กลิ่นอายความอับชื้นของเมืองท่าเก่าแก่ในช่วงเวลาเที่ยงคืน ปะปนกับกลิ่นคาวสนิมและน้ำมันเครื่องจากโกดังร้างริมอ่าว รินรดายืนนิ่งอยู่หลังบานกระจกที่เต็มไปด้วยคราบฝุ่นหนา ปลายนิ้วเรียวภายใต้ถุงมือหนังสีดำแตะเบาๆ บนขอบหน้าต่างเพื่อพยุงการทรงตัว ขณะที่สายตาสอดส่องผ่านความมืดออกไปยังถนนด้านล่างที่มีแสงไฟนีออนสีส้มกะพริบไหวราวกับลมหายใจที่ใกล้โรยรา
"คุณกำลังทำให้สถิติความปลอดภัยของผมสั่นคลอน หมอ"
เสียงทุ้มต่ำกระซิบชิดริมใบหู พร้อมกับสัมผัสอุ่นจัดจากปลายนิ้วใหญ่ที่แตะลงบนข้อศอกเพื่อดึงเธอกลับเข้าสู่มุมอับของเงาไม้ คีรินยืนอยู่เบื้องหลังเธอ ร่างสูงใหญ่ในชุดโค้ทกันหนาวสีเข้มกลมกลืนไปกับความมืดมิด กลิ่นอายบุหรี่ราคาแพงผสมกับความเย็นเยียบของอากาศยามค่ำคืนแผ่ซ่านออกมาจากตัวเขา
รินรดาไม่สะดุ้ง เธอเพียงแต่ปรายตาคมกริบมองชายหนุ่มผ่านเงาสะท้อนบนกระจก "ถ้าคุณกลัวความเสี่ยงตั้งแต่แรก เราคงไม่มายืนอยู่ ณ จุดที่ห่างจากเส้นตายของศาลเพียงแค่ยี่สิบสี่ชั่วโมงหรอกนะครับ... คีริน"
คำพูดของเธอเต็มไปด้วยความเยือกเย็นที่ผ่านการกลั่นกรองมาอย่างดี เช่นเดียวกับสถานะทางจิตวิทยาของเธอในตอนนี้ แม้เบื้องหน้าจะเป็นภาระทางกฎหมายและอาชญากรรมที่พร้อมจะกลืนกินพวกเขาทั้งเป็น แต่สมองส่วนหน้าของเธอยังคงทำงานอย่างเป็นระบบเพื่อคำนวณความน่าจะเป็นของเบาะแสชิ้นสุดท้าย
เมืองแห่งนี้... เมืองที่ถูกลืมเลือนโดยกฎหมายและถูกครอบงำด้วยอิทธิพลมืด คือจุดซ่อนตัวของ "ประจักษ์พยาน" ปากเอก ผู้กุมกุญแจดอกสำคัญที่จะลบล้างมลทินในคดีของพ่อเธอ และในขณะเดียวกันก็เป็นหลักฐานชิ้นเดียวที่จะกระชากหน้ากากผู้บงการตัวจริงเบื้องหลังจักรวรรดิธุรกิจของคีริน
"ความเงียบในเมืองนี้ไม่ได้หมายความว่าปลอดภัย แต่มันแปลว่าพวกมันกำลังรอให้เราเดินเข้าไปติดกับต่างหาก" คีรินเอ่ยขึ้นเรียบๆ สายตาสีเข้มมองตรงไปเบื้องล่าง ถนนแคบๆ ที่ทอดยาวผ่านตึกแถวเก่าแก่ ปรากฏเงาร่างของชายคนหนึ่งกำลังเดินกะโผลกกะเละผ่านเสาไฟฟàที่ติดๆ ดับๆ
นั่นคือเป้าหมายของพวกเขา... อดีตนักบัญชีมือขวาของกลุ่มอิทธิพลที่หายตัวไปเมื่อสามปีก่อน
รินรดากลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัว สมองของเธอนึกถึงทฤษฎีพฤติกรรมศาสตร์ทันที มนุษย์ที่หนีตายมาเป็นเวลานานจะมีความหวาดระแวงขั้นรุนแรง (Paranoid Personality Disorder) การเข้าไปประชิดตัวเขาโดยตรงด้วยกำลังมีแต่จะทำให้เขาตื่นตระหนกและเลือกที่จะจบชีวิตตัวเองเพื่อหนีความจริง
"ปล่อยให้เป็นหน้าที่ผม" คีรินขยับตัวเล็กน้อย ร่างสูงเตรียมก้าวออกจากมุมมืด
"เดี๋ยวก่อนครับ" รินรดารั้งแขนเขาไว้ แรงบีบที่ข้อมือแม้จะไม่มาก แต่เพียงพอที่จะหยุดการเคลื่อนไหวของชายหนุ่มได้ "ถ้าคุณเดินเข้าไปด้วยมาดของนายทุนผู้ทรงอิทธิพล เขาจะวิ่งหนี ปล่อยให้ผมจัดการ... ในฐานะจิตแพทย์ ฉันรู้วิธีเปิดประตูที่ถูกล็อกไว้ด้วยความกลัว"
คีรินชะงัก นัยน์ตาคมกริบก้มมองมือเรียวที่แตะอยู่บนแขนของตน ก่อนจะเงยขึ้นสบตาเธอนิ่ง มุมปากหยักลึกยกขึ้นเป็นรอยยิ้มจางๆ ที่หาได้ยากยิ่งในสถานการณ์เช่นนี้ "คุณนี่ช่างดื้อรั้นในแบบที่อันตรายเสียจริงๆ หมอ... ระวังตัวด้วย ถ้าเขาหยิบปืน คุณไม่มีเวลาแม้แต่จะอธิบายทฤษฎีทางจิตวิทยาหรอกนะ"
"ผมมีสัญชาตญาณที่ดีกว่าที่คุณคิด" รินรดากล่าวเสียงเรียบ ก่อนจะก้าวผ่านตัวเขาออกไปสู่ความหนาวเย็นเบื้องนอก
ย่างก้าวของเธอมั่นคงแม้หัวใจจะเต้นระรัวด้วยความตึงเครียด บรรยากาศรอบตัวเงียบสงัดจนได้ยินเสียงลมหายใจของตัวเอง เสียงฝีเท้ากระทบพื้นปูนเปียกชื้นดังสะท้อนก้องไปตามตรอกแคบ รินรดารักษาระยะห่างที่เหมาะสม ไม่คุกคาม แต่ก็ไม่ปล่อยให้เป้าหมายคลาดสายตา
เบื้องหน้า... ชายชราในชุดคลุมเก่าๆ หยุดเดิน เขาหันขวับกลับมาด้วยอาการผวา ดวงตาเบิกโพรงฉายแววหวาดระแวงสุดขีด รินรดายกมือขึ้นระดับอก แสดงตัวตนอย่างเปิดเผย ไม่ซ่อนอาวุธ และรักษาระยะห่างไว้อย่างแม่นยำตามหลักจิตวิทยาการเจรจาในภาวะวิกฤต
"คุณวิชัย... ใช่ไหมครับ" น้ำเสียงของเธอทุ้มนุ่มและราบเรียบ ปราศจากซึ่งการคุกคามใดๆ
ชายชราถอยหลังกรูด แผ่นหลังชนเข้ากับผนังตึกเก่า ปากอ้าพะงาบราวกับคนขาดอากาศหายใจ "คุณ... คุณเป็นใคร ใครส่งคุณมา พวกมันส่งใครมาอีก!"
