"ถ้ารู้สึกว่าเงินในบัญชีหลักร้อยล้านของตระกูลวรโชติมันหนักหัวพวกคุณนัก ฉันแนะนำให้ยกมือขึ้นไหว้ฟ้าดิน แล้วไ्सหัวออกไปจากตึกนี้ซะนะคะ"
เสียงหัวเราะเยาะเย้ยที่เคยดังก้องอยู่ในห้องประชุมใหญ่ของอาณาจักรลักชูรี กรุ๊ป เมื่อไม่กี่นาาทีก่อน บัดนี้ถูกกลืนหายไปอย่างไร้ร่องรอย ราวกับมีใครเอาค้อนเหล็กมาทุบลงกลางศีรษะของทุกคนในที่นั้นจนสติหลุดลอย ลินินยืนสงบนิ่งอยู่หลังเก้าอี้ประธาน รัศมีแห่งความเย่อหยิ่งและทรงอำนาจแผ่ซ่านออกมาจากตัวเธอราวกับราชสีห์สาวที่กำลังจ้องมองฝูงลูกแกะตัวสั่นเทา
ชุดสูทผ้าไหมอิตาลีสีงาช้างตัดเย็บอย่างประณีตขับเน้นทรวดทรงองเอวให้ดูสง่างาม เครื่องประดับเพชรน้ำงามบนข้อมือขยับตามจังหวะการยกมือขึ้นกอดอก ปลายเล็บที่ตกแต่งอย่างพิถีพิถันเคาะเบาๆ ลงบนพื้นโต๊ะประชุมหินอ่อน เป็นจังหวะเดียวกับเสียงหัวใจของ "คุณหญิงรัตนา" และเหล่าคณะกรรมการบอร์ดบริหารที่กำลังเต้นรัวระส่ำด้วยความหวาดกลัว
เอกสารสิทธิ์การถือครองหุ้นร้อยละ 51.2 ถูกโยนลงกลางโต๊ะกระจก เกิดเสียง "ปึก" หนักหน่วงที่สะท้อนก้องไปถึงขั้วหัวใจของคนที่เคยเหยียดหยามเธอ
"เป็นไปไม่ได้..." คุณหญิงรัตนาหน้าซีดเผือดริมฝีปากสั่นระริก ดวงตาเบิกกว้างจนแทบจะถסתออกมาจากเบ้า มือที่ถือเอกสารงบการเงินอยู่ถึงกับสั่นเทาจนกระดาษแผ่นนั้นยับยู่ยี่ "แก... แกเป็นแค่เด็กกำพร้าที่ถูกเก็บมาเลี้ยง จะเอาเงินจากไหนมาซื้อหุ้นใหญ่ที่สุดในมือฉัน!"
"เงินเหรอคะ?" ลินินแย้มยิ้มมุมปาก รอยยิ้มที่งดงามแต่กลับเยือกเย็นเสียยิ่งกว่าน้ำแข็งขั้วโลก "เงินของฉันไม่ได้มาจากการเกาะสามีรวยกินไปวันๆ หรือโกงกินเงินกองทุนบริษัทเหมือนพวกคุณหรอกนะคะ แต่มาจากการที่ฉันใช้สมองกวาดซื้อหุ้นของพวกคุณทีละนิด ในยามที่พวกคุณกำลังเริงสำราญบนความทุกข์ของคนอื่นยังไงล่ะคะ"
บรรยากาศในห้องประชุมกดดันจนแทบหายใจไม่ออก เหล่ากรรมการที่เคยยืนหยัดข้างคุณหญิงรัตต่างก้มหน้าหลบสายตา ไม่มีใครกล้าแม้แต่จะหายใจแรง เสียงเครื่องปรับอากาศที่เคยเงียบเชียบ บัดนี้กลับดังเสียดหูราวกับเสียงกรีดร้องของความพ่ายแพ้
ในวินาทีนั้นเอง ประตูห้องประชุมบานใหญ่ก็ถูกผลักเปิดออกอย่างไร้เสียง พร้อมกับร่างสูงสง่าในชุดสูทสั่งตัดเข้ารูปสีดำสนิทของ "คิรากร" ประธานหนุ่มผู้ทรงอิทธิพลแห่งกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ยักษ์ใหญ่ ดวงตาคมกริบดั่งพญาเหยี่ยวคู่นั้นกวาดมองผู้คนในห้องด้วยความเย็นชาไร้ก้นบึ้ง ก่อนที่เขาจะสาวเท้าเข้ามาหยุดยืนเคียงข้างลินินอย่างจงใจ มือหนาวางลงบนพนักเก้าอี้ที่ลินินยืนอยู่ ราวกับการประกาศให้โลกรู้ว่าผู้หญิงคนนี้มีพยัคฆ์ร้ายคอยคุ้ม
