“คุณคิดจริงๆ เหรอริน... ว่าคนที่อยู่เบื้องหลังทั้งหมดนี้... มีแค่ผมคนเดียว?”
คำถามนั้นยังคงก้องกังวานอยู่ในความเงียบงันของห้องทำงานเพนต์เฮาส์ชั้นบนสุด แสงไฟนีออนจากตึกสูงระฟ้าด้านนอกทาบทับลงบนร่างสูงใหญ่ของคิรากร เงาของเขาพาดผ่านใบหน้าของรินรดาครึ่งหนึ่ง ราวกับจะย้ำเตือนว่าโลกใบนี้ไม่มีความขาวสะอาดบริสุทธิ์ มีเพียงเฉดสีเทาอันซับซ้อนที่เธอกำลังก้าวเข้าไปพัวพัน
อัยการสาวกำมือแน่นโดยไม่รู้ตัว เอกสารลับในแฟ้มคดีที่เธอกุมไว้สั่นน้อยๆ ไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เป็นเพราะสัญชาตญาณบางอย่างกำลังบอกว่า เธอได้เดินมาถึงจุดที่เส้นแบ่งระหว่าง ‘หน้าที่’ กับ ‘ความรู้สึก’ เริ่มพร่าเลือนจนแยกไม่ออกจากกันแล้ว
“คุณหมายความว่ายังไง คิรากร” รินรดาเค้นเสียงถาม พยายามรักษาความแข็งกร้าวในฐานะผู้รักษากฎหมายไว้ให้มั่นคงที่สุด แม้ว่าดวงตาคมกริบของชายหนุ่มที่ทอดมองมาจะกำลังสั่นคลอนเกราะป้องกันทั้งหมดของเธอก็ตาม
คิรากรไม่ตอบในทันที เขาก้าวเท้าเข้ามาใกล้ ช้าๆ ทว่ามั่นคง กลิ่นกายอุ่นๆเจือกลิ่นอายบุหรี่ราคาแพงและน้ำหอมผู้ชายระคนเข้ากับบรรยากาศตึงเครียดรอบตัว ร่างสูงหยุดยืนตรงหน้าเธอ ระยะห่างระหว่างกันเหลือเพียงไม่กี่คืบ จนเธอได้ยินเสียงลมหายใจสม่ำเสมอของเขา
มือหนาเอื้อมออกไป... รินรดากลั้นหายใจ หัวใจกระหน่ำเต้นรัวรากับกลองเพล แต่แทนที่จะเป็นการคุกคามหรือดึงเธอเข้าไปในเกมจิตวิทยาเช่นเคย ปลายนิ้วอุ่นจัดของเขากลับเพียงแค่ปัดปอยผมที่ตกลงมาเคล้าแก้มของเธอออกอย่างแผ่วเบaสัมผัสนั้นเบาราวกับปีกผีเสื้อ แต่กลับแผ่ซ่านความร้อนรุ่มไปทั่วผิวเนื้อที่ถูกแตะต้อง
“คุณทำงานหนักเกินไปแล้ว ริน” น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนไป ไม่มีร่องรอยของการเยาะหยันหรือความเจ้าเล่ห์เหลืออยู่ มีเพียงความทุ้มต่ำที่เจือความอ่อนโยนอย่างประหลาด—“รอบตัวคุณมีแต่คนจ้องจะใช้ประโยชน์จากความยุติธรรมที่คุณศรัทธา... และตัวคุณเองก็กำลังเผาไหม้ตัวเองเพื่อคดีที่อาจไม่มีวันชนะ”
“มันคือหน้าที่ของฉัน” เธอพยายามเบือนหน้าหนีความอบอุ่นอันตรายนั้น แต่คิรากรกลับใช้ปลายนิ้วเชยคางเธอขึ้นเบาๆ บังคับให้เธอมองสบตาเขา
“หน้าที่เหรอ?” มุมปากของเขาหยักขึ้นเป็นรอยยิ้มจางๆ ที่เต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า “หน้าที่ที่ทำให้คุณต้องร้องไห้เงียบๆ ในห้องทำงานจนถึงตีสามทุกคืนน่ะเหรอ... ริน?”