"ไม่มีใครส่งผมมาทั้งนั้น... ผมมาเพื่อช่วยให้คุณหยุดวิ่ง" รินรดาก้าวเข้าไปช้าๆ สายตาจดจ้องที่ดวงตาของอีกฝ่ายเพื่อสร้างความไว้วางใจ "สามปีที่คุณต้องหลบซ่อน สามปีที่ความจริงถูกฝังกลบ... ผมรู้ว่าคุณเหนื่อยแค่ไหนแล้ว"
คำพูดนั้นราวกับกุญแจที่ไขเข้าสู่ห้องลับในใจของชายชรา ร่างของวิชัยสั่นเทา ไหล่ลู่ลงอย่างคนแบกรับภาระอันหนักอึ้งมานานเกินทน ริมฝีปากแห้งผากขยับคล้ายจะเอ่ยบางสิ่งออกมา
แต่ทว่า... ก่อนที่คำสารภาพแรกจะหลุดจากปากของพยานปากเอก
*เพล้ง!*
เสียงกระจกแตกกระจายจากชั้นสองของตึกฝั่งตรงข้ามดังสนั่นหวั่นไหว เศษแก้วคมกริบร่วงกราวลงมาบนพื้นถนนราวกับสายฝนสีเงิน รินรดาสัญชาตญาณไวเหนือความคิด เธอกระโจนเข้าชาร์จตัววิชัยและดึงลงหมอบกับพื้นทันที เสียงแหวกอากาศของวัตถุบางอย่างดังขึ้นเฉียดหัวไหล่เธอไปเพียงไม่กี่เซนติเมตร ก่อนจะฝังลึกเข้ากับผนังปูนด้านหลังจนเกิดประกายไฟแปลบปลาบ
กระสุนปืนไรเฟิลซุ่มยิง!
"หมอ!"
เสียงตะโกนคำรามอย่างเกรี้ยวกราดดังมาจากเงาดำด้านหลัง คีรินพุ่งตัวเข้ามาด้วยความเร็วราวกับเสือชีตาร์ ร่างหนาเข้าประชิดตัวรินรดาลากเธอกับวิชัยหลบเข้าไปหลังซอกกำแพงตึกคอนกรีตหนาทึบได้อย่างหวุดหวิด ลมหายใจของชายหนุ่มร้อนผ่าวและเต็มไปด้วยความกรุ่นโกรธที่ระเบิดออกมาทางแววตา
"คุณเจ็บตรงไหนไหม!" คีรินกวาดสายตาสำรวจร่างบางอย่างรวดเร็ว มือหนาจับไหล่เธอพลิกดูความเรียบร้อย หัวใจของเขาหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่มเมื่อตระหนักว่ากระสุนนัดนั้นเกือบพรากผู้หญิงคนนี้ไปจากเขา
"ผมไม่เป็นไร..." รินรดาสูดหายใจเข้าลึกเพื่อตั้งสติ ดวงตาคู่สวยมองข้ามไหล่หนาของคีรินไปยังร่างของวิชัยที่นอนตัวสั่นเทาอยู่บนพื้น "แต่พยาน..."
เมื่อเธอก้มลงมองวิชัย ร่างของชายชรากลับแน่นิ่ง ดวงตาเบิกค้างอย่างไร้สติสัมปชัญญะ ที่กลางหน้าอกมีรอยเปื้อนสีเข้มขยายวงกว้างขึ้นเรื่อยๆ บนเสื้อโค้ทเก่าๆ เลือดสีแดงสดไหลนองออกมาปะปนกับน้ำฝนบนพื้นถนน
ไม่ใช่กระสุนจากมุมสูง... แต่มันมาจากกระสุนนัดที่สองที่ทะลุผ่านช่องแคบของผนังตึกเข้ามาโดยที่พวกเขาไม่ทันตั้งตัว!
รินรดานิ่วหน้า รีบเอื้อมมือไปกดแผลห้ามเลือดตามสัญชาตญาณแพทย์นิติเวช แต่นิ้วมือของเธอกลับสัมผัสได้ถึงความเย็นเยียบที่แผ่ซ่านอย่างรวดเร็ว วิชัยกระตุกเฮือกสุดท้ายริมฝีปากขยับกระซิบเสียงแผ่วเบาแทบไม่ได้ศัพท์ ก่อนที่เปลือกตาเหี่ยวย่นจะปิดสนิทลงอย่างถาวร
ความตายมาเยือนรวดเร็วกว่าความจริงเสมอ
คีรินขบกรามแน่นจนสันนูนขึ้น นัยน์ตาสีเข้มวาวโรจน์ด้วยความดุร้าย เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูงพร้อมกับชักอาวุธปืนพกสีดำสนิทออกมาจากเอว สายตาดุดันกวาดมองไปยังตึกร้างฝั่งตรงข้ามที่มีความมืดปกคลุม ทว่าไร้ซึ่งเงาของมือปืน
"หนีไปแล้ว..." คีรินพึมพำด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือกจนน่ากลัว
รินรดานั่งคุกเข่าอยู่เบื้องล่าง มือที่เปื้อนเลือดสั่นเทาเล็กน้อยไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เป็นเพราะความคับแค้นใจที่พยานปากเอกคนสุดท้ายถูกตัดตอนไปต่อหน้าต่อตา ความหวังที่จะกู้ชื่อเสียงให้พ่อและเปิดโปงความจริงกำลังจะมลายหายไปในพริบตา
แต่ในจังหวะที่ความมืดและความสิ้นหวังกำลังเข้าครอบงำบรรยากาศรอบตัว สายตาของเธอก็เหลือบไปเห็นบางสิ่งที่ร่วงหล่นอยู่ข้างมือของวิชัย
มันไม่ใช่จดหมาย ไม่ใช่เอกสารลับ...
แต่มันคือ "แฟลชไดรฟ์" ขนาดเล็กสีดำสนิท ที่ถูกซ่อนไว้ในรอยต่อของซับในเสื้อโค้ทที่ขาดวิ่น ซึ่งวิชัยพยายามจะส่งมอบให้เธอก่อนที่ลมหายใจสุดท้ายจะหมดลง รินรดากลั้นหายใจ รีบหยิบมันขึ้นมาอย่างเงียบเชียบในขณะที่คีรินยังคงระวังภัยอยู่ด้านหน้า
และเมื่อเธอลุกขึ้นยืนเพื่อส่งสัญญาณให้คีรินเห็น จู่ๆ หน้าจอโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าเสื้อกาวน์ของเก็เกิดสั่นขึ้นมาอย่างรุนแรง หน้าจอมืดสนิทปรากฏข้อความตัวอักษรสีแดงฉานสว่างวาบขึ้นท่ามกลางความมืดโดยไม่มีเบอร์ผู้ส่ง
*[ยินดีด้วยที่คุณเก็บมันได้... หมอรินรดา แต่คุณแน่ใจหรือว่าสิ่งที่คุณถืออยู่ในมือตอนนี้ คือความจริง... หรือเป็นหลุมศพของคุณเอง]*
รินรดานิ่งงัดค้างอยู่กับที่ ลมหายใจสะดุดกึกเมื่อตระหนักได้ทันทีว่า...
พวกมันไม่ได้ต้องการแค่กำจัดพยาน แต่พวกเขากำลังถูกต้อนให้เดินเข้าไปในเกมที่ถูกกำหนดไว้ตั้งแต่แรกแล้ว
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านห้วงอารมณ์อันลึกล้ำนี้ด้วยกันนะครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปครับ
สายลมแผ่วเบา
ดีลลับฉบับคนอันตราย: รักนี้เดิมพันด้วยลมหายใจ•ตอนที่ 22
ความเงียบคืออาวุธ
ผลงานโดย สายลมแผ่วเบา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (สายลมแผ่วเบา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ดีลลับฉบับคนอันตราย: รักนี้เดิมพันด้วยลมหายใจ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!