เกิดใหม่เป็นนางร้าย แต่ดันรวยระดับมหาเศรษฐีตัวแม่•ตอนที่ 17

งานเลี้ยงการกุศลที่กลายเป็นสมรภูมิ

ผลงานโดย เอวาลินน์ปลายพู่กัน
เสียงปรบมือในห้องจัดเลี้ยงแกรนด์บอลรูมของโรงแรมหรูระดับเจ็ดดาวดังขึ้นเป็นระลอก ทว่ามันช่างเจือด้วยความเสแสร้งและเสียงกระซิบกระซาบที่ตั้งใจให้ดังพอจะเข้าหูคนอื่น บรรยากาศอบอวลไปด้วยกลิ่นอายของแชมเปญราคาแพงและดอกกุหลาบนำเข้าจากยุโรป แต่สำหรับ "ลินิน" แล้ว สถานที่แห่งนี้ไม่ได้ต่างอะไรจากสนามประหารที่ปูพรมแดงรอให้เธอก้าวเข้าไปเหยียบย่ำ สายตานับร้อยคู่จับจ้องมาที่เธอ—สตรีผู้สวมชุดราตรีเข้ารูปสีดำสนิทปักด้ายทองระยิบระยับ ลวดลายหงส์ไฟที่แผ่สยายอยู่บนเนื้อผ้าขับเน้นให้เรือนร่างระหงดูสง่างามดั่งราชinีผู้ครองบัลลังก์ รอยยิ้มมุมปากของเธอบางเบา ทว่าเยືือกเย็นจนใครหลายคนต้องเบือนหนี "ดูสิคะ นั่นคุณลินิน... คนที่เกือบจะทำลายตระกูลพงศ์ธรเวศย์ในงานประมูลคราวก่อนไม่ใช่เหรอคะ?" เสียงกระซิบจากไฮโซสาวตระกูลดังดังลอดมาจากโต๊ะริมกระจก ใบหน้าของหล่อนบิดเบี้ยวด้วยความริษยาปนความหวาดระแวง ขณะที่ใช้พัดขนนกบังปาก "ถึงจะแต่งตัวหรูหราแค่ไหน แต่สุดท้ายก็เป็นแค่ผู้หญิงที่ไต่เต้าขึ้นมาจากความอับอายไม่ใช่หรือไง งานการกุศลคืนนี้เขากำหนดขั้นต่ำการบริจาคไว้ที่หนึ่งล้านบาท... เธอจะมีปัญญาควักถึงครึ่งทางหรือเปล่ายเถอะ" ลินินปรายตามองกลุ่มคนที่กำลังนินทาเธอด้วยหางตา รอยยิ้มเยาะหยันผุดขึ้นบนเรียวปากเคลือบลิปสติกสีแดงกุหลาบ เธอไม่ต้องลดตัวลงไปต่อปากต่อคำกับสุนัขที่เห่าหอนในความมืด เพราะในโลกใบนี้ มีเพียงอำนาจแห่งเม็ดเงินเท่านั้นที่จะตบหน้าพวกมันให้หุบปากสนิทได้อย่างถาวร "เครียดอะไรอยู่หรือครับคนสวย" เสียงทุ้มต่ำคุ้นเคยดังขึ้นข้างกาย พร้อมกับไออุ่นจากสูทเนื้อดีที่แนบชิดเข้ามา "คิรากร" ก้าวเข้ามาประชิดตัวเธออย่างเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ มือหนาสอดกระชับเข้าที่เอวคอดกิ่วของเธออย่างมั่น คง นัยน์ตาคมกริบดั่งพญาเหยี่ยวคู่นั้นกวาดมองไปรอบห้องจัดเลี้ยงด้วยแววตาเยียบเย็น ไร้ซึ่งความเกรงกลัวต่อสายตาของผู้มีอิทธิพลนับร้อยในงานแม้แต่น้อย "ฉันไม่ได้เครียดค่ะคุณคิรากร..." ลินินเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ นัยน์ตาคู่สวยพินิจมองชายหนุ่มผู้เป็นทั้งคู่คิดและเกราะกำบังที่แข็งแกร่งที่สุดในยามนี้ "ฉันแค่กำลังคิดว่า คืนนี้พวกเราควรจะบริจาคเงินเท่าไหร่ดี... ถึงจะทำให้คนบางกลุ่มในห้องนี้สำลักไวน์ตายไปเสียก่อน" คิรากรหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะที่เต็มไปด้วยความพึงพอใจและสเสน่ห์อันตราย เขายื่นแก้วแชมเปญให้เธอก่อนจะยกขึ้นจิบเองบ้าง "ไม่ว่าจะเท่าไหร่ ผมก็พร้อมจะเซ็นเช็คให้คุณล้างบางพวกมันให้หมดสิ้นอยู่แล้วครับ... อยากได้สักกี่ร้อยล้านดีล่ะ หื้ม?" การสนทนาระหว่างทั้งสองถูกขัดจังหวะด้วยพิธีกรบนเวทีที่ประกาศเสียงดังผ่านไมโครโฟน "ลำดับถัดไป... ขอเรียนเชิญแขกผู้มีเกียรติทุกท่านร่วมบริจาคสมทบทุนมูลนิธิเด็กและสตรีด้อยโอกาส เพื่อเป็นเกียรติแก่ค่ำคืนนี้ครับ..." เสียงปรบมือดังขึ้นอีกครั้ง พร้อมกับจอภาพ LED ขนาดยักษ์ที่แสดงรายชื่อและยอดเงินบริจาคแบบเรียลไทม์ ชื่อของบรรดาเศรษฐีและนักธุรกิจแถวหน้าทยอยปรากฏขึ้นทีละชื่อ ยอดเงินหลักล้าน สองล้าน และสูงสุดที่สิบล้านบาทจากตระกูลผู้ดีเก่า ทำให้เจ้าภาพงานยิ้มหน้าบานจนแกปริ ทันใดนั้นเอง... ลินินก็ก้าวเท้าออกไปจากเงาของเสาหินอ่อน เธอไม่ได้เดินไปที่กล่องรับบริจาคตามธรรมเนียม แต่เธอก้าวขึ้นไปบนเวทีด้วยความมั่นใจ จังหวะก้าวที่หนักแน่นและสง่างามสะกดทุกสายตาในห้องให้หันมามองเป็นตาเดียว พิธีกรบนเวทีแสดงสีหน้าประหลาดใจเล็กน้อยเมื่อเห็นนางร้ายผู้ฉาวโฉ่ก้าวขึ้นมาประชิดตัว "เอ่อ... คุณลินินครับ มีอะไรให้ทางเราช่วยเหลือหรือเปล่าครับ หรือว่าจะร่วมบริจาคในนาม..." ลินินยกมือขึ้นปัดเล็กน้อยเป็นเชิงปฏิเสธ เธอยื่นสมาร์ตโฟนหน้าจอสีดำสนิทที่เชื่อมต่อกับระบบธุรกรรมการเงินระดับโลกลงบนเครื่องอ่านบัตรไร้สายของเจ้าหน้าที่การเงินประจำงาน "ฉัน 'ลินิน มณีกุล' ขอประกาศบริจาคเงินเข้ากองทุนการกุศลทั้งหมด... เป็นจำนวนเงินสามร้อยล้านบาทถ้วนค่ะ" สิ้นคำพูดนั้น... ทั่วทั้งห้องจัดเลี้ยงตกอยู่ในความเงียบงันสนิท ราวกับว่าเวลาถูกหยุดลงชั่วขณะ เสียงเพลงบรรเลงเบาๆ คล้ายจะเลือนหายไปจากโสตประสาท ทุกคนอ้าปากค้าง ดวงเบิกกว้างด้วยความตื่นตะลึง สมองของพวกเขาหยุดประมวลผลชั่วคราว สามร้อยล้านบาท? นั่นมันไม่ใช่แค่เงินบริจาคธรรมดา แต่มันคือมูลค่าครึ่งหนึ่งของบริษัทขนาดกลางในตลาดหลักทรัพย์เลยทีเดียว! "มะ... เมื่อครู่นี้ คุณลินินพูดว่าเท่าไหร่หรืองับ... เอ่อ, ขออภัยครับ เท่าไหร่หรือครับ?" พิธีกรเสียงสั่นเครือ ละล่ำละลักถามซ้ำด้วยความไม่แน่ใจ ลินินยกยิ้มมุมปากอย่างเย้ายวน เธอหันไปมองกล้องถ่ายทอดสดของสำนักข่าวเศรษฐกิจที่กำลังซูมภาพมาที่เธอพอดิบพอดี ดวงตาคู่คมฉายแววเหนือกว่าอย่างชัดเจน "สามร้อยล้านบาทค่ะ ฟังไม่ผิดหรอกนะคะ..." เธอเว้นจังหวะเล็กน้อย ปรายตามองไปยังโต๊ะของตระกูลพงศ์ธรเวศย์ที่หน้าซีดเผือดราวกับศพ "และฉันขอให้เงินจำนวนนี้ถูกนำไปใช้เพื่อช่วยเหลือคนที่เคยถูกคนรวยไร้คุณธรรมเหยียบย่ำ... หวังว่ามันจะมากพอที่จะซื้อความละอายใจให้ใครหลายๆ คนในห้องนี้นะคะ" ทันทีที่เสียงของเธอดับลง หน้าจอ LED ยักษ์กลางงานก็เปลี่ยนเป็นตัวเลขสีทองอร่าม พร้อมกับโลโก้ธนาคารระดับโลกที่ยืนยันการทำธุรกรรมสำเร็จ *ติ๊ง!* เสียงแจ้งเตือนดังสนั่นก้องห้องจัดเลี้ยง พร้อมกับพาดหัวข่าวหน้าหนึ่งของทุกสำนักข่าวออนไลน์ที่เด้งขึ้นพร้อมกันทั่วประเทศ— *'ลินิน มณีกุล ทุ่มเงิน 300 ล้านบาท ครองแชมป์ยอดบริจาคสูงสุดแห่งปี สั่นสะเทือนวงการไฮโซ!'* ท่ามกลางความโกลาหลและความตกตะลึงที่กำลังแผ่ขยายไปทั่ว คิรากรเดินขึ้นมาเคียงข้างเธอ ปลายนิ้วเรียวของเขาแตะเบาๆ ที่หลังมือของเธออย่างทะนุถนอม ราวกับจะประกาศให้โลกรู้ว่าเขานี่แหละคือผู้สนับสนุนเบื้องหลังจักรวรรดิเงินตรานี้ ทว่า... ในจังหวะนั้นเอง เสียงปรบมือช้าๆ และน่าขนลุกก็ดังขึ้นมาจากมุมมืดที่สุดของห้องจัดเลี้ยง แขกเหรื่อต่างพากันหลีกทางให้ร่างสูงโปรดของชายปริศนาในชุดสูทสีเทาเข้มที่เพิ่งก้าวเข้ามาโดยไม่มีใครคาดคิด ใบหน้านั้น... ทำให้สีหน้าของลินินเปลี่ยนไปในเสี้ยววินาที รอยยิ้มมั่นใจเมื่อครู่แข็งค้าง "ยินดีด้วยนะครับ คุณลินิน..." เสียงทุ้มต่ำที่แฝงไปด้วยความเยียบเย็นและอันตรายดังขึ้น พร้อมกับรอยยิ้มที่ส่งมาให้เธอจากคนที่เธอคิดว่าไม่มีวันได้เจออีกแล้วในชาตินี้ "เงินสามร้อยล้านของคุณ... ช่างหอมหวานเสียจริง จนผมอดไม่ได้ที่จะต้องมารับมันด้วยตัวเอง" เอวาลินน์ปลายพู่กัน
สารจากนักเขียน (เอวาลินน์ปลายพู่กัน)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เกิดใหม่เป็นนางร้าย แต่ดันรวยระดับมหาเศรษฐีตัวแม่ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%