หน้าจอสมาร์ทโฟนบนโต๊ะเครื่องแป้งยังคงสว่างวาบ ภาพถ่ายสเก็ตช์ชุดราตรีเมื่อคืนที่ปรากฏบนหน้าจอเปรียบเสมือนใบมีดโกนที่กรีดซ้ำลงบนความเงียบงัน ลินินหรี่ตาลงเล็กน้อย แววตาที่เคยมีความระรื่นชื่นชมกับความมั่งคั่งแปรเปลี่ยนเป็นความเย็นเยียบราวน้ำแข็งขั้วโลก ความหวาดกลัวหรือคะ? ไม่มีทาง... สำหรับผู้หญิงที่ผ่านการล้มลุกคลุกคลานจนกุมความมั่งคั่งระดับมหาเศรษฐีไว้ในกำมืออย่างเธอ ศัตรูในเงาไม่เคยน่ากลัวเท่าความโง่เขลาของผู้ที่กล้าล้ำเส้นเข้ามาในอาณาจักรของเธอ
นิ้วเรียวยาวกดล็อกหน้าจอโทรศัพท์อย่างไร้ความลังเล ก่อนจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ชุดสูทผ้าทวีตเนื้อดีสีขาวงาช้างตัดเย็บด้วยความประณีตดั่งงานศิลป์จากห้องเสื้อชั้นสูงขับเน้นออร่าความทรงอำนาจให้เด่นชัดขึ้นไปอีกขั้น วันนี้เธอกำหนดนัดหมายสำคัญไว้แล้ว—การเข้าซื้อกิจการห้างสรรพสินค้าใจกลางเมือง "แกรนด์พลาซ่า" ห้างหรูที่ครั้งหนึ่งเธอกลoby เคยถูกผู้จัดการสาขาเหยียดหยามว่า "ไม่มีปัญญาแม้แต่จะแตะต้องกระเป๋าแบรนด์เนมคอลเลกชันใหม่"
เสียงส้นสูงกระทบพื้นหินอ่อนของโถงทางเข้าห้างแกรนด์พลาซ่าดังก้องเป็นจังหวะหนักแน่น ลินินก้าวเดินเข้ามาด้วยท่าทีสง่างามราวกับราชนิกุลผู้ตรวจตราดินแดน เบื้องหลังของเธอคือคิรากร—ประธานหนุ่มแห่งกลุ่มอสังหาฯ ยักษ์ใหญ่ผู้ทรงอิทธิพล เขายืนกอดอกด้วยใบหน้าเรียบเฉย เย็นชา และไร้ซึ่งความรู้สึกต่อสิ่งรอบข้าง ทว่าดวงตาคมกริบคู่นั้นกลับคอยกวาดตามองสำรวจรอบกายเพื่อคุ้มครองทุกย่างก้าวของหญิงสาวราวกับเธอกลือกล้ำโลกทั้งใบไว้ได้เพียงปลายนิ้ว
"ยินดีต้อนรับครับ... เอ๊ะ! คุณลินินนี่ครับ?"
เสียงทุ้มติดจะเย่อหยิ่งดังขึ้นพร้อมกับการปรากฏตัวของผู้จัดการสาขา "ภาคภูมิ" ชายวัยกลางคนในชุดสูทเนี้ยบ เขายกยิ้มมุมปากด้วยรอยยิ้มที่เคลือบไปด้วยความดูถูกเหยียดหยามอย่างไม่คิดจะปิดบัง ดวงตาคมปลาบกวาดมองลินินตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยความรู้สึกเหนือกว่าอย่างเคยชิน "นึกว่าใคร... วันนี้ลมอะไรหอบคุณมาล่ะครับ หรือว่ารู้ตัวว่าไม่มีเงินซื้อของในนี้ เลยเปลี่ยนใจมาเดินตากแอร์แก้ร้อนเฉยๆ?"
บรรยากาศรอบบริเวณนั้นพลันเงียบกริบ พนักงานขายหลายคนหยุดชะงัก ลอบมองเหตุการณ์ด้วยความระทึกใจ
ลินินไม่ได้แสดงสีหน้าโกรธเกรี้ยว เธอเพียงแค่ยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย ส่งยิ้มเย็นเยียบที่ไปไม่ถึงดวงตาให้แก่ผู้จัดการจอมปลอมตรงหน้า
"ฉันไม่ได้มาเดินตากแอร์ค่ะคุณภาคภูมิ" ลินินเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ทว่ากังวานชัดเจนและทรงพลังจนอีกฝ่ายชะงักไปครู่หนึ่ง "แต่ฉันมาเพื่อ... ปลดปล่อยห้างนี้ให้พ้นจากคนบริหารไร้ความสามารถต่างหากล่ะคะ"
ภาคภูมิหัวเราะร่วนออกมาเสียงดังราวกับได้ยินเรื่องตลกที่สุดในรอบปี "ฮ่าๆๆ! พูดจาเพ้อเจ้ออะไรของคุณครับ ห้างแกรนด์พลาซ่าแห่งนี้มูลค่าหลายหมื่นล้านนะคุณ ต่อให้คุณขายกระเป๋าใบเก่ากินทั้งชีวิตก็ยังซื้อไม่ได้แม้แต่เสาเข็มต้นเดียวเลยด้วยซ้ำ อย่ามาทำเป็นอวดเก่งแถวนี้เลยครับ น่าสมเพชเสียเปล่า!"