"ภรรยาของผม พูดภาษาคนไม่รู้เรื่องเหรอครับ ถึงได้ทำให้พวกคุณทำหน้าเหมือนสุนัขจนตรอกแบบนี้"
น้ำเสียงทุ้มต่ำแต่ทรงพลังเอ่ยขึ้น แม้จะสุภาพแต่กลับเต็มไปด้วยจิตสังหารที่กดทับทุกคนให้ทรุดฮวบลงไปกองกับพื้น คิรากรไม่ได้สนใจสายตาตื่นตระหนกของใคร เขาก้มลงกระซิบข้างใบหูของลินินด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนจนน่าใจหาย "เหนื่อยไหมครับคนดี ให้สามีจัดการต่อไหม?"
"ไม่ต้องห่วงค่ะคุณคิรากร เกมนี้ลินินสนุกกับการตบหน้าคนแถวนี้ด้วยตัวเองมากกว่าค่ะ" ลินินตอบกลับด้วยรอยยิ้มพราวเสน่ห์ ก่อนจะหันกลับมาเผชิญหน้ากับคุณหญิงรัตนาที่ตอนนี้ทรุดตัวลงนั่งคุกเข่ากับพื้นพรมอย่างไร้ศักดิ์ศรี
"คุณลินิน... ดิฉัน... ดิฉันขอร้องล่ะค่ะ" คุณหญิงรัตนาคลานเข้าไปหา ปลายเล็บที่เคยจิกกัดลินินบัดนี้สั่นระริกพยายามจะแตะชายผ้าสูทของเธอ แต่กลับถูกปลายรองเท้าส้นสูงสีแดงเพลิงเขี่ยถอยออกไปอย่างไม่ใยดี "ท่านประธาน... ช่วยกรุณาพวกเราด้วย หุ้นพวกนั้น... ถ้าคุณดึงกลับไป บริษัทเราต้องล้มละลายแน่ๆ!"
"ล้มละลาย?" ลินินหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะที่ไพเราะราวกับเสียงกระดิ่งเงิน แต่กลับกรีดแทงหัวใจคนฟังให้แหลกสลาย "ตอนที่คุณขับไล่ฉันออกจากตระกูลวรโชติอย่างไร้เยื่อใยเมื่อสามปีก่อน ตอนที่คุณส่งคนไปทำลายโปรเจกต์แรกในชีวิตของฉัน คุณเคยคิดถึงคำว่าล้มละลายของฉันบ้างไหมคะ?"
ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้ง ไม่มีใครกล้าแก้ตัว ไม่มีใครกล้าปริปากพูดอะไรออกมาแม้แต่คำเดียว ความมั่งคั่งและอำนาจที่พวกมันเคยภาคภูมิใจ ถูกลินินบดขยี้จนไม่เหลือชิ้นดีด้วยเงินสดและอำนาจทางกฎหมายที่เหนือกว่า
"ในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่คนใหม่ ฉันขอใช้สิทธิ์ประกาศวาระเร่งด่วนข้อแรกนะคะ..." ลินินกวาดสายตามองทุกคนด้วยแววตาเฉียบคม "ปลดคุณหญิงรัตนาออกจากตำแหน่งประธานกรรมการบริหาร และริบทรัพย์สินทุกอย่างที่ใช้เงินบริษัทไปตรวจสอบยศถาบรรดาศักดิ์ให้หมด เริ่มมีผลตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไปค่ะ!"
