กลิ่นคาวสนิมเหล็กและกลิ่นอับชื้นของห้องใต้ดินปลอดภัยในเซฟเฮาส์ลับย่านชานเมือง ไม่ได้จางหายไปไหน เช่นเดียวกับร่องรอยบาดแผลฉกรรจ์พาดผ่านแผ่นหลังกว้างของชายหนุ่ม ที่กำลังสะท้อนความจริงอันโหดร้ายภายใต้แสงไฟสีส้มสลัวจากโคมไฟตั้งโต๊ะ
รินรดาขยับถุงมือยางสีขาว ปลายกระบอกสำลีจุ่มลงในน้ำยาฆ่าเชื้อสีชาจนชุ่ม ก่อนจะจรดมันลงบนปากแผลฉีกขาดบริเวณหัวไหล่ของคีรินอย่างระมัดระวังที่สุด
ไม่มีเสียงร้องเล็ดลอดออกมาจากริมฝีปากของชายหนุ่มแม้แต่ครึ่งคำ มีเพียงกล้ามเนื้อแผ่นหลังที่เกร็งกระตุกอย่างรุนแรงตามสัญชาตญาณการป้องกันตัว และสันจรามที่บดเข้าหากันจนขึ้นสันนูน ชายผู้กุมชะตากรรมของตลาดมืดและเป็นผู้ต้องสงสัยคดีฆาตกรรมสะเทือนขวัญ กำลังนั่งนิ่งราวกับรูปปั้นหินอ่อนที่ถูกกรีดรอยแผลเป็นไว้ประจานความพ่ายแพ้ชั่วขณะ
"อดทนหน่อยนะครับ แผลนี้ลึกพอสมควร หากปล่อยไว้ให้อักเสบมากกว่านี้ คุณอาจจะไข้ขึ้นสูงจนต้านทานพิษบาดแผลไม่ไหว" น้ำเสียงของจิตแพทย์นิติเวชราบเรียบและนุ่มนวล ทว่าแฝงด้วยอำนาจการควบคุมสถานการณ์อย่างเบ็ดเสร็จ
คีรินแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นแหบพร่าและแห้งผาก ราวกับกระดาษทรายที่ถูกถูไถบนพื้นผิวหยาบกร้าน "หมอเป็นห่วงผมในฐานะคนไข้... หรือในฐานะคนพยายามจะขุดคุ้ยความลับจากปากผมกันแน่ครับ"
รินรดาไม่ตอบในทันที เธอบรรจงใช้ปลายแหนบคีบผ้าก๊อซสะอาดซับเลือดซึมบริเวณขอบแผลอย่างเบามือ ความใกล้ชิดในระยะประชิดทำให้เธอได้กลิ่นบุหรี่จางๆ ผสมกับกลิ่นอายอันตรายเฉพาะตัวที่สลักลึกอยู่ในตัวตนของเขา มันคือกลิ่นอายของคนที่ยืนอยู่บนเส้นแบ่งระหว่างความเป็นกับความตายมาตลอดชีวิต
"ในฐานะแพทย์คนหนึ่ง ผมมีหน้าที่เยียวยาร่างกายที่แตกสลายครับ... ส่วนในฐานะนักสืบความจริง ผมคิดว่าคุณควรเก็บเรี่ยวแรงไว้ตอบคำถามในตอนที่สมองของคุณพร้อมจะยอมรับความจริงดีกว่า" เธอกล่าวสวนกลับด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่เฉียบคมไม่แพ้กัน
คีรินเอี้ยวคอมองกลับมาด้วยหางตา นัยน์ตาสสีเข้มคู่นั้นลึกล้ำและอ่านยากยิ่งกว่าเขาวงกต มันเต็มไปด้วยร่องรอยความหวาดระแวงที่สะสมมานานนับปี ความเจ็บปวดทางกายดูเหมือนจะเป็นเพียงสิ่งเร้าชั้นดีที่ปลุกเร้าสัญชาตญาณดิบของเขาให้ตื่นตัวขึ้น
"ความจริงหรือครับ... หมอแน่ใจแล้วหรือว่าสิ่งที่หมอตามหาอยู่ มันคือความจริง ไม่ใช่ภาพลวงตาที่ใครบางคนสร้างขึ้นเพื่อหลอกใช้เราทั้งคู่"