คิรากรที่ยืนเงียบมาตลอดกาลขยับตัวเล็กน้อย รังสีความกดดันระดับมหาภัยแผ่ซ่านออกมาจากร่างสูงใหญ่จนภาคภูมิถึงกับกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ทว่าชายวัยกลางคนยังคงหยิ่งผยองด้วยความโง่เขลา ไม่รู้เลยว่าตนเองกำลังเหยียบอยู่บนปากเหวแห่งหายนะ
ลินินปรายตามองเลขาคนสนิทที่เดินตามหลังมา หล่อนยื่นแฟ้มเอกสารปกหนังสีดำสนิทให้แก่เธอด้วยความเคารพ หญิงสาวรับมาเปิดออกอย่างไม่รีบร้อน นิ้วเรียวกรีดกรายลงบนกระดาษแผ่นสำคัญที่มีตราประทับอย่างเป็นทางการ
"คุณภาคภูมิคะ... ในฐานะที่ฉันเป็น 'เจ้าของใหม่' ของกลุ่มบริษัทแกรนด์โฮลดิ้งส์และห้างสรรพสินค้าทุกสาขาในเครือตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป" ลินินเงยหน้าขึ้นสบตาผู้จัดการหนุ่มนิ่ง ดวงตาสีนิลคู่นั้นทรงพลังจนภาคภูมิรู้สึกเสียวสันหลังวาบขึ้นมาอย่างกะทันหัน "ฉันขอใช้สิทธิ์แรกในการไล่คุณออกจากงาน ณ บัดนี้ค่ะ"
"มะ... หมายความว่ายังไง! คุณโกหก! เป็นไปไม่ได้!" ภาคภูมิหน้าถอดสี รอยยิ้มเยาะเย้ยเมื่อครู่เลือนหายไปอย่างไร้ร่องรอย เม็ดเหงื่อกาฬเริ่มผุดซึมตามไรผม "คุณไม่มีทางซื้อห้างนี้ได้หรอก! เอกสารนั่นต้องเป็นของปลอมแน่ๆ!"
"ของปลอมหรือคะ?"
เสียงทุ้มต่ำแต่ทรงอำนาจของคิรากรดังขึ้นเป็นครั้งแรก เขาก้าวออกมาบังร่างบางไว้ครึ่งหนึ่ง ก่อนจะโยบบัตรเครดิตสีดำสนิทฝังเพชรน้ำงาม—บัตรอภิสิทธิ์ไร้ขีดจำกัดที่มีเพียงสามใบในโลก—ลงบนเคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์เสียงดัง *กริ๊ก*
"ถ้าเอกสารในมือภรรยาผมเป็นของปลอม งั้นบัตรใบนี้ของธนาคารกลางระดับโลกที่โอนเงินซื้อหุ้นทั้งหมดร้อยเปอร์เซ็นต์เมื่อสิบนาทีที่แล้ว คงเป็นภาพวาดเล่นของเด็กอนุบาลสินะครับ?" คิรากรเอ่ยด้วยน้ำเสียงเยียบเย็นราวกับยมทูตพิพากษา "คุณภาคภูมิ... เตรียมตัวรับหมายศาลข้อหาหมิ่นประมาทและยักยอกทรัพย์ที่ตรวจสอบพบในบัญชีสาขาของคุณเมื่อครู่ได้เลย"
ร่างของผู้จัดการจอมอวดดีทรุดฮวบคุกเข่าลงกับพื้นทันที ความมั่นใจทั้งหมดสลายกลายเป็นอากาศธาตุ ปากอ้าพะงาบๆ พูดไม่ออก ได้แต่สั่นเทาด้วยความหวาดกลัวสุดขีดเมื่อตระหนักได้ว่าตนเพิ่งไปเหยียบย่ำอนาคตของมหาเศรษฐีตัวแม่ผู้กุมชะตาชีวิตของเขาไว้ทั้งใบ
ลินินมองดูภาพนั้นด้วยสายตาเรียบเฉย ไร้ความเห็นอกเห็นใจใดๆ ทั้งสิ้น เธอหันหลังเตรียมก้าวเดินต่อไปยังห้องทำงานผู้บริหารสูงสุด ทว่าในจังหวะนั้นเอง หน้าจอสมาร์ทโฟนในกระเป๋าเสื้อสูทก็สั่นครืดขึ้นมาอย่างรุนแรง
เธอหยิบมันขึ้นมาดูด้วยความสงสัย หน้าจอแสดงข้อความใหม่จากเบอร์แปลกปริศนาเดิม ทว่าครั้งนี้ไม่ใช่รูปภาพ แต่เป็นพิกัดตำแหน่ง GPS แบบเรียลไทม์ พร้อมกับข้อความสั้นๆ ที่ทำให้ลมหายใจของเธอสะดุดกึก:
*'เก่งมากครับที่คุณจัดการไอ้โง่นั่นได้... หันไปมองที่ระเบียงชั้นดาดฟ้าฝั่งตรงข้ามสิครับ แล้วคุณจะรู้ว่า ของขวัญต้อนรับการเป็นเจ้าของห้างใหม่ของผม... มันเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้นเอง'*
ขอบคุณที่ติดตามอ่านและร่วมเดินทางไปกับความแซ่บสะใจนี้นะคะ
— เอวาลินน์ปลายพู่กัน —
เกิดใหม่เป็นนางร้าย แต่ดันรวยระดับมหาเศรษฐีตัวแม่•ตอนที่ 7
ซื้อห้างสรรพสินค้าด้วยเงินสด
ผลงานโดย เอวาลินน์ปลายพู่กัน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เอวาลินน์ปลายพู่กัน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เกิดใหม่เป็นนางร้าย แต่ดันรวยระดับมหาเศรษฐีตัวแม่ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!