คำพูดนั้นราวกับมีมือที่มองไม่เห็นมาคว้าหมัดเข้าที่กลางใจ รินรดาชะงักงัน ดวงตากลมโตเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย ความลับที่เธอซ่อนไว้ภายใต้เปลือกนอกอันแข็งแกร่งมาตลอด กลับถูกอ่านทะลุปรุโปร่งโดยผู้ชายที่เธอควรจะมองว่าเป็น ‘จำเลย’ ในคดีนี้
“คุณสอดแนมฉัน...” เสียงเธอกระซิบแผ่วเบา ไร้ซึ่งพลังที่จะต่อต้าน
“ผมแค่มองเห็นคุณ” คิรากรตอบรับด้วยน้ำเสียงที่จริงจังจนน่าใจหาย ดวงตาคมเข้มคู่นั้นสะท้อนภาพเงาของเธอชัดเจน “ในโลกที่ทุกคนใส่หน้ากากเข้าหากัน มีแต่คุณนี่แหละที่ยังคงแบกความจริงอันเจ็บปวดไว้บนบ่าคนเดียว... จนผมทนมองเฉยๆ ไม่ได้”
บรรยากาศในห้องเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ความเย็นชาของตึกระฟ้าถูกแทนที่ด้วยความร้อนระอุจากแรงดึงดูดทางอารมณ์ที่สะสมมานานนับเดือน ความเงียบงันระหว่างทั้งคู่เต็มไปด้วยถ้อยคำที่ไม่ได้เอ่ยออกปาก รินรดารู้สึกเหมือนตัวเองกำลังยืนอยู่บนปากเหว ก้าวข้ามไปก็คือความพินาศ แต่หากถอยหลังกลับ เธอก็จะต้องสูญเสียตัวตนที่โหยหาความเข้าใจมาตลอดชีวิต
ความลังเลในแววตาของเธอคือสัญญาณที่ชัดเจนที่สุดสำหรับนักล่าอย่างคิรากร
ชายหนุ่มไม่รอช้า ร่างสูงโน้มตัวลงมาประชิด ริมฝีปากอุ่นร้อนทาบทับลงบนเรียวปากนุ่มของเธออย่างนุ่มนวลแต่เด็ดขาด รินรดาสะดุ้งเฮือก ร่างกายแข็งทื่อไปชั่วขณะก่อนที่สติปัญญาอันน้อยนิดจะพยายามส่งเสียงเตือนให้ผลักเขาออก แต่รสจูบที่เริ่มจากความอ่อนโยนกลับแปรเปลี่ยนเป็นความลึกล้ำและเร่าร้อนอย่างรวดเร็ว ราวกับไฟที่โหมกระหน่ำเมื่อต้องลม
มือบางที่เคยกำแฟ้มเอกสารแน่น เปลี่ยนมาขยุ้มปกเสื้อเชิ้ตสีเข้มของเขาโดยไม่รู้ตัว เพื่อหาที่ยึดเหนี่ยวในขณะที่โลกทั้งใบกำลังหมุนเคว้งคว้าง ลมหายใจของทั้งคู่หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว รสจูบที่เปี่ยมด้วยความโหยหาและความกดดันที่เก็บกดมานานระเบิดออกในพื้นที่ส่วนตัวแห่งนี้ คิรากรโอบกระชับเอวบางเข้าหาตัวแนบแน่นจนแทบไม่มีช่องว่าง อุณหภูมิในร่างกายพุ่งสูงขึ้นท่ามกลางความเย็นเยียบของค่ำคืน
ความหวั่นไหวที่เธอพยายามปฏิเสธมาตลอด พังทลายลงในสัมผัสที่ทั้งดุดันและอ่อนโยนของเขา รินรดาหลับตาลง ยอมจำนนต่อกระแสอารมณ์ที่ไหลบ่าเข้ามาท่วมท้นหัวใจ ปล่อยให้ความรู้สึกดำมืดและหอมหวานนี้พาเธอดิ่งลึก, ไกลออกไปจากกฎเกณฑ์และกรอบศีลธรรมทั้งหมดที่เธอเคยยึดถือ
ทว่า... ในจังหวะที่หัวใจของเธอกำลังหลอมละลายไปกับอ้อมกอดอันตราย เสียงกริ่งเตือนภัยระบบรักษาความปลอดภัยของเพนต์เฮาส์ก็ดังขึ้นแทรกกลางความเงียบ!
คิรากรผละริมฝีปากออกช้าๆ ดวงตาคมกริบเปลี่ยนกลับมาเป็นความเย็นชาและเฉียบคมในเสี้ยววินาที เขาคว้าตัวเธอไปหลบด้านหลังตู้เอกสารพร้อมกับชักอาวุธปืนพกออกมาจากสูทอย่างไร้เสียง
ประตูห้องทำงานถูกกระชากเปิดออกด้วยแรงมหาศาล พร้อมกับแสงไฟฉายสודส่องเข้ามาในความมืด และเสียงฝีเท้าหนักๆ ของใครบางคนกำลังก้าวเข้ามาใกล้เรื่อยๆ
บนหน้าจอแท็บเล็ตบนโต๊ะทำงานที่สว่างวาบขึ้นมาเองโดยอัตโนมัติ ปรากฏภาพกล้องวงจรปิดจากชั้นล่าง... ภาพของบุคคลที่ไม่ควรอยู่ที่นี่ในเวลานี้ และเป็นคนเดียวกับที่ถือกุญแจไขตู้เซฟลับซึ่งบรรจุหลักฐานชิ้นสุดท้ายที่จะทำลายล้างทุกชีวิตในตึกนี้ให้พินาศพร้อมกัน!
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่ร่วมเดินทางมาถึงบทนี้ด้วยหัวใจที่เต้นแรงนะคะ
ดีลรักฉบับหักเหลี่ยมคม•ตอนที่ 14
เมื่อความลับถูกเปิดเผยครึ่งหนึ่ง
ผลงานโดย มิดไนท์คิส
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (มิดไนท์คิส)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ดีลรักฉบับหักเหลี่ยมคม นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!