คำพูดนั้นสะกิดใจรินรดาอย่างจัง ปลายสำลีในมือชะงักไปชั่ววินาที เธอมองลึกลงไปในดวงตาที่ฉายแววเย้ยหยันของเขา ภาพความทรงจำอันเลือนรางของพ่อที่เสียชีวิตในคดีอื้อฉาวผุดวาบขึ้นมาในหัว ราวกับเสียงกระซิบจากอดีตที่คอยย้ำเตือนว่าเธอกำลังเดินอยู่บนปากเหว
"ถ้ามันเป็นภาพลวงตา... ผมก็ต้องพิสูจน์มันด้วยตัวเอง ไม่ใช่ปล่อยให้มันกัดกินชีวิตคนรอบตัวไปเรื่อยๆ เช่นเดียวกับความทรงจำที่ขาดหายไปของคุณคีริน" รินรดาลดมือลง วางอุปกรณ์ลงบนถาดสเตนเลส เสียงโลหะกระทบกันดังแกร็กท่ามกลางความเงียบงัน
เธอเปลี่ยนจากการรักษาบาดแผลทางกาย มาสู่การสำรวจร่องรอยทางจิตวิทยาแทน รินรดาก้าวถอยหลังเล็กน้อยเว้นระยะห่างที่ปลอดภัย แต่สายตายังคงจดจ้องที่ใบหน้าด้านข้างของเขา
"คุณจำไม่ได้จริงๆ หรือว่ารอยแผลเป็นตรงซี่โครงด้านซ้ายนั่น... ได้มาอย่างไร" เธอถามพลพยักเพยิดไปยังรอยแผลเป็นจางๆ ที่ยาวกว่าสีย นิ้วมือที่พาดผ่านลำตัวของเขา
คีรินนิ่งเงบไป ดวงตาคมกวาดมองไปในความว่างเปล่าราวกับกำลังพยายามควานหาชิ้นส่วนของความทรงจำที่หายสาบสูญ ความเงียบโรยตัวปกคลุมห้องทั้งห้องจนได้ยินเสียงลมหายใจสม่ำเสมอของกันและกัน แววตาของชายหนุ่มไหววูบไปชั่วขณะ ก่อนจะกลับมาเย็นชาดั่งน้ำแข็งตามเดิม
"ความทรงจำบางช่วง... มันถูกลบออกไปโดยเจตนาครับ หมอเคยได้ยินเรื่องการสะกดจิตเพื่อลบความทรงจำหรือการใช้สารเคมีบล็อกกระแสประสาทไหมล่ะ" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นราวกับเป็นการตั้งคำถามลอยๆ แต่นัยยะภายในกลับหนักอึ้งจนน่าตกใจ
รินรดากลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัว ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านจิตเวช เธอรู้ดีว่ากระบวนการดังกล่าวไม่ใช่เรื่องเพ้อฝัน แต่มันคือเทคนิคระดับสูงที่องค์กรลับหรือหน่วยงานข้ามชาติมักใช้กับพยานปากเอก หรืออาชญากรระดับสูงเพื่อปกปิดความลับระดับชาติ
"ถ้าสมองของคุณถูกแทรกแซงจริง... แสดงว่ามีคนกลุ่มหนึ่งกำลังพยายามใช้คุณเป็นหมากตัวสำคัญในเกมนี้ และพวกมันไม่ต้องการให้คุณฟื้นความทรงจำเด็ดขาด" เธอกล่าววิเคราะห์ด้วยน้ำเสียงจริงจัง ขยับเข้าประชิดตัวเขาอีกครั้งเพื่ออ่านภาษาจากอวัจนภาษา
คีรินหันกลับมาเผชิญหน้ากับเธออย่างเต็มตัว ระยะห่างระหว่างใบหน้าของทั้งคู่ลดลงจนแทบจะสัมผัสได้ถึงลมหายใจอุ่นที่ปะทะกัน กลิ่นอายอันตรายแผ่ซ่านออกมาจากตัวชายหนุ่มราวกับคลื่นใต้น้ำที่กำลังก่อตัว
"แล้วถ้าหมากตัวนั้น... ตัดสินใจที่จะลุกขึ้นมาพลิกกระดานเองล่ะครับ หมอจะยังกล้าเดิมพันข้างเดียวกับผมอยู่ไหม" สายตาคู่นั้นจ้องลึกเข้ามาในดวงตารินรดา ราวกับจะค้นหาความลังเลใจในตัวเธอ
รินรดาไม่หลบตา เธอกลับสบสายตากลับด้วยความเด็ดเดี่ยวที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความนิ่งสงบ "ผมไม่ได้เดิมพันข้างเดียวกับคุณ... ผมกำลังเดิมพันกับความถูกต้องต่างหากล่ะครับ คุณคีริน"
บรรยากาศระหว่างคนทั้งสองตึงเครียดขึ้นจนแทบจะจุดประกายไฟได้ เคมีอันซับซ้อนระหว่างจิตแพทย์ผู้ยึดมั่นในความจริงกับมาเฟียผู้ไร้ความทรงจำ ถักทอเข้าหากันด้วยความหวาดระแวงและความดึงดูดใจที่ปฏิเสธไม่ได้
ทว่า ก่อนที่บทสนทนาเชิงจิตวิทยาจะดำเนินไปลึกซึ้งกว่านั้น เสียงฝีเท้าหนักแน่นคู่หนึ่งก็ดังแว่วมาจากทางระเบียงด้านนอก ตามด้วยเสียงเคาะกระจกสามครั้งเป็นจังหวะที่ถูกกำหนดไว้ล่วงหน้า—รหัสลับฉุกเฉิน
คีรินขมวดคิ้วมุ่นทันที สัญชาตญาณนักล่าตื่นตัวขึ้นในเสี้ยววินาที ร่างสูงใหญ่ลุกขึ้นยืนเต็มความสูงแม้แผลที่หลังจะยังคงสร้างความเจ็บปวด เขาดึงลิ้นชักโต๊ะทำงานออกอย่างรวดเร็ว ปรากฏปืนพกสั้นติดเก็บเสียงกระบอกดำสนิทนอนนิ่งอยู่ภายใน
รินรดาก้าวเข้าไปใกล้เพื่อเตรียมรับมือกับสถานการณ์ไม่คาดฝัน ทว่าก่อนที่ใครจะได้ขยับตัว เสียงกระซิบผ่านวิทยุสื่อสารขนาดเล็กในหูของคีรินก็ดังขึ้นขัดจังหวะ
*"นายใหญ่... มีแขกไม่ได้รับเชิญกำลังเจาะระบบเซฟเฮาส์ และพวกมันไม่ได้มาแค่คนเดียว..."* เสียงลูกน้องคนสนิทรายงานด้วยความร้อนรน
คีรินหันมามองรินรดาแวบหนึ่ง แววตาคมกริบฉายประกายความระแวงระวังขั้นสุดยอด "พวกมันตามรอยกลิ่นเลือดมาเร็วกว่าที่คิด..."
ยังไม่ทันที่คีรินจะเอ่ยจบประโยค ไฟฟ้าภายในเซฟเฮาส์ทั้งหมดก็ดับวูบลงพร้อมกันอย่างไร้สัญญาณเตือน ความมืดมิดเข้ากลืนกินทุกสรรพสิ่งทันที ทิ้งไว้เพียงเสียงลมหายใจหอบกระชั้นของคนทั้งคู่ในความมืดสลัว
และในวินาทีที่ความเงียบงันเข้าปกคลุม เสียงโลหะกระทบกันเบาๆ จากหน้าต่างห้องนอนด้านหลังก็ดังขึ้น พร้อมกับเงาสะท้อนของปลายกระบอกปืนยาวที่ทาบทับลงบนผนังห้องตรงหน้าพวกเขาอย่างเงียบเชียบ...
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านห้วงอารมณ์อันลึกล้ำนี้ด้วยกันนะครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปครับ
สายลมแผ่วเบา
ดีลลับฉบับคนอันตราย: รักนี้เดิมพันด้วยลมหายใจ•ตอนที่ 10
บาดแผลที่มองไม่เห็น
ผลงานโดย สายลมแผ่วเบา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (สายลมแผ่วเบา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ดีลลับฉบับคนอันตราย: รักนี้เดิมพันด้วยลมหายใจ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!