่าลงแทบเท้าได้ภายในพริบตาเดียว
"คุณชายกิตติคะ" ลินินหันไปสบตากับชายชราผู้เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงหลักในการต่อต้านเธอ "ฉันให้เวลาคุณอีกห้านาทีในการเซ็นสละสิทธิ์หุ้นล็อตสุดท้าย ไม่อย่างนั้น... ฉันเกรงว่าพรุ่งนี้เช้าธนาคารพันธมิตรทุกแห่งคงจะต้องส่งหมายบังคับคดีไปยังคฤหาสน์ของคุณ เพื่อยึดทรัพย์สินทุกชิ้นมาประมูลใช้หนี้แทน"
"คุณ... คุณมันปีศาจชัดๆ!" กิตติคำรามออกมาด้วยความคับแค้นใจ มือเหี่ยวย่นสั่นเทาจนเกือบถือปากกาไม่มั่น "ทำไมคุณต้องทำลายพวกเราให้ถึงที่สุดด้วย!"
"ปีศาจหรือคะ?" ลินินโน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย ดวงตากลมโตเป็นประกายเจิดจ้าด้วยความมั่นใจ "ถ้าการปกป้องสิ่งที่ฉันรักและการสั่งสอนคนโลภให้รู้จักที่ต่ำที่สูงคือความชั่วร้าย... งั้นฉันก็ยอมเป็นปีศาจค่ะ เซ็นค่ะ... หรือจะรอให้ฉันเป็นคนจับมือคุณเซ็นดีคะ?"
ปลายปากกาหมึกซึมราคาแพงจรดลงบนกระดาษด้วยความจำยอม เสียงกระดาษกรีดกรายเบาหวิวแต่กลับหนักหน่วงราวดังเสียงฆ้อนพิพากษาประหารชีวิตตระกูลศิวากุลทั้งตระกูล ทันทีที่ลายเซ็นสุดท้ายปรากฏเด่นชัด ลินินก็คลี่ยิ้มกว้างอย่างงดงาม เธอยื่นมือไปรับแฟ้มเอกสารนั้นมาเปิดดูผ่านๆ ด้วยความเรียบเฉย ก่อนจะส่งต่อให้เลขาจัดการต่อ
"ยินดีด้วยนะคะ ที่วันนี้พวกคุณได้เป็นอิสระจากภาระหุ้นส่วนที่หนักอึ้งแล้ว" ลินินลุกขึ้นยืนเต็มความสูง จัดชายเสื้อสูทผ้าทวีตเนื้อดีให้เข้าที่อย่างสง่างาม "หวังว่าเราคงไม่ต้องพบกันในฐานะธุรกิจอีกนะคะ เพราะคนอย่างฉัน... ไม่ชอบซื้อของเก่าที่ขึ้นสนิมค่ะ"
เธอก้าวเดินออกจากห้องประชุมโดยไม่ชายตาแลใครอีก คิรากรก้าวตามหลังภรรยาคนสวยไปติดๆ สัมผัสอุ่นจากฝ่ามือหนาที่กุมมือเรียวของเธอไว้มั่นคือเครื่องยืนยันว่า ไม่ว่าโลกธุรกิจจะโหดร้ายหรือมีศัตรูหน้าไหนเข้ามาขวางทาง เขาก็จะยืนหยัดเคียงข้างและเป็นโล่เงินตราให้เธอล้างบางความอยุติธรรมเหล่านี้ให้สิ้นซาก
ทว่า เมื่อทั้งคู่ก้าวลงมาถึงชั้นล่างสุดของตึกและกำลังจะก้าวขึ้นสู่รถลิมูซีนหรูที่จอดรอรับอยู่ เสียงโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าถือแบรนด์ดังของลินินก็แผדเสียงดังขึ้นขัดจังหวะ
ลินินหยิบเครื่องขึ้นมาดู หน้าจอแสดงสายเรียกเข้าจากเบอร์แปลกประหลาดที่ไม่มีบันทึกชื่อไว้ แต่มีรหัสพื้นที่จากต่างประเทศ ทว่าสิ่งที่ทำให้เธอนิ่วหน้าไม่ใช่เบอร์โทรนั้น... หากแต่เป็นข้อความสั้นๆ ที่เด้งขึ้นมาบนหน้าจอพร้อมกันพอดี
*[ข้อความจากระบบนิรนาม]: "ยินดีด้วยกับชัยชนะบนซากปรักหักพังของคุณ ลินิน... แต่ระวังตัวไว้ให้ดี เพราะเกมกระดานจริงเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเมื่อ 'ผู้ถือหุ้นใหญ่ที่สุด' ที่แท้จริงกำลังบินกลับมาทวงทุกอย่างคืนในอีกสามชั่วโมงข้างหน้า"*
ลินินชะงักฝีเท้า ดวงตาคู่สวยหรี่ลงเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจ คิรากรสังเกตเห็นความผิดปกติจึงเอ่ยถามเสียงทุ้มต่ำ "มีอะไรหรือเปล่าที่รัก?"
ก่อนที่ลินินจะได้ทันตอบคำถาม เสียงใบพัดเฮลิคอปเตอร์ส่วนตัวขนาดใหญ่ก็ดังกระหึ่มก้องกังวานเหนือท้องฟ้า ใจกลางลานจอดเฮลิคอปเตอร์บนดาดฟ้าตึกสูงระฟ้าอีกฝั่งหนึ่ง ท่ามกลางสายตาตื่นตระหนกของผู้คนที่เดินผ่านไปมา เงาของยานพาหนะราคาแพงลิบลิ่วกำลังร่อนลงจอดอย่างสง่างาม พร้อมกับประตูห้องโดยสารที่เปิดออกเผยให้เห็นร่างของใครบางคนก้าวออกมา... คนที่ลินินคิดไม่ถึงเลยว่าจะได้พบเจอในเวลานี้!
--------------------------------------------------------------
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่อยู่เคียงข้างความสะใจและร่วมเดินทางสายอำนาจเงินนี้ไปด้วยกันนะคะ! — เอวาลินน์ปลายพู่กัน
เกิดใหม่เป็นนางร้าย แต่ดันรวยระดับมหาเศรษฐีตัวแม่•ตอนที่ 24
การล่มสลายของหุ้นส่วน
ผลงานโดย เอวาลินน์ปลายพู่กัน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เอวาลินน์ปลายพู่กัน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เกิดใหม่เป็นนางร้าย แต่ดันรวยระดับมหาเศรษฐีตัวแม่ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!