"ไม่... ไม่จริง! แกทำแบบนี้กับฉันไม่ได้!" คุณหญิงรัตนากรีดร้องออกมาอย่างคนเสียสติ พยายามจะพุ่งตัวเข้าใส่ลินิน แต่กลับถูกบอดี้การ์ดร่างยักษ์สองคนของคิรากรล็อกตัวกดลงกับพื้นอย่างไร้ความปรานี
คิรากรยกนาฬิกาข้อมือเรือนหรูขึ้นดูด้วยความเบื่อหน่าย ก่อนจะปรายตามองกลุ่มบอร์ดบริหารที่นั่งตัวสั่น "พวกคุณมีเวลาเก็บของออกAจากตึกนี้ภายในสิบนาทีนี้ ไม่อย่างนั้น... ผมจะทำให้ตระกูลของพวกคุณไม่เหลือแม้แต่แผ่นดินจะซุกหัวนอน"
สิ้นคำพูดนั้น ทุกคนต่างพากันวิ่งกรูออกจากห้องประชุมอย่างไม่คิดชีวิต เสียงร้องไห้คร่ำครวญและเสียงฝีเท้าที่อลหม่านดังระงมไปทั่วชั้น ทิ้งให้คุณหญิงรัตนานั่งทรุดอยู่คนเดียวท่ามกลางความว่างเปล่าและความพ่ายแพ้อันยิ่งใหญ่
ลินินมองภาพนั้นด้วยใบหน้าเรียบเฉย ไร้ซึ่งความสงสาร มีเพียงความสะใจที่ได้ชำระบัญชีแค้นอย่างงดงาม เธอหันไปสบตากับคิรากรผู้เป็นดั่งโล่เงินและดาบทองคำที่คอยหนุนหลังเธอมาตลอด
"กลับกันเถอะค่ะคุณคิรากร ฉันเริ่มเบื่ออากาศแถวนี้แล้วล่ะค่ะ"
"ตามบัญชาครับที่รัก"
ทั้งสองก้าวเดินเคียงคู่กันออกไปจากห้องประชุมท่ามกลางแสงอาทิตย์ยามบ่ายที่สาดส่องลงมาทาบทับร่างของพวกเขาราวกับผู้พิชิต แต่ทว่า ในขณะที่ลิฟต์ส่วนตัวกำลังเคลื่อนตัวลงสู่ชั้นล่าง หน้าจอแท็บเล็ตในมือของคิรากรก็ส่งเสียงแจ้งเตือนประหลาด พร้อมกับข้อความปริศนาที่ปรากฏขึ้นบนหน้าจอ... ส่งตรงมาจากเบอร์ที่ไม่เคยมีใครเข้าถึงตัวตนได้มาก่อน
*ภาพถ่ายใบหน้าของลินินในวัยเด็กซ้อนทับกับเอกสารลับสุดยอดของตระกูลมาเฟียระดับโลก พร้อมข้อความสั้นๆ ที่ทำเอาลมหายใจของคิรากรสะดุดกึก:*
— "ยินดีต้อนรับกลับบ้านนะ... ลูกสาวคนเล็กของตระกูลที่แท้จริง" —
แล้วพายุลูกใหม่ที่น่ากลัวกว่าเดิมกำลังจะโหมกระหน่ำซัดเข้าใส่พวกเขาทั้งสองคนในวินาทีถัดไป...
- เอวาลินน์ปลายพู่กัน -
เกิดใหม่เป็นนางร้าย แต่ดันรวยระดับมหาเศรษฐีตัวแม่•ตอนที่ 15
เสียงหัวเราะเยาะที่กลายเป็นเสียงกรีดร้อง
ผลงานโดย เอวาลินน์ปลายพู่กัน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เอวาลินน์ปลายพู่กัน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เกิดใหม่เป็นนางร้าย แต่ดันรวยระดับมหาเศรษฐีตัวแม่